หมู่บ้านเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้

หมู่บ้านเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้ - สองภาษาดอทคอม

กระทู้ในดวงใจ เบื้องหลังความสำเร็จของครูจากห้อง English Club

เก็บกระทู้เก่ามาไว้ในบล็อกส่วนตัวค่ะ ได้สัมภาษณ์บรรดาครูบาอาจารย์แห่งห้อง English Club เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2553

แต่ละคนกว่าจะเก่งขึ้นมาได้ ต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากมาย ไม่ได้เก่งมาตั้งแต่กำเนิด ต้องใช้ความพยายามทั้งนั้น เก็บมาฝากสำหรับพ่อๆ แม่ๆ ที่กำลังท้อนะคะ

ส่วนหนึ่งของบทสัมภาษณ์ค่ะ

ขอสัมภาษณ์อาจารย์อ๊อบและอาจารย์รีออกไมค์ค่ะ

ตอนแรกกะว่าจะถามเป็นการส่วนตัว แต่คิดว่าคำถามเราอาจมีประโยชน์สำหรับคนอื่นๆ จึงขออนุญาตถามออกไมค์นะคะ

หลายคนคงจะคุ้นเคยกับคุณพี่อ๊อบ (อรนัย) และคุณรี (MommyDearest) กันเป็นอย่างดี ไม่ว่าเราจะตั้งคำถามเรื่องอะไร 2 ปรมาจารย์นี้มักจะเป็นผู้มีอุปการะคุณเสมอ

วันนี้จึงขออนุญาตถามลึกถึงเบื้องหลังความสำเร็จหน่อยค่ะ (เหมือนสัมภาษณ์ดาราเลย)

ตอบเท่าที่ตอบได้นะคะ อยากรู้เพื่อนำไปพัฒนาตัวเองค่ะ

1. สมัยเรียน จบจากที่ไหน ด้านไหนคะ

2. เก่งภาษาอังกฤษมาตั้งแต่เด็กๆ หรือเปล่า

3.เคล็ดลับในการพัฒนาตัวเองให้เก่งภาษาอังกฤษมีอะไรบ้างคะ

4. ก่อนที่จะฝึกลูกให้เป็นเด็กสองภาษา ได้พูดภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันหรือเปล่า

คนอื่นๆ สามารถเข้ามาแบ่งปันประสบการณ์ได้นะคะ ไม่จำเป็นต้องเป็นพี่อ๊อบและคุณรีก็ได้ค่ะ

...........................

ตอบกลับโดย Mommy Dearest เมื่อ 15/04/2010 เวลา 12:50am

ก่อนอื่นเลยต้องขอบคุณมากเลยนะคะที่ให้เกียรติชมนะคะ รีเองไม่ได้เก่งอะไรหรอกค่ะ เรียนรู้จากชีวิตประจำวันเนี่ยแหละค่ะ

อายนะเนี่ยมาให้ตอบอย่างเนี้ยค่ะ
เดี๋ยวตามพี่อ๊อบมาเป็นเพื่อนร่วมชตากรรมแล้วกันนะคะ

1. เรียนจบ มหาลัยเอกชนค่ะ เพราะสอบรัฐบาลไม่ติด ตอนนั้นสอบเทียบกำลังฮิต เลยสอบเทียบเอา ประจวบกับเป็นเด็กเกเร ไม่ตั้งใจเรียนค่ะ เรียนเอาผ่านๆ เลยสอบเข้าเอกชนใกล้ๆบ้าน ที่รังสิตค่ะ เรียนวิดวะคอมพิวเตอร์ค่ะ

2. ไม่ค่ะ เรียนโรงเรียนรัฐมาตลอดตั้งแต่อนุบาลยันมอ 5 ค่ะ เริ่มเรียนอังกิด ตอนปอ 5 พ่อแม่ย้ายบ่อยเพราะรับราชการเลยไม่ตั้งใจเรียนหนักไปเลยค่ะ มาเรียนมหาลัยก็ไม่ได้สนใจภาษาอังกิดค่ะ

