หมู่บ้านเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้

หมู่บ้านเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้ - สองภาษาดอทคอม

ทำไมตอนเราซื้อรถเข็นให้ลูก ไม่มีใครสอนอย่างงี้นะ

มิ้นกับแฟนเป็นพ่อแม่มือใหม่ที่ต้องเีลี้ยงลูกเอง โดยไม่มีคุณตาคุณยาย คุณย่าคุณปู่มาคอยเทรนให้ อีกทั้งเราไม่ได้จ้างแม่บ้านด้วย เพราะอยู่คอนโด ไม่มีห้องพักให้แม่บ้านพัก ดังนั้นเราสองคนจึงซื้อของอำนวยความสะดวก เครื่องทุ่นแรงในการเลี้ยงลูกเกือบทุกอย่าง ... มีทั้งที่รู้สึกคุ้ม ภูมิใจที่เลือกได้เจ๋ง และก็มีทั้งที่รู้สึกว่าโง่จัง ใจร้อนจังเลย อยากมาแชร์สิ่งที่ต้องคิด ก่อนซื้อของใช้ต่างๆ สำหรับพ่อแม่มือใหม่เหมือนกันค่ะ  (แต่ตอนนี้มิ้นมือเก๋าแล้วนะคะ ... ลูก 2 ขวบแล้วค่ะ)

 

1. รถเข็นเด็ก 

  - ถ้าคุณเป็นคนแข็งแรง อุ้ม(หรือแบก) เด็กนานๆไหว ไม่จำเป็นต้องใช้รถเข็นเลย ตอนลูกเล็กๆ ก็สามารถใช้ Babysling (ผ้าอุ้ม) อุ้มลูกได้ BabySling ทำให้เด็กใกล้ชิดแม่มากกว่ารถเข็น เด็กอบอุ่น และพกพาง่าย เบา ส่วนรถเข็นถ้าคุณไม่มีรถส่วนตัว จะไปไหนมาไหนต้องพับขึ้นท้ายแท๊กซี่ จะลำบาก

- รถเข็นเด็ก เหมาะกับวันที่คุณออกไปข้างนอกนานๆ และพอลูกหลับก็อยากหาที่วางเด็ก ให้เด็กนอนหลับสบายๆ (การใช้ babysling ให้เด็กนอนแนบตัวเรานานๆ แบบ3-4ชม.จะทำให้เด็กเป็นไข้ค่ะ) เช่น วันที่ไปเดินห้าง หรือตอนไปเที่ยวที่ต้องเดินไกลๆ (นึกถึงเวลาไปต่างจังหวัด หรือต่างประเทศ เที่ยวแบบเดินเท้า จะสะดวกมาก -- แต่อย่าคิดจะใช้กับฟุตบาทกรุงเทพนะคะ ลำบากมากๆ)

- จะซื้อรถเข็นมือสองต้องเช็คราคาดูก่อนหลายๆที่ อย่าแบบ เดินไปที่ร้านแล้วซื้อเลย เพราะบางทีคนขายก็บอกราคาเท่ามือหนึ่ง จากประสบการณ์มิ้นเอง ซื้อ combi จากร้านมือสอง 16,000 บาท นึกว่าถูกแล้วเพราะเป็นของมือสอง (แถมยังขายในงานแฟร์แม่ลูกอีก) ก็เลยคิดว่าไม่ต้องเช็คราคา มารู้ที่หลังว่า มือหนึ่งซื้อนำเข้าก็ราวๆ 16,000 ค่ะ

- เอาแบบกลับหน้าหลังได้ไปทำไม? คนยังไม่เคยใช้นึกไม่ออกจริงๆ ว่าจะเอาไปทำไมแบบกลับหน้ากลับหลัง แพงมาก มันมีประโยชน์ตรงเวลาเข็น Outdoor เวลาแสงอาทิตย์แยงตาเด็ก เราสามารถกลับด้านให้ไม่แยงตาได้ เรื่องนี้สำคัญ เพราะว่าเด็กเล็กๆ ตายังสู้แสงไม่ได้ เดี๋ยวตาเสียค่ะ ถ้าไม่มี Budget ซื้อรถแบบปรับหน้าหลังได้ ก็ต้องเลือกเวลาออกจากบ้าน อย่าเอาลูกไปเข็นตอนเที่ยงๆ หรือถ้าจะไปไหนเที่ยงๆ ก็เอาลูกใส่ Baby Sling ไปดีกว่า หลบแดดได้ 

- รถเข็นต้อง Combi เพราะขายต่อได้ ตอนเลือกยี่ห้อ มีคนเชียร์คอมบิเยอะ เพราะว่าคนนิยมซื้อมาก มือสองเลยขายง่าย แต่มิ้นพบว่าถ้าเวลาเราใช้ เราไม่รู้วิธีถนอม กว่าเด็กจะถึงวัยเลิกใช้รถเข็น รถก็โทรมจนขายต่อไม่ไหวแล้วค่า ..... แต่มิ้ก็พบว่าคอมบิมีดีที่น้ำหนักเบา ผู้หญิงแบกได้ พับง่ายและเร็วมาก เวลาจะเอาขึ้นแท๊กซี่กระตุก 2-3 ที ก็พับเสร็จแล้ว อุ้มลูกมือนึงพับมือเดียวก็ทำได้ แล้วหลังพับเสร็จก็ขนาดเล็กดี ขนาดรถเข็นแฝดของมิ้นยังเอาขึ้นท้ายแท๊กซี่แบบ NGV ได้ทุกคัน

