หมู่บ้านเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้

หมู่บ้านเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้ - สองภาษาดอทคอม

โรงเรียนที่มีโปรแกรสองภาษา อยากทราบว่าภายในหนึ่งปีน้องจะสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ไหมคะ

สวัสดีคะ อยากจะรบกวนสอบถามคะ  ไม่ทราบว่าท่านใดส่งลูกเรียนโรงเรียนสองภาษาบ้างคะ  อยากรบกวนสอบถามเกี่ยวกับพัฒนาการคะ   คื่อตอนนี้อ้อมมีลูกชายอายุจะสี่ขวบปีหน้า  และ ไทคิก็กำลังจะมีน้อง คุณยายและน้องสาวเลยเสนอให้เอาไทคิไปเรียนเมืองไทยโปรแกรมสองภาษา เป็นเวลาหนึ่งปี  เพื่อว่าแม่จะได้มีเวลาเลียงน้องอยู่ที่ญี่ปุ่น แล้วไทคิก็จะได้ภาษาไทยและอังกฤษด้วย   ก็เลยอยากรบกวนสอบถามว่าถ้าเรียนแค่อนุบาลหนึ่งปีเดียวเด็กจะสามารถพูดโต้ตอบได้เป็นภาษาอังกฤษไหมคะ เอาแค่โตตอบก็พอคะ  อ่านเขียนไม่เน้นคะ คือว่าตอนนี้แม่ก็ใช้วิธีของคุณบิ๊กสอนภาษาอังกฤษลูกชายอย่คะ  ไทคิสามารถพูดโต้ตอบได้บ้างพอสมควรเท่าที่แม่จะสามารถสอนได้  แต่อีกหน่อยพอมีน้องอาจจะยุ่ง  เลยอยากจะทราบว่ามันจะคุ้มค่าไหมกับการที่จะส่งลูกไปอยู่กับคุณยายและน้าที่เมืองไทยแทนที่จะอยู่กับแม่อะคะ   ขอขอบคุณทุกท่านล่วงหน้าด้วยคะ

Views: 982

Replies to This Discussion

ขอบคุณ คุณแม่น้องจันทร์เจ้าและคุณแม่น้องเจมากมากเลยคะ ที่มาช่วยให้คำแนะนำ มีประโยชน์มากมากเลยคะ ตอนแรกก็คิดคิดอยู่ว่ามันจะคุ้มไหมที่จะส้งลูกไปอยู่กับคุณยายและน้าที่เมืองไทย เพราะเมือคราวที่กลับไปเยี่ยมบ้านที่เมืองไทย น้องสาวเห็นไทคืมีพัฒนาการที่ดี สามารถพูดโต้ตอบภาษาอังกฤษได้บ้างพอสมควร และเห็นว่าอ้อมกำลังจะมีน้อง ยิ่งเราเล่าเรื่องศักยภาพของเด็กให้น้องสาวฟัง ว่าเด็กภายในอายุตั้งแต่ศูนย์ถึงเจ็ดขวบจะมีพัฒนาการทางด้านภาษาอย่างมาก น้องสาวก็เลยคิดอยากให้หลายมีพัฒนาการที่ดีขึ้น อยากให้ไทคืได้ยินได้ฟังได้มีโอกาศคุยกับชายต่างชาติ เผื่อว่าสำเนียงภาษาอังกฤษจะดีขึ้น เพราะถ้าเลยช่วงนี้ไปแล้วสำเนียงอาจจจะแก้ยาก น้องก็เลยแนะนำให้เอาลูกมาเรียนโรงเรียนสองภาษาที่เมืองไทยและจะออกค่าใช้จ่ายทุกอย่างให้คะ แม่แอบงก อิอิ ตัวอ้อมเองก็ไม่ได้คิดว่าจะเร่งรัดลูกสักเท่าไหร่คะ แต่เห็นว่า ถ้าไปเรียนเมืองไทยหนึ่งปี ในโรงเรียนสองภาษา แล้วสามารถพูดได้คล่อง เนื่องจากว่าเด็กในวัยนี้กำลังอยู่ในวัยพูด ถ้าอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีการใช้ภาษาอังกฤษมาก ในหนึ่งปี เอาแค่พูดก็น่าจะได้ อันนี้ดูจากที่ส่งไทคิไปเนอส แค่หกเดือนแล้วภาษาญี่ปุ่นของเขาดีขึ้นมาก รวมทั้งเราสอนภาษาไทยและอังกฤษให้เขาเอง เขาก็ยังสามารถพูดได้บ้าง เลยคิดว่าถ้าเขามีโอกาสไปอยู่ในโรงเรียนแบบอิงลิชโปรแกรม ครูก็น่าจะสอนได้ดีกว่าแม่ในเรื่องของสำเนียง ซึ่งอ้อมเองไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าอิงลิชโปรแกรมเขามีการเรียนการสอนแบบไหน แต่ก็เห้ฯว่าค่าเล่าเรียนก็แพงกว่าโรงเรียนอนุบาลไทยธรรมดาธรรมดามาก ก็เลยคิดเอาเองว่าคงจะมีการใช้ภาษาอังกฤษมากพอสมควร อาจเทียบไม่ได้กับโรงเรียนนานาชาติ แต่ก็คิดว่าเด็กน่าจะสื่อสารได้บ้าง อันนี้คิดเอาเองคะ แต่พอฟังความคิดของคุณแม่น้องแองเจิล คุณแม่น้องจันทร์เจ้า และคุณแม่น้องเจ แล้ว ก็ช่วยทำให้การตัดสินใจเป็นไปได้ง่ายขึ้นเลยคะ เพราจริงจริง ก็คืดหนักมาก อยากเลี้ยงลูกด้วยต้วเองในช่วงที่เขายังเด็ก เพราะเคยอ่านหนังสือมาว่านิสัยของเด็กตอนโตจะเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยูกับการเลี้ยงดูในช่วงอายุ ศูนย์ถึงประมาณห้าหกขวบนี่แหละคะ ตอนนแรกก็คิดว่าหากการส่งลูกไปอยู่กับคุณยายและน้าที่เมืองไทยแล้วมันเป็นโอกาสดีที่จะทำให้เขามีพัฒนาการที่ดีขึ้นทางด้านภาษาคุ้มค่ากับการที่ต้องแลกกับไม่ได้อยู่กับแม่หนึ่งปีก็อาจจะส่งไป แต่ฟังฟังดูแล้วเรียนในอิงลิชโปรแกรมแล้วอาจจะสู้ไม่ได้เท่าการใช้วิธีสอนลูกแบบเด็กสองภาษาเลยนะคะ เดี๋ยวจะคุยกับแม่และน้องสาวอีกที่เดียวกับความคิดเห็นที่ได้แนะนำมาจากทุกท่านคะ ขอบพระคุณมากจริงจริงคะ
ขอยกคำพูดของ ผอ. รร. น้องเจตอนที่ไปฟังแนะแนวการศึกษาต่อมาเล่าค่ะ