3. ก่อนมาเรียนต่อ ปอ โท ที่เมกา เรียนเพิ่มแกรมม่าที่ สงวนค่ะ แต่ได้แต่แกรมม่าไว้สอบโทเฟลจริงๆ ที่เหลือพวกฟังเขียนเนี่ยมาตายเอาดาบหน้าค่ะ มาเรียนต่อโทที่นี่ตอนปี 2000 มาอยู่กับเพื่อนพี่สาว ตอนที่เขียนจดหมายเพื่อส่งใบสมัครปอโท เพื่อนพี่สาวหัวเราะขำกลิ้งเพราะแกรมม่าผิดเยอะมาก พูดก็ผิดๆค่ะ พอมาเจอสามีก็มาอยู่ที่นี่ปีกว่าแล้ว วันแรกที่คุยกันเค้าบอกว่าฟังเราพูดไม่รู้เรื่องเลย ถามว่าปรับปรุงภาษาตัวเองยังไงเหรอ โดยตัวเองทำตัวให้หน้าด้านค่ะ ยอมรับในการแก้ไขจากคนรอบข้าง คำไหนพูดผิด บอกคนรอบข้างให้ช่วยแก้ให้ ไม่ใช่แค่สามี แต่รวมไปถึงเพื่อนๆรอบข้างด้วย อาศัยฟังผ่านว่าคำไหนไม่เข้าใจถามเลยหรือหาเลยว่าแปลว่าอะไร ไม่ปล่อยเลยค่ะ ทุกวันนี้ก็ยังเรียนรู้คำใหม่ๆอยู่ทุกวันค่ะ

4. ก่อนที่จะมีลูกเนี่ยใช้ภาษาอังกิดในชีวิตประจำวันตลอดมาแปดปีค่ะ ลูกสาวเกิดปี 2008 มาอยู่นี่ปี 2000 ค่ะ
........................
ตอบกลับโดย อรนัย รักในหลวง เมื่อ 15/04/2010 เวลา 1:18am
เจี๊ยก!!!! มิน่านอนไม่หลับกระสับกระส่ายที่แท้โดนพาดพิงนี่เอง....5555++
ขอบคุณน้องอ้อมากเลยที่ให้เกียรติ....สารภาพความในใจว่าจริงๆแล้วรู้สึกเกรงใจที่เพื่อนๆเรียกว่าครูล่ะคะ เพราะว่าไม่ได้เก่งและแม่นถึงขั้นนั้นอ่ะค่ะ คิดว่าคนเราจะเป็นครูได้ต้องเก่งมากๆ หรือผิดให้น้อยที่สุด เพราะต้องเป็นแบบอย่างให้คนอื่นตาม...การ "ได้ตอบ" กระทู้ในนี้มาจากอยากฝึกหัดตัวเองมากกว่า เพราะคิดว่า practice makes perfect ยิ่งตอบมาก หัดมาก ยิ่งรู้มาก ได้ฝึกตัวเองล่วงหน้า บางข้อก็ได้เอาไปใช้จริงๆ...ชอบห้องอิงลิชสมัยก่อนที่พอเราลองตอบก็มีคนเก่งๆอย่างแพท รี ฯลฯ มาช่วยบอกว่าตรงไหนผิด ช่วยกันแก้ไข...แบบถ้อยทีถ้อยอาศัย แต่มายุคหลัง ดูจะเกร็งกันไป...เพื่อนคนอื่นๆก็เลยไม่กล้ามาตอบแล้ว....ซึ่งเป็นการปิดทางฝึกฝนเป็นอย่างมาก อ่ะ..ตอบข้อสัมภาษณ์ของน้องอ้อนะค่ะ

1 จบจากมศว.ประสานมิตรค่ะ มนุษศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษค่ะ อ้างอิงสถาบันถ้าวันไหนตอบผิดอย่าว่าถึงสถาบันที่รักของเค้าน้า....อิอิ

2 ไม่เก่งค่ะแต่กล้ามากกว่า กล้าพูด กล้าถาม

3 ฝึกฝนอยู่เสมอ อ่านหนังสือออกเสียงเพื่อฝึกสำเนียง ศึกษาเพิ่มเติมตลอด เช็คการออกเสียงตลอด