 

2. เก้าอี้เอียง 

   เก้าอี้เอียง 45 องศา ที่เอาไว้ให้เด็กนั่งพิงหลังกินนมเสร็จ เพื่อให้เด็กเรอ (บางทีก็ไม่เรอ) เพราะเด็กกินนมเสร็จวางนอนทันทีไม่ได้

   - เหมาะกับคนมีลูกแฝด ที่ไม่มีคนช่วยเลี้ยงมากๆ คนนึงจับนั่งเก้าอี้ อีกคนอุ้มพาดบ่า 

   - เลือกแบบที่เป็นเก้าอี้โยก หรือ มีสั่นในตัว จะเวิร์คมาก สามารถสั่นจนกล่อมเด็กหลับได้ (มันจะสั่นน้อยๆ เหมือนเวลาเราตบก้นลูก)      บางรุ่นก็จะมีที่ห้อยโมบาลย์ด้วย พอเด็ก 6-10 เดือนก็จะเริ่มเล่นโมบาลย์  ประมาณ 2000 บาท ใช้ได้ตั้งแต่แรกเกิด - 3 ขวบค่ะ ( 3 ขวบนี่ใช้นั่งเล่นค่ะ)

 

3.  BabySling และที่อุ้มเด็กแบบห้อยเท้าข้างหน้า

ตัวมิ้นเองไม่รู้จัก Babysling จนกระทั่งลูก 2 ขวบ หนักจนอุ้มไม่ไหวแล้วจึงขวนขวายหาอะไรที่อุ้มลูกได้ จึงพบกับ Babysling และ meitai  มิ้นพบว่าถ้าใช้ BabySling อุ้มเด็ก เด็กจะได้คุดคู้อยู่กับตัวแม่ เก็บแข้งเก็บขา น่าจะดีกว่าที่อุ้มเด็กแบบที่เด็กอยู่ข้างหน้าถ่างขาค่ะ เพราะลูกมิ้นใช้แบบนี้แล้วปัจจุบันขาแบะค่ะ ยืนขาตรงไม่ได้ กำลังกลุ้มใจอยู่นี่ว่าจะดัดขายังไง.....มีคำเตือนจากหน่วยงานรัฐบาลอเมริกาว่า หากใช้ Babysling ที่ออกแบบไม่เหมาะสม อาจทำให้เด็กเสียชีวิตได้ (คงหมายถึงเด็กทารก) ...คนที่จะใช้งานต้องศึกษาดีๆก่อนนะคะ โดยเฉพาะเด็กที่คอยังตั้งไม่ได้ ต้องระวังมากๆ

 

4. โต๊ะกินข้าวเด็ก

เราอดทนไม่ซื้อโต๊ะกินข้าวเด็กอยู่ตั้งนาน เพราะคิดว่ามันแพง (ประมาณ 10000-15000บาท) แต่หลังจากมาเดินงานแฟร์แม่ลูก ก็ได้พบว่า ราคาแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละยี่้ห้อ เก้าอี้นั่งกินข้าวแบบ 2,000 นิดๆก็มีขายค่ะ

- เลือกซื้อแบบที่มันมีถาดเปลี่ยนเข้าออกได้ แล้วใช้ถาดนั้นแทนจานไปเลย เพราะเด็กเล็กชอบโยนจานทิ้ง ถาดที่ยึดติดอยู่กับที่วางถาดอย่างแน่นหนาจะช่วยแก้ปัญหาได้ค่ะ

- ต้องพยายามสอนลูกด้วยว่า ถ้าอิ่มแล้ว ไม่กินแล้ว ไม่ใช่โยนทิ้ง แต่...ให้แสดงให้แม่รู้ว่าอิ่ม บ้านมิ้นใช้วิธีให้ลูกคืนช้อนค่ะ(ลูกไม่พูด) ถ้าอิ่มแล้วให้ยื่นช้อนคืนแม่ แล้วแม่ก็จะมาเก็บถาดออกไปทันที

 

วิธีดูแลของให้ขายต่อมือสองได้

เก้าอี้กินข้าวเด็ก

1. ถ้าเบาะเป็นแบบถอดซักได้ หลังเด็กกินเสร็จ ถ้าเลอะ เอาเข้าเครื่องซักผ้าเลย (ใช้น้ำยาล้างจานแทนน้ำยาซักผ้า) ซักน้ำเปล่าก็ยังดี แล้วรีบตาก เพราะผ้าพวกนี้ถ้าทิ้งอาหารเลอะเทอะไว้นาน จะขึ้นราค่ะ

2. เศษอาหารที่ตกหล่นไปในซอกเก้าอี้ เก็บออกมาไม่ได้ อย่าแงะเก้าอี้ ถ้าแงะหรือไขน็อตแล้วมันจะหัก (โดยเฉพาะของถูก) ให้ใช้เครื่องดูดฝุ่นดูด เอาไม้เสียบลูกชิ้นมาแหย่ แคะ ให้เศาอาหารหลุดจากร่อง แล้วดูดออกค่ะ