4 ก่อนมาทำงานควบสองตำแหน่งเป็น Full time maid & Full time mom เช่นทุกวันนี้ เคยทำงานให้บ.สายการบิน Qantas เป็นพนักงานภาคพื้นค่ะ ก็ได้ใช้ภาษาอังกฤษตลอด แต่...ใช่ว่า..จะเอาประสบการณ์ตรงนั้นมาได้เลยนะค่ะ เรื่องศัพท์ไม่เกี่ยวกันเลย แต่อาจจะได้สำเนียงที่เฝ้าเพียร "เลียนแบบ" ผู้โดยสารเวลาได้ยินใครพูดคำไหนเพราะ โดนใจก็เลียนแบบมาใช้เลย
..................................
ตอบกลับโดย Pat NZ เมื่อ 15/04/2010 เวลา 3:45pm
เอาจริงๆเหรอ แต่ความจริงก็บอกไปหลายรอบแล้วนะค่ะ

1. Waikato Polytechnic, Hamilton ด้าน Information Technology ค่ะ (BIT)
เสริมนิดนึง ระหว่างเรียนไปก็ไปทำงานเป็นเด็กเสริฟตามร้านอาหารค่ะ เคยทำทั้งร้านอาหารไทย และร้านอาหารอินเดีย
จบมาได้งานที่ไม่ตรงกับวิชาเลย ไปทำงานร้านขายเครื่องประดับ ขายทั้งปลีกและส่งค่ะ ปัจจุบันไม่ได้ทำงานที่ร้านแล้วตั่งแต่มีลูก 2 คนก็ออกมาเลี้ยงลูกเอง แต่พอลูกเริ่มเข้าโรงเรียนก็ช่วยดูกิจการขายส่งตุ๊กตาให้เพื่อน พร้อมกับทำงานเป็นอาสาสมัครของ St. Vicent de Paul ค่ะ และก็ไปช่วยพี่ที่พึ่งเิปิดร้านขายของไทยทำเรื่องเอกสาร พวก Stock สินค้า

2. ตกภาษาอังกฤษมาตลอดค่ะ ต้องสอบซ่อมทุกปี ตั้งแต่ประถมยันมัธยม

แม้กระทั่งตอน ม.4 เป็นนักเรียนเข้าใหม่ของโรงเรียนชายล้วนที่เปิดรับนักเรียนหญิงตอนม.ปลายเป็นปีแรก เป็น 1 ใน 4 นักเรียนหญิง ม.ปลายที่เข้าร่วม English Club ของโรงเรียน โดยที่สามคนเรียนสายศิลป์ แพทเรียนสายวิทย์ แต่ก็ได้รับเลือกให้เป็นประธานชมรมภาษาอังกฤษในปีนั้น (คู่แข่งคนอื่นนอกเหนือจาก ม.ปลายสายศิลป์ทั้งสามแล้วก็คือเด็กนักเรียน ม.3 ที่เก่งภาษาอังกฤษมาก สอบได้เกรด 4 ประจำ แต่ที่เค้าเลือกแพท โดยที่ไม่ทราบคะแนนสอบตอนปลายปี (ก็เลือกกันตอนต้นปีอะ และอาจารย์หัวหน้าแผนกก็ยังบอกเลยว่า "ขายหน้ามากเลยนะ ประธานชมรม สอบตกวิชาภาษาอังกฤษเองเนียะ")) เพราะตอนที่โดนบังคับให้ลงสมัคร เค้าให้พูดแนะนำตัวเอง และพูดคุยเป็นภาษาอังกฤษต่อหน้าคนทั้งชมรม สรุปโดนหลอกกันทั้งชมรมเลยนะเนียะ

3. กล้าพูด กล้าถาม กล้าแสดงออก

แพทยอมรับว่าแพทไม่ถนัดกับระบบการศึกษาของเมืองไทย ที่ให้นักเรียนท่องจำเฉยๆ จำว่าเทนส์นี้เป็นแบบนี้ แบบนั้นแล้วก็ให้ไปสอบ ถึงได้ตกทุกปี แต่ตั่งแต่ม.3 ทางโรงเรียนมีจัด Summer Course ที่สิงค์โปร คุณพ่อส่งแพทไป 1 เดือน ไปเรียนภาษาในห้องเรียนก็ช่วยอยู่จุดหนึ่งที่อาจารย์เป็นคนฝรั่ง พูดไทยได้นิดหน่อย แต่นอกเหนือจากนั้นคือสภาพแวดล้อมที่พักที่ Y.W.C.A ที่ต้องเจอต้องติดต่อกับเจ้าหน้าที่ที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลาง แพทได้เจอกับแขกที่ไปพักที่หอ ได้พูดคุยกับเค้า (เค้าชวนไปทานข้าวเย็นด้วยนะ แต่อาจารย์ไม่อนุมัติ กลัวลูกศิษย์โดนทำมิดีมิร้าย)

คิดดูว่าสมัยนั้น ฝรั่งยังไม่ชุกชุมเหมือนสมัยนี้ อายุ 15-16 ไปเดินตลาดจตุจักร ขึ้นสะพานลอย หูผึ่งเห็นฝรั่งนักท่องเที่ยวพยายามจะถามทาง หลายๆคนเดินหนีเพราะคุยไม่รู้เรื่อง ฟังไม่รู้เรื่อง แต่เราหูผึ่งแล้วปรี่เข้าไปหาเลย พูดผิดบ้างถูกบ้าง ถามเลยค่ะ มีอะไรให้ช่วยไหม จะไปไหนเหรอ แล้วก็บอกทางให้เค้า ได้ทั้งภาษา อิ่มบุญอีกต่างหากนะค่ะ

หลังจากนั้นก็ขอข้ามมาตรงที่มาเรียนต่อที่นิวซีแลนด์เลยนะค่ะ ก็มาด้วยกันกับน้องชาย ขานี้ก็อังกฤษเกรด 4 เหมือนกัน แต่มาถึงใบ้รับประทาน ของเราตกแต่คุยกับฝรั่งรู้เรื่อง ฝรั่งก็งงเหมือนกันว่าทำไมน้องเราคะแนนก็ดีแต่พูดไม่ได้เลย

ก็มาถึงถิ่นแล้ว ภาษาไทยก็อดค่ะ พูดได้แต่กับคนไทยซึ่งในโรงเรียนไม่มีเลยซักคน ถ้านั่งเป็นใบ้คงแย่แน่ๆ แถมชีวิตหอพักก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแพทอยู่หอปีแรกค่ะ ตอนหลังถึงได้ไปพักกับครอบครัวฝรั่ง มาเรียนก็ Form 6 แล้วแต่โดนเด็กแกล้ง โดนหลอกให้ล้างจาน (เด็กโตไม่ต้องทำ) โดนขโมยยกทรง ดีกางเกงในไม่ใหาย เค้าเอาไปแกว่งเล่นกัน นั่งทานข้าวก็โดนนินทาซึ่งหน้า เค้าคิดว่าเราฟังไม่ออก ตอนนั้นนะฟังออก แต่ตอบไม่ทัน คุยกับเพื่อนก็แปลไม่ทัน คือฟังแล้วก็แปลในหัวเป็นภาษาไทย นึกคำตอบแล้วก็แปลเป็นภาษาอังกฤษก่อนที่จะพูดออกมา สรุปเค้าเปลี่ยนเรื่องคุยกันไปแล้วค่ะ เลยคิดว่าไม่ได้การแล้วละ คุยไม่ทันเค้า ต้องหัดคิดเป็นภาษาอังกฤษให้ได้ คิดปุ๊ป พูดปั๊ป หลายท่านอาจจะสงสัยว่า อ้าวก็ไหนว่าคุยกับฝรั่งรู้เรื่องงัย ก็แหมผู้ใหญ่ คนดูแลเค้ารู้ว่าเราพึ่งมา เค้าก็พูดช้าๆ ชัดๆ รอฟังคำตอบ แต่เด็กฝรั่งเค้าไม่รอเราหรอกค่ะ เค้าก็คุยของเค้าไป เธอเข้ากับกลุ่มฉันไม่ได้ เค้าก็ไม่สนใจ ถ้าเข้ากันไม่ได้มากๆ ตามเค้าไม่ทันก็ทานข้าวคนเดียวละค่ะ