3. ลูกฉี่ใส่เบาะ ฉี่ไหลลงไปในซอกที่เช็ดไม่ถึง ให้เอาสำลียัดลงไปซับน้ำค่ะ ถ้าซอกเล็กแคบมาก เอาไม้เสียบลูกชิ้นดันลงไปแล้วจิกขึ้นมาค่ะ แล้วเช็กรอบสองด้วยแอลกอฮอล์

 

รถเข็นเด็ก

1. ระวังคราบเลอะจากนม และ แหวะ -- เด็กวัยที่ถือขวดนมเองได้ มักถือไม่ระวังทำนมหกรดเบาะ วัยนี้เราควรหาผ้าขนหนูมารองเบาะไว้อีกชั้น Protect ไม่ให้เบาะเลอะค่ะ หากเด็กทำนมหก เอาผ้าขนหนุไปซักก็ง่ายกว่าถอดเบาะไปซักค่ะ

2. ระวังคราบรองเท้า หรือ ฉี่ราด -- ปูผ้าขนหนูไว้ช่วยได้

3. หากเบาะเลอะ ถอดไปซักเครื่องเลย ทิ้งไว้นานเกินวัน คราบจะทำให้เบาะหมองค่ะ

 

..... ว่างแล้วจะมาเขียนต่อเรื่อง การเลือกกล้องวีดีโอถ่ายเด็กค่ะ เป็นอีกเรื่องที่ทุ่มเวลามาก อยากแชร์ค่ะ...



Views: 59226

Comment

You need to be a member of หมู่บ้านเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้ to add comments!

Join หมู่บ้านเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้

Comment by Mum&Stead on January 25, 2011 at 8:42pm
ขอบอกว่าใช้คุ้มสุดก็ เก้าทานข้าวคะใช้ได้ตั้งแต่9เดือน-4ขวบ
Comment by พี่ฟ้าใส น้องไออุ่น on January 20, 2011 at 4:16pm

ตามมาอ่านด้วยคนค่ะ

คุณมิ้นใจดีมากๆ มีข้อมูลละเอียดยิบในทุกเรื่องเลย

ขอบคุณมากค่ะ

Comment by มิ้น on January 19, 2011 at 10:40am

แบบนี้เขาโฆษณาว่าสะดวก พกไปข้างนอกได้ทุกที่ แต่มิ้นว่าถ้าจะใช้ต้องระวังอย่าห่างจากลูกเลย เพราะถ้าเก้าอี้ที่วางมันสมดุลไม่ดี เด็กโยกหน่อยมันจะล้มได้แบบนี้ดูมั่นคงกว่า

รุ่นเดียวกะที่บ้าน มั่นคงดี แต่พลาสติกเปราะไปหน่อย (จริงๆ เราก็ไม่ควรแงะชิ้นส่วนใดๆ อยู่แล้ว มิ้นดันไปแงะออกมาทำความสะอาด มันเลยหัก- - ควรใช้เครื่องดูดฝุ่นแทน)

แบบนี้น่าจะนั่งเมื่อย กระดูกหลังคนเรามันไม่ได้เป็นเส้นตรงนะคะ เวลานั่งพนักก็ควรเอนรับกระดูกหลัง ถึงจะไม่เมื่อย แบบนี้ต้องหาหมอนมาดามด้านหลังด้วย แก้ไขไปให้นั่งสบายขึ้น (ถ้าระยะเบาะนั่งมันยาวพอ)..... แต่สั่งเกตขาเก้าอี้นะคะ มันขาตรง ถ้าเก้าอี้เอียงหน่อยเดียวก้อเสียสมดุลแล้ว ไม่ปลอดภัยค่ะ

Comment by มิ้น on January 19, 2011 at 10:28am

แม่น้องวาฬคะ มิ้นเปิดตำราช่วยตอบด้วย แล้วเอาประสบการณ์ตัวเองด้วยนะ คือ มิ้นเลี้ยงลูกตามตำราคุณหมอญี่ปุ่น (นพ.มิชิโอะ มัตสุดะ) ทำตามตั้งแต่ลูกเล็กๆเลย แล้วเห็นว่าหมอเขาพูดถูกหลายอย่างก็เลยทำตามมาเรื่อยๆ ลูกมิ้นไม่มีปัญหาเรื่องตามป้อนข้าว เชื่อว่า ส่วนนึงก็เพราะฝึกตามที่คุณหมอเขาบอกไว้ตั้งแต่เล็กๆ ....เขาว่างี้นะคะ

1. วัย 11 เดือน - 1.5 ขวบ เด็กจะมีความอยากกินข้าวด้วยตัวเอง อยากจับช้อนกินข้าวเอง แ่ต่คุณแม่ที่ใจร้อนอยากให้ลูกกินเสร็จไวๆ หรือคุณแม่รักสะอาดไม่อยากให้บ้านเลอะจะไม่ยอมให้ลูกจับช้อน อันนี้เป็นส่วนนึงที่ทำให้เด็กหมดความกระตือรือล้นจะกินข้าว ถ้าสังเกตเห็นว่าเด็กอยากกินข้าวด้วยตัวเอง คุณแม่ต้องใจเย็น ปล่อยให้ลูกกินข้าวหกไป พอลูกได้ตักกินเองสักพัก (นานแล้วยังไม่หมดสักที) ค่อยเสริมค่ะ 

2. อย่าให้เด็กนั่งกินข้าวนาน 15 นาทีพอค่ะ ถ้าฝืนให้ลูกกินนานกว่านั้นจะเริ่มเกิดอาการเบื่อกินข้าวแล้ว ควรให้ลูกได้ใช้เวลาวิ่งเล่นให้มากกว่านั่งกินข้าว (พอมิ้นเห็นใกล้ๆ 15 นาที มิ้นก็ช่วยตักข้าวเข้าปากลูกเลย)

3. อย่าบังคับกินข้าวค่ะ ถ้าเขาจะกินเท่าไรก็เท่านั้น

4. อย่าเดินตามป้อนข้าวเด็กเด็ดขาด ควรสอนให้ลูกรู้จักว่าเวลากินข้าว ก็คือกินข้าว ให้นั่งโต๊ะกินข้าวจะเป็นการไกด์ที่ดี พอกินเสร็จก็ถึงเวลาเล่น ให้ลงจากโต๊ะไปเดินเล่น ลูกควรรู้จักหน้าที่ว่าถึงเวลากินก็กิน ไม่ใช่กินไปเล่นไปค่ะ ... ใจแข็งไว้นะคุณแม่ ถ้าลูกจะเล่น ก็เอาลงจากโต๊ะเลย ปล่อยให้เล่นไปจนหิวเลยค่ะ

5. อายุ 1.5-2 ขวบ จะเป็นวัยเลือกอาหาร จากที่กินอะไรก็ง่าย พอถึงวัยนี้จะมีบางอย่างที่แค่เห็นก็ไม่กิน (ไม่ชอบหน้าตา) หรือจับแล้วไม่กิน (ไม่ชอบความนิ่ม แข็ง) ถ้าลูกไม่กินผักสดก็อย่าบังคับ ให้ทำผักต้ม ถ้าลูกไม่กินผักต้มก็ทำสลัดแทน ประมาณนี้

6. อย่าเปิดทีวีระหว่างกินข้าว เพราะเด็กจะไม่กินข้าว หรือว่ากินเกินพอดี (เด็กจะไม่รู้ตัวว่าอิ่มแล้ว)

 

ลูกชายมิ้นเขาอยากจับช้อนกินข้าวเองตั้งแต่ 8-9 เดือนค่ะ พอดีช่วงนั้นเพื่อนมาเล่าว่าลูกเขาอายุเท่ากันตักอาหารเองได้แล้ว เราก็เลยให้ลูกเริ่มกินข้าวเองตั้งแต่ตอนนั้นเลยค่ะ ข้าวหกเต็มบ้าน เช็ดกันจนเมื่อย ...แต่ก็ทำจน 2 ขวบครึ่ง พอช่วง 2 ขวบครึ่งมิ้นเริ่มกลับมาทำงาน ก็ขี้เกียจเช็ดบ้านแล้ว เลยเลิกให้กินเอง กลับมาป้อนลูก ปรากฏว่า ทีนี้ต้องเดินป้อนตามเด็กค่ะ .. เราก็เลยทดสอบ เอาเขากลับมานั่งเก้าอี้ ทิ้งช้อนให้ ปรากฏว่าเขากินเองภายใน 15 นาที จบ 

 

มิ้นคิดว่า เก้าอี้ไม่ได้ช่วยให้น้องกินข้าวง่ายขึ้นนะคะ ... ต้องให้น้องกินข้าวด้วยตัวเอง และให้กินเวลาที่เขาอยากกิน ไม่ให้นั่งกินข้าวนานไป ... แต่เก้าอี้กินข้าวเด็กจะมี scale ที่เหมาะสมกับร่างกายเขามากกว่า เด็กจะช่วยเหลือตัวเองได้มากกว่าค่ะ หยิบจับอะไรถึง ผู้ใหญ่ไม่ต้องช่วย เก้าอี้แบบสูงก็ทำให้เด็กนั่งร่วมโต๊ะกินข้าวกับผู้ใหญ่ได้อย่างปลอดภัย เก้าอี้แบบเตี้ยเราก็ต้องนั่งให้สายตาอยู่ระดับเดียวกับเด็ก เวลากินข้าวด้วยกัน  .... ที่สำคัญคือ อย่าซื้อเก้าอี้เด็กแบบที่มีเข็มขัดให้เอาไปวางบนเก้าอี้กินข้าวผู้ใหญ่นะคะ เพราะเก้าอี้กินข้าวมันไม่ได้สมดุลดีทุกตัว บางตัวพอเด็กขย่มหน่อยมันก็หงายค่ะ ทำให้เด็กตกลงมาเป็นอันตราย  

อย่างงี้ อันตรายนะ สำหรับเด็ก 1.5 ขวบ ยังนั่งนิ่งๆไม่ได้เลย ถ้าเก้าอี้ขาแคบหน่อย เอียงไปข้างหลังนิดเดียวก็ล้มแล้ว

Comment by พี่ปลาวาฬกับน้องโลมา on January 18, 2011 at 10:04pm

สวัสดีค่ะ กำลังคิดว่าจะซื้อเก้าอี้กินข้าวดีไหมเพราะว่าน้องวาฬ กินข้าวยากมากเลย ต้องวิ่งป้อนรอบบ้าน บางที่ก็กินข้าวเคล้าน้ำตา เก้าอี้จะมีส่วนช่วยให้การกินข้าวง่ายขึ้นหรือเปล่าคะ ช่วยตอบหน่อยนะคะ ตอนนี้น้องวาฬ 1.7 ปีแล้วค่ะ