สรุปก็ต้องพยายามฟังให้เยอะ คิดเรื่อยเปื่อยเป็นภาษาอังกฤษ นึกภาพนึกสถานการณ์ต่างๆว่าถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น เราจะต้องตอบว่ายังงัย ที่โดนเค้าแกล้ง เค้่านินทาซึ่งหน้า ก็จำมันไว้ว่าเค้าพูดว่ายังงัยบ้าง นึกว่าคราวหน้าฉันต้องตอบว่ายังงัย ฝึกไว้ให้คล่อง พอเค้าพูดมาอีกก็ตอบด้วยความมั่นใจและรวดเร็ว ได้ผลค่ะ หน้าหงายกันไปเลย เห็นปกติเราไม่พูดไม่โต้ตอบ ก็บอกไปเลยว่าที่ฉันไม่พูดไม่ใช่เพราะฉันฟังเธอไม่ออกหรอกนะ ที่โดนแกล้งเอายกทรงไปเหวี่ยงเล่นก็ตามไปทวงคืน พูดใหรู้กันไปเลยว่าเด็กใหม่ไม่ใช่ว่าแกล้งได้นะ แล้วถามจริงเหอะ เอาไปนะใส่ได้เหรอ(ยะ)

สถานการณ์ในห้องเรียนก็เหมือนกัน กล้าพูด กล้าแสดงออก กล้าท้วงคุณครู ตอนแรกก็หงิมๆ เห็นครูเขียน(เลข)ผิดก็ยกมือแบบกลัวๆ บอกแบบเบาๆว่าผิดค่ะ ครูบอกว่าเก่งมาก ขอบคุณมากที่บอก นักเรียนที่เหลือสงสัยหลับกันหมด ตั่งแต่นั้นอิฉันก็คอยจ้องเลยค่ะ สนุกมาก ชอบเลขอยู่แล้ว แข่งคณิตคิดไวกะฝรั่งมันส์ไปเลย วิชาที่ชอบบวกกะวิชาที่ตกมันก็เลยช่วยเหลือซึ่งกันและกันค่ะ

4. ใช้ค่ะ เพราะมาอยู่ต่างประเทศและเด็กๆก็เกิดกันที่นี่ ตอนนี้ต้องบังคับให้ใช้ภาษาไทยกันที่บ้าน เพราะลูกสาวติดพูดภาษาอังกฤษไปแล้ว ต้องใช้ไม้ "แม่ไม่รู้เรื่อง" ซึ่งก็โกหกกันไม่ได้เหรอว่าไม่รู้เรื่อง แต่เค้าก็เข้าใจว่าแม่จะให้พูดภาษาไทยนะ แต่ความรู้ก็ไม่มีวันหมดจริงๆ เพราะถึงแม้ว่าจะเรียนที่นี่ อยู่ทั้งหอพักนักเรียน อยู่ทั้งบ้านHome Stay แตพอมีลูก ภาษาก็ต่างไป เวลาที่ใช้กับเด็กอ่อน อยู่บ้านอาจจะไม่ต้องใช้ก็จริง แต่เวลาหาหมอ หาพยาบาล (ที่นี่เค้าดูแลดีมากค่ะ มีพยาบาลมาหาที่บ้านบ่อยมากในช่วงเดือนแรกๆ และก็ต้องไปให้เค้าตรวจเช็คค่อนข้างบ่อย) เราต้องอธิบายทั้งเวลาให้นม เปลี่ยนผ้าอ้อม อึเด็ก อาหารการกิน ป่วยไม่สบาย ก็ต้องค่อยๆเรียนรู้ไปพร้อมกับเรียนรู้เรื่องการเลี้ยงลูก ตอนนี้ลูกเข้าโรงเรียนแล้ว ก็ยังต้องเรียนรู้เรื่องต่างๆที่เกี่ยวกับการเรียน และกิจกรรมของเด็ก