Comment by มิ้น on January 14, 2011 at 3:44am

(ต่อค่ะ) 

คุยแบบบ้านๆต่อนะคะ

สเปกกล้องมันก็สำคัญแทบทุกอย่าง ทั้งเลนส์ เซนเซอร์รับแสง ลำโพง ฯลฯ แต่สำหรับคนที่ไม่ได้ต้องการกล้องมืออาชีพ มิ้นคิดว่าสเปกที่สำคัญที่สุดคือ เซนเซอร์รับแสง เหตุผลคือ เลนส์เป็นสิ่งที่ทุกยี่ห้อแข่งกันอยู่แล้ว ส่วนใหญ่ก็ซูมได้เท่าๆกัน แต่เซนเซอร์รับแสดงคือปัจจัยที่ทำให้ภาพออกมาดี ภาพไม่มืดค่ะ 

 

1. ถ้าอยากให้ถ่ายในที่มืดได้ดี ก็ต้องเลือกที่เซนเซอร์ใหญ่ค่ะ ค่าสำคัญที่ต้องดู คือ Optical sensor size 1/4"-1/3"  ถือว่าใหญ่ อย่างงี้รับประกันได้ว่า ถ่ายที่มืดเจ๋ง ถ้ามือนิ่งๆ ก็ไม่ต้องใช้แฟลชช่วย ก็จะได้ภาพในความมืดที่เหมือนของจริง (ไม่ใช่ได้ภาพสว่างเหมือนติดไฟนะคะ อันนั้นเป็นไปไม่ได้)  ถ้าขนาด 1/6" ถือว่าเล็กค่ะ ถ้าจะเอาไซส์นี้ต้องเลือกชนิดของ Sensor ต่อ เอา sensor ที่ไวแสง ก็พอช่วยดึงคุณภาพภาพขึ้นมาได้บ้าง

 

2. ชนิดเซนเซอร์ อันนี้เป็นข้อมูลจากการศึกษาตอนจะเลือกกล้องนะคะ เชื่อถือไม่ได้ 100% เพราะมิ้นไม่ได้เอากล้องจริงๆมา test ด้วยว่าหลักการนี้ถูกต้องรึเปล่า... เขาบอกว่า CCD (มีเซนเซอร์ 1อัน) กล้องโปรฯ ขนาดอยู่ที่ 1/2"-1/3"  ถ้าเป็น 3CCD (เซนเซอร์3ตัว) กล้องโปรฯขนาดอยู่ที่อันละ 1/4"-1/3"  และเขาบอกอีกว่าระบบ CMOS (เซนเซอร์เดียว) กับ 3MOS (3อัน) มีคุณภาพดีกว่าระบบ CCD (ทั้งที่ราคาถูกกว่า).... แต่มิ้นได้พิสูจน์แล้วว่าระบบ 3MOS รับแสงดีใช้ได้เลย เพราะกล้องมิ้นปัจจุบันก็ 3MOS ค่ะ

 

3. CANNON ให้ภาพโทนเย็น (น้ำเงิน ม่วง) ส่วน PANASONIC SONY ให้ภาพโทนอุ่น (เหลือง ส้ม แดง) -- จะมีบางรุ่นของแคนนอนที่ภาพไม่ติดโทนสีฟ้า -- มิ้นทราบจากการค้นดูวีดีโอตัวอย่างที่ถ่ายโดยกล้องแคนนอนรุ่นต่างๆ ในยูทูปค่ะ เพราะตอนแรกเราไม่เชื่อ ฝรั่งมันพูดแรง หลายคนเขียนวิจารณ์แคนนอนว่าฟ้าห่วยแตก หลายคนก็บอกว่าพานาโซนิกเหลืองต่างหาก -- มิ้นก็เลยค้นคลิปของกล้องสองยี่ห้อนี้เทียบกัน -- ยอมรับความจริงค่ะ แคนนอนฟ้า พานาโซนิกกับโซนี่เหลือง -- มันอยู่ที่เราชอบแบบไหนมากกว่า ซึ่งมิ้นชอบโทนเหลืองมากกว่า เพราะมันดูมีชีวิตชีวาดี

 

4. กล้องวีดีโอราคา 10000 ถ่ายภาพนิ่งดีสู้กล้องSLR 10000 ไม่ได้ -- ใช้ไปใช้มา ปรากฎว่าเราใช้การถ่ายภาพนิ่งเยอะกว่าวีดีโออีก เพราะว่าภาพนิ่งโหลดลงคอมง่ายกว่า เอาขึ้นเวบให้เพื่อนๆดูง่ายกว่า ส่วนวีดีโอมีถ่ายทิ้งเยอะ (พวกถ่ายแล้วพลาดช็อตเด็ด) ต้องตัดต่อคลิปนั้นกับคลิปนี้ ถึงดูแล้วโอเค ก็เลยขี้เกียจจะใช้ค่ะ ใครรู้ตัวว่ามีพฤติกรรมแบบมิ้น ฮะ ฮะ ไม่ต้องซื้อกล้องวีดีโอก็ได้ แค่เลือกกล้อง SLR รุ่นดีๆหน่อย (ส่วนใหญ่มันจะถ่ายวีดีโอได้ด้วย) แล้วใช้วิธีซื้อ SD CARD จุได้เยอะๆ มาใช้แทนก็โอเคแล้วค่ะ