แพทใช้ภาษาเวลาออกไปนอกบ้าน ติดต่องานเล็กน้อย และที่หาเรื่องใส่ตัวคือยอมรับเป็นเลขาของกลุ่ม St Vincent de Paul คอยบันทึกการประชุมของกลุ่ม (เค้าน่ารักมาก โยนงานมาให้เราทำ และเราก็กล้าๆกลัวๆ แต่ก็รับทำเพื่อฝึกภาษาของเราเอง ผิดถูกเค้าก็ช่วยเราแก้ไข) หรืองานเรื่องสินค้าของที่ร้าน ก็ต้องเรียนรู้ชื่อเรียกของสินค้าแต่ละชนิด ที่สำคัญก่อนที่ภาษาอังกฤษจะไม่ขยับ ภาษาไทยก็ถดถอย ก็ได้เวปหมู่บ้านสองภาษานี่แหละค่ะ พัฒนาทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทยไปพร้อมๆกัน

ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการเรียนรู้และปฏิบัติค่ะ หมั่นฝึกฝนและปฏิบัติ คอยหาความรู้เพิ่มเติม เพราะการเรียนรู้ไม่มีวันจบสิ้น
................
ตอบกลับโดย แหม่แม่ ♥ เมื่อ 16/04/2010 เวลา 6:25pm

555+ อายุยังน้อย เรียนยังไม่จบ ประสบการณ์ไม่มี

ขอใช้ภาษาบ้านๆเลยนะค่ะ

แพรเรียนที่ รร.ประจำจังหวัดชัยภูมิ
แพรเป็นผู้หญิงคนเดียวในกลุ่มเพื่อนกระเทย 6 นาง
ซึ่งถ้าเดินไปไหนใครๆก็ว่า "อินี่ แรงงงงงง"
ได้โควต้าเรียนเป็นนางฟ้าที่หัวหิน...แต่ก็วาสนาไม่ถึง ชั่งเหอะ (ปลอบตัวเอง)
แพรเรียนม 6 ได้เทอมเดียว เทอมสองดันมามีไมก้า (เข้าข่ายแรด 555)
แพรก็เลยสอบเทียบ กศน.ชัยภูมิ อุ้มท้องแปดเดือนไปนั่งสอบข้างป้าแก่ๆวัยใกล้จะห้าสิบ
ปัจจุบันเรียนครุศาสตร์เอกภาษาอังกฤษ ปีสอง ที่ม.ราชภัฏชัยภูมิ ใกล้บ้าน ใกล้ลูก

แพรโดดเรียนภาษาอังกฤษตลอด จนขึ้นป.5 ครูให้สะกดคำว่า ฟาร์มเมอร์ ชาวนา
ช๊อกค่ะ สะกดไม่ถูก เพื่อนๆหัวเราะ ครูก็เลยบอกว่า หนิเธอ ไม่ต้องมาเรียนหรอก ไปเป็นฟาร์มเมอร์ไป๊
ร้องไห้ ไม่ไปโรงเรียนอยู่หลายวันค่ะ แต่นั่นก็ไม่ใช่สาเหตูและแรงจูงใจที่ทำให้แพรหันมาสนใจใน English