 

5. ถ้าใครมีงบมากหน่อย อีก option ที่ควรดูคือ Manual Focus Ring ค่ะ ปกติ camcorder หลายๆรุ่นจะบอกว่ามี manual focus แต่วิธีใช้จะเป็นการกดปุ่มขึ้นลงค่ะ คนทีีชินกับกล้องเดิมๆ ที่ปรับโฟกัสโดยการหมุนวงแหวนจะไม่ถนัด แต่ถ้ามี focus ring มันจะแพงขึ้นอีกระดับ มีไว้สำหรับคนที่จะถ่ายวีดีโอไปทำหนัง อย่างฉากที่ตอนแรกนางเอกชัด แล้วถึงจังหวะพระเอกก็นางเอกเบลอ พระเอกที่นั่งข้างหลังชัดแทน -- แต่ถ้าถ่ายวีดีโอลูกนะ ไม่ใช้ไอ้นี่เลย แค่กดปุ่มถ่ายให้ทันก็แทบไม่มีเวลาแล้วค่ะ -- แม้จะถ่ายภาพนิ่งเด็ก เด็กก็ไม่อยู่เฉยๆให้เราปรับโฟกัสได้ มิ้นจะใช้ auto หรือพวก i mode (โหมดอัจฉริยะ) ตลอด

ถ้ามัวแต่ปรับโฟกัสริง ก็คงไม่ได้สีหน้าลูกอย่างงี้ (i mode ค่ะ)

 

6. เทคนิก เวลาถ่ายคลิปวีดีโอ ควรถ่ายสั้นๆ คลิปละไม่เกิน 3-4 นาที นะคะ จะง่ายต่อการเอาลงเครื่อง และเอาเข้ามาในโปรแกรมตัดต่อค่ะ รวมทั้งง่ายต่อการเอาขึ้นเวบด้วย และ 3-4 นาทีนี่นานมากเลยนะ ถ้าไม่มีอะไรน่าสนใจจริงๆ คนเราทนดูได้แค่ 1 นาทีอย่างมาก


บอกก่อนนะคะว่า ไม่ได้ทำงานที่พานาโซนิก หรือ โดนไล่ออกจากแคนนอนแล้วแค้นใจอะไร.. ฮะ ฮะ ที่บ้านก็ใช้กล้องทั้ง 2 ตัวแหละค่ะ สามีใช้กล้องดิจตอล (Digital SLR) ของแคนนอน เพราะเลนส์มันดี ถ่าย wide ได้ เราใช้ถ่ายงานภายในอาคารค่ะ เพราะระยะถอยไม่ค่อยมี ขณะที่ยี่ห้ออื่นๆในงบใกล้เคียงกัน ถ่าย wide ไม่ได้ เราก็ใช้แคนนอนSLRกับงานสถาปัตย์ ส่วนกล้องวีดีโอแคนนอนขายแล้วค่ะ ตอนนี้ใช้แต่กล้องวีดีโอ (camcorder) ของพานาโซนิก TM700 ซึ่งใช้ได้ทั้งงานสามี และถ่ายลูก (รุ่นที่เลือกก็ถ่าย wide ได้ด้วย)

Comment by มิ้น on January 13, 2011 at 3:22pm

วิธีเลือกกล้องวีดีโอ

อันนี้เีป็นวิธีเลือกแบบง่ายๆ สำหรับคนที่คิดว่าตัวเองไม่ค่อยสันทัดเรื่องเทคโนโลยี คุยกันภาษาบ้านๆนะคะ

ขอเล่าก่อนว่า กล้องวีดีโอตัวแรกของบ้านเรา สามีเป็นคนเลือกค่ะ งบหมื่นนิดๆ สามีภูมิใจมากได้ Cannon FS100 มา เป็นรุ่นเก็บข้อมูลแบบ Flashcard ใช้ง่ายมาก เวลาจะเอารูปหรือวีดีโอก็แค่เอา flashcard เสียบคอม เหมือนย้ายไฟล์ปกติ

 

แต่กล้องรุ่นนี้ก็ถ่ายรูปกลางคืนได้ไม่ดีเลย พูดกันจริงๆก็คือ แม้แต่ตอนกลางวัน แค่อยู่ในห้อง (ไม่ใช่ outdoor) กล้องก็มืดจนไม่ค่อยเห็นอะไรแล้ว... รูปลูกเลยดำๆไปหมด (ส่วนใหญ่ลูกเล้กๆ เราก็ถ่ายในห้องนี่แหละ ไม่ได้ออกไปเที่ยวไหน) แล้วพอเห็นรูปที่เพื่อนฝูงมาถ่ายให้ ในห้องเรา เปรียบเทียบกัน ของเพื่อนรูปลูกออกมาผิวชมพูน่ารักเชียว..! 

 

ให้ดูค่ะ นี่ภาพถ่ายโดย Cannon Fs100 (ตอนนนี้ตกรุ่นแล้ว)

ส่วนรูปต่อไปนี้ ถ่ายด้วยกล้องวีดีโอตัวใหม่ -- มิ้นเป็นคนเลือกเอง ^_^

รูปแรก เป็นรูปถ่ายกลางแจ้ง คงเทียบกันเรื่องความมืดของภาพไม่ได้ แต่ให้ดูค่ะว่ามันมีชัดหน้า-เบลอหลัง (นี่ถ่ายโดย auto  mode นะคะเนี่ย)  สังเกตได้อีกอย่างว่า cannon ภาพจะออกโทนน้ำเงิน ม่วง (โทนเย็น) ส่วนกล้องที่มิ้นเลือก Panasonic ภาพจะโทนเหลือง ส้ม (โทนร้อน) สีผิวคนจะสมจริงกว่า

อันนี้กล้อง Pana สถานที่ถ่ายมืดมาก เป็นตู้เกมขับรถ สังเกตได้ว่า แม้ภาพจะมืด แต่สีสันไม่มัวหมองค่ะ

Comment by แม่น้องกุน & น้องญาญ่า รักในหลวง on January 12, 2011 at 12:56pm

ขอบคุณคะที่มาแชร์ประสบการณ์คะเป็นคนหนึ่งไม่ซื้อรถเข็นให้ลูกนั่งหรือนอน ได้มรดกเป็นรถนั่ง แต่ลูกนั่ง2-3 ครั้งไม่เอาอีกเลยแถมหนักมากด้วยเวลาเอาขึ้นแท็กซี่ มือซ้ายอ้มเท่ากับเด็กสองคนตัวจริงหนักมาก เกิดมาหนัก 4070 กรัม อ้มไปไหนใส่เป้อุ้มจนปวดไหล่สองข้างจากนั่นมาไม่ใส่อีกเลยแบกพาดไหล่แทน  ไม่รุ้ว่าอุ้มได้ไง แต่แฟนขี้บ่นเรื่องอุ้มๆไม่ไหว

Comment by ma ma on January 11, 2011 at 12:02pm

เปลเเบบในรูปเค้าเรียกว่าอู่ค่ะ คนอีสานทำให้ลูกหลานนอน ที่บ้านเด็กสามคนนอนเปลอย่างนี้ทุกคนค่ะ เอาผ้าขาวม้ามาผูก  เค้าจะหลับนาน ขึ้นค่ะ  ให้พี่เลี้ยงที่บ้านเค้าวานพี่ชายเป็นช่างไม้ทำให้ค่ะ 

 

เคยเห็นคนลงในพันทิบน่ะค่ะ จ้างทำเเพงมาก ของพี่  ช่างไม้ขอเงินไปตัวละห้าร้อยบาท  เอาไปซื้อเลื่อยค่ะ  เปลอู่ทนทานมากมากค่ะ ทุกวันนี้ยังใช้อยู่เลยค่ะ  มันไม่ต้องการเนื้อที่ด้วยค่ะ เอาสองเปลเข้าห้องนอนเลี้ยงเเฝดได้สบายค่ะ

 

ตอนกลางคืนเค้านอนพื้นราบได้น่ะค่ะ  ถ้าเด็กง่วงที่ไหนก็นอนได้ค่ะ 

 

เก้าอี้พี่คงไม่รู้จะขายให้ใครน่ะมิ้น พี่ก็รับมรดก มาอีกทีค่ะ  มันยังคงเเข็งเเรงทนทาน เเต่เก่าเท่านั้นเอง  สงสัยต้องเอาไปบริจาคสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ที่เค้ามีเด็กหลายคนวิ่งจับไม่ทันค่ะ

Comment by MaMa n'JaY on January 11, 2011 at 10:52am

สำหรับน้องเจแล้ว ... อาม่าสนับสนุนให้นอนเปลอย่างแรงค่ะ โดยเฉพาะกลางวันนะ  555+ เวลาไกวเบา ๆ อากาศเย็น ๆ เคลิ้มมากเลย นอนนานด้วยอะ ;) กลางคืนก็นอนเตียงนะ แต่ก่อนนอนเตียงจะชอบเอามานอนที่ตัวกันอะค่ะ ทั้งตอนเปลน้องเตียง  พอเคลิ้ม ๆ ก็จะบอกว่าเดี๋ยวมะม๊าพานอนเปล (ตอนเด็ก ๆ) นอนเตียง (ตอนที่โตแล้ว) ถ้าเราวางปุ๊บ แล้วร้องแสดงว่าไม่เคลิ้มจริง แค่พริ้ม ๆ 555+ (โดนน้องเจอำบ่อยเลยรู้ละทีนี้) ก็จะปล่อยเคลิ้ม ๆ ๆ จนชัวร์ ก็จะวางเลย ทีนี้ยาวเลย น้องเจไม่ค่อยกวนตอนกลางคืนอะค่ะ ตอนถึงมื้อนมปุ๊บ ไม่รอให้ร้อง เห็นเตรียมจะแอ๊ะปุ๊บ เอานมเข้าปากเลย 555+ น้องเจกินแล้วก็หลับต่อ พอหลับสนิทก็จะเปลี่ยนผ้าอ้อมให้เลย ไม่รอให้ร้อง 555+ ;)  พูดง่าย ๆ ว่ากันจะรู้ว่าเวลาไหนเค้ากิน เค้าฉี่ (แอบสังเกตตอนก่อนออกจาก รพ. แล้วก็เอามาประมาณการ แล้วจดเวลาเอาไว้ แล้วก็ปรับบ้างใน 2-3 วันแรก พอไปเรื่อย ๆ มันเริ่มตรงเป๊ะ ๆ ๆ กันก็จัดการน้องเจตามนั้น ก็เลยไม่ค่อยเหนื่อย ไม่เคยอดนอน ไม่เป็นศพ 555+) จริง ๆ ก็แอบเทคนิคอาม่าด้วยแหละว่าอย่ารอให้ลูกร้อง เราต้องรู้เวลา อย่าปล่อยให้ลูกร้องนาน มันติด เอาไรต้องร้อง ก็เลยฝึกอะไรเป็นเวลาตั้งแต่นั้นมา จนวันนี้ก็ฝึกไม่เลิก กลัวแตกแถว 555+