ตอนม.2 ที่ รร มีครูฝรั่งชื่อคามิล ชาวโปแลนด์ หล่อโฮก เค้าชอบกินโออิชิมาก
แม่ให้เงินไปโรงเรียนวันละ 40 บาท
ทุกวันแพรจะแวะ 7-11 ซื้อโออิชิขวดละ 20 บาทแล้วไปตั้งไว้บนโต๊ะทำงานของคามิล
เงินหลือ 20 บาททั้งข้าวกลางวัน ทั้งค่ารถก็ไม่พอ ไม่เป็นไร ชอบเลี้ยงผู้ชายค่ะ โฮะๆ
แพรไม่เคยพูดกะคามิล ทุกวันจะไปถามเพื่อนว่า ขอถ่ายรูปหน่อยพูดว่าไง
คุณกินข้าวหรือยังพูดว่าไง จดไว้ เผื่อได้ถามคามิล
แต่แล้วก็ไม่ได้ถาม....จนกระทั่งวันวาเลนไทน์
ดอกไม้ ตุ๊กตาและช๊อกโกแล๊ตที่แฟนคลับให้ แพรเอาไปให้คามิลหมด
วันนั้นคามิลยิ้ม แล้วโน้มหน้าเข้ามาใกล้ๆ เราเกร็งมาก เขิลจนบอกไม่ถูก
แล้วเค้าก็กระซิบเบาๆว่า I LIKE BOYS

เพล้งงงงง...งงงง หน้าแตก ตอนนั้นแปลอะไรไม่ถูกค่ะ
ไอ้เวงงง เกย์นี่หว่า ตรูอุตส่าห์ทุ่มเท เด็กมอสอง ทำให้ใครได้มากขนาดนี้

ช่วงนั้น give up ท้อแท้ หันหน้าเข้าหาเกมส์ออนไลน์ Ragnarok เกมส์ที่ฉุดเด็กไทยลงเหว
ติดเกมส์มาก ที่บ้านไม่มีคอม ไปร้านเน็ต อยู่จนดึกดื่นค่ะ ตีหนึ่งตีสอง แม่ด่า แม่ว่า แม่ตีก็ไม่สน
ช่วงนั้น เลวสุดๆ
ทุกครั้งที่ไปเล่นเกมส์ก็จะมีผู้หญิงคนหนึ่งนั่งใกล้ๆแพรตลอด แชทกะกะฝรั่งทางเว็บหาคู่
ทั้งเว็บแคม ทั้งไมค์ บางครั้งส่งจูบ บางครั้งหัวเราะคิกคัก บางครั้งร้องไห้ก็มี
เราก็คิดไป อินังคนนี้มันบ้าไปแล้ว

จนวันหนึ่งแพรเห็นผู้หญิงคนนั้นแหละ กับ ฝรั่งคนที่แพรเคยเห็นในจอคอม

เค้าเดินควงแขนกันเข้ามาในร้านเน็ต
เราก็งง อ้าว มาได้ไงว่ะ หรือว่าเค้ามาพบกันจริงๆ
เรื่องแบบนี้มันมีจริงหรอ
โอ้วววว มาย บุ๊ดดา

เราก็เลยแอบแชทดูบ้าง เพราะความที่อกหักจากคามิล
เนื่องด้วยหล่อนเป็นเกย์หน้าหล่อ
เราก็เลยบอกตัวเองเสมอว่า I can do better than that
ตรูหาได้หล่อกว่าคามิลแน่ๆ
ตั้งหน้าตั้งตาแชท เพราะหนุ่มฝรั่งหล่อ ผมสีบลอน ตาสีฟ้า
เป็นแรงจูงใจ ให้เราหัดพูด หัดอ่าน กล้าถาม กล้าแสดงออก

แต่ฉะไหนเลย เราจึงได้มาเจอหนุ่มหัวโล้น ตาสีเขียว อย่างพ่อของไมก้า
5555555555555555555555555555555555555555555555555555
ไม่ใช่สเป็กเลยค่ะ

แพรคิดว่าคนที่พูดภาษาอังกฤษได้เท่ห์มาก
เหมือนคนมีความรู้ มีการศึกษา

แพรไม่ศึกษาแกรมม่า ส่วนมากเรียนรู้จากชีวิตประจำวันค่ะ
เพราะคุยกะแฟน มันเลยไหลลื่น ถูกบ้าง ผิดบ้าง แฟนก็ช่วยแก้ไข พ่อคุณทูนหัว ฮ่าๆ

แพรคุยกะลูกเป็นภาษาอังกฤษตั้งแต่อยู่ในท้อง
ไมก้าฟังเพลงสากลตั้งแต่อยู่ในท้องเลยค่ะ เพลง I'm yours ของ Jason Mraz
เปิดให้ฟังตอนไหน ถีบท้องตลอด อิอิ

แพรคิดว่าการที่เราจะทำอะไรได้ดี มันขึ้นอยู่กับตัวเรา
ว่าเรารักหรือป่าว ถ้าใจมันรัก เราก็จะทำสิ่งนั้นได้ดีค่ะ
แต่ถ้าไม่ พยายามแค่ไหน ก็ไม่ถึงเส้นชัย
อันดับแรกของการเรียนรู้ภาษา คือ การเปิดใจ และ ทำใจให้รักกับมัน นะค่ะ

ขอบคุณคุณแม่อ้อนะค่ะ

............................

ติดตามกระทู้เต็มๆ ได้ที่นี่นะคะ

http://go2pasa.ning.com/forum/topics/2456660:Topic:237175?groupUrl=...

Views: 253

Comment

You need to be a member of หมู่บ้านเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้ to add comments!

Join หมู่บ้านเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้

Comment by น้องกัณต์ แม่จา พ่อเีรย์ :) on April 28, 2011 at 12:42pm

ขอ Print ไปนั่งอ่านเลยนะคะ ^^~

Comment by Anfield's mommy on August 31, 2010 at 1:14pm
สุดยอดดดด ปรมาจารย์ของ englisg club ^^
Comment by คุณแม่น้องอิ่ม & เอม on August 30, 2010 at 1:10pm
หลากหลายประสบการณ์ดีค่ะ อ่านแล้วมีแรงฮึดมาอีกหน่อย แต่ยังไงแม่ๆ ก็จุดหมายเดียวกัน
Comment by Rawadee Niamkrod on August 28, 2010 at 1:29pm
กระทู้นี้อ่านแล้วพาเพลินเลยค่ะคุณอ้อ
Comment by MamaNoi&Porjai on August 27, 2010 at 10:29pm
อ่านแล้วหลายรสชาดจริงๆ เลยอ้อ ขอบคุณอ้อเจ้าของกระทู้ ขอบคุณคนต้นเรื่องด้วยค่ะ
ถ้าเราจะมาฮึดเอาตอนอายุปูนเนี้ย....จะทันลูกมั้ยน้อ สู้ๆ
Comment by แม่อ้อยกะน้องอิ๊บ on August 27, 2010 at 5:38pm
อ่านแล้วได้แรงใจมากมาย ขอบคุณคุณครูทุกคนในห้อง Eng ขอบคุณแม่อ้อ ช่างถามได้ใจจริง ๆ
Comment by อ้อม&ปาล์มมี่ on August 27, 2010 at 3:10pm
ชอบมากเหมือนกันกระทู้นี้ อ่านแล้วก็ได้กำลังใจอีกเยอะ หลายรสชาดอย่างที่โอบอกจริงๆ
ขอบคุณผู้เกี่ยวข้องทุกคนนะคะ ^_^
Comment by สุภาพร(แม่ปั้น฿แป้ง) on August 27, 2010 at 10:09am
น้องแพร นะคะ พิมพ์ผิด
Comment by สุภาพร(แม่ปั้น฿แป้ง) on August 27, 2010 at 10:09am
ขอบคุณ พี่รี พี่อ๊อบ คุณแพท น้องแหร ต้นเรื่องแบบอย่าง ด้วยค่ะ ที่กรุณา ตอบเพื่อนพี่น้องค่ะ
Comment by สุภาพร(แม่ปั้น฿แป้ง) on August 27, 2010 at 10:08am
โอ้ย... มีหลายรสชาด.. อ่านแล้ว ทั้งฮึด คึก มัน ค่ะ
ขอบคุณแม่อ้อ จ๊ะ ที่เอามาแบ่งปัน

--oO--

สแกนโค้ด แอดไลน์ @2pasa แล้วลุ้นของรางวัลรวมคลิปเวิร์กช็อปทั้งหมด

Events

หนังสือในชุดเด็กสองภาษา



© 2019   Created by ผู้ใหญ่บิ๊ก.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service