 

เรื่องอุ้มก็เหมือนกันนะคะ อาม่าอากงน้องเจเนี่ย สนับสนุนเลย เค้าบอกว่าดีออกนะ เพราะว่าได้ความรักความอบอุ่นเต็มที่ (แรก ๆ ก็กลัวติดมือ แต่ผู้ใหญ่ที่บ้านบอกว่าเด็กเนี่ยต้องการความรักความอบอุ่น ก็ให้มันติดพ่อติดแม่ดีกว่าไปติดคนอื่น 5555+) กันก็เลยอุ้ม แต่ก็ไม่ติดนะ สนุกมากกว่า เวลาผู้ใหญ่มาพวกเราทุกคนก็เลยชอบอุ้มน้องเจกันตอนที่น้องเจเด็ก ๆ พอซัก 9 เดือนน้องเจเค้าเตรียมจะเดิน เค้าก็ไม่ค่อยยอมให้ใครอุ้มแล้วอะค่ะ เดินล้มเดินล้ม ก็ปล่อย จนเดินคล่องขึ้นประมาณขวบนิด ๆ คือ ขึ้นบันไดเป็น พอเดินได้เราก็เริ่มสอนเค้าเดินอย่างเดียวแล้วอะค่ะ พยุงเดินไปเรื่อย ๆ พยุงเดินขึ้นบันได เดินลงบันได ถ้าจำไม่ผิดน้องเจน่าจะเดินขึ้นลงบันไดได้คล่องตอนเกือบ 3 ขวบก่อนเข้า รร. อีก แต่ก็ไม่ได้ปล่อยเค้าเดินคนเดียวนะ ตอนเดินขึ้นเราก็อยู่ข้างหลัง น้องเจเดินลงเราก็มาดักข้างหน้าอะค่ะ (น้องเจไม่มีคืบ ไม่มีคลาน ตอนแรกก็กลุ้มใจ แต่พอเดินได้ก็เลย รู้สึก เออดีเหมือนกัน 555+)

 

แล้วก็มีเรื่องกินน้ำกินนม นมก็กินขวดปกติไม่มีอะไรแปลก แต่น้ำเนี่ยอะจิ ไม่ยอมกินขวด ทำยังงัยก็ไม่กิน จนในที่สุดก็คิดมุขว่าลองเอาหลอดให้ดูดดีกว่า ปักแก้วเด็กให้ดูดเลย (เพราะถ้วยหัดดื่มอะไรพวกเนี้ย ซื้อมาเสียเงินป่าวเลย น้องเจไม่ยอมใช้ 555+) แรก ๆ ดูดไม่เป็น กันก็ดูดให้ดูนะ แล้วก็เอาอีกหลอดป้อนน้องเจ ตอนนั้นเริ่มซัก 8-9 เดือน ไป ๆ มา ๆ แม่พิเรนทร์ (อีกแล้ว) ดูดเลยลูก ๆ ๆ 555+ เราก็ทำให้ดู น้องเจมาดูดเป็นจริง ๆ ตอน 10 เดือน ขำมากเลยอะ ทำได้งัย ตั้งแต่นั้นมาก็เอาแก้วน้ำใส่หลอดให้ลูกกินจากแก้วตลอด ส่วนนมก็มาเลิกตอนไปเรียนเตรียมอนุบาล ไปวันเดียว ครูบอกว่าโตแล้ว ไม่ต้องใช้แล้วขวดนม น้องเจมาบอกกะกัน (ตกใจมากกทั้งที่ติดขวดอย่างกะอะไรดี) ก็เลยเปลี่ยนเป็นนมกล่อง แล้วก็ค่อย ๆ ลดขวดนมที่ใช้ที่บ้าน (แม่อ้างว่าหายมั่ง ไปซื้อลายเดิมไม่มีแล้ว เดี๋ยวมีก็จะซื้อให้ น้องเจอย่าลืมเตือนนะ) ไป ๆ มา ๆ เลิกขวดนมถาวรเลยตอนก่อนหมดเตรียมอนุบาลเทอม 1 ตอนนี้กินนมกล่องอย่างเดียวแล้ว ;)

 

เล่าให้ฟังเล่น ๆ ประสบการณ์แม่ขำ ๆ แบบเราอะ (จริง ๆ มีอีกหลายเรื่องที่บางคนอาจจะไม่ทำ แต่เราทำกะน้องเจ เอาขำไว้ก่อน ...555+)

--oO--

สแกนโค้ด แอดไลน์ @2pasa แล้วลุ้นของรางวัลรวมคลิปเวิร์กช็อปทั้งหมด

Events

หนังสือในชุดเด็กสองภาษา



© 2019   Created by ผู้ใหญ่บิ๊ก.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service