คือคุณครูมองว่าการที่จะส่งลูกเรียนอินเตอร์ ก็ควรต้องพิจารณาด้วยว่าในห้องเรียนนั้นไม่ควรมีเด็กไทยเกิน 25% ถ้าเกินก็ถือว่าไม่เวิร์คแล้ว และข้อต่อไปที่ควรพิจารณาอีกก็คือ แล้ววิชาหลัก อย่างเลข หรือ วิทย์ ซึ่งเป็นทักษะเฉพาะ ลูกจะได้วิชาเหล่านั้นจริง หรือ จะได้แค่ภาษา (สมใจที่ส่งให้เรียนอินเตอร์) เพราะครูที่เก่ง ๆ แล้วสอนวิชาหลักได้ดีมาก ๆ นั้นหายากมากค่ะ

โดยส่วนตัวกันมองว่าถ้าน้องไทคิได้ญี่ปุ่นอยู่แล้ว มีโอกาสเจอต่างชาติอยู่แล้วน่าจะได้ใช้ภาษาอังกฤษบ้าง อยู่กับคุณแม่ก็สองภาษาอยู่แล้ว อีกอย่างคือไม่จำเป็นต้องเรียนไทยแบบเต็มเวลาด้วย เพราะน้องไทคิไม่ได้ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาหลัก ซึ่งกันมองว่าคุณอ้อมสอนได้เองด้วยโดยใช้หลักเดียวกับเด็กสองภาษาก็ได้ค่ะ

ตอนนี้ของกันดูแนวทางเรียนต่อ ป.1 คร่าว ๆ ของน้องเจไว้ พิจารณาควบคู่กับอุปนิสัยที่ชอบเรียนแนววิชาการ หรือ พัฒนาการกันแน่ กันคิดว่าจะส่งให้เรียนแบบที่น้องเจอยากเรียนจริง ๆ ส่วนเด็กสองภาษาที่ทำให้น้องเจนั้น เลือกแบบ OTOL ร่วมกับวิชาการต่าง ๆ ร่วมกับหน่วยการเรียนที่ทางโรงเรียนแจ้งมา เริ่มเทอมนี้ก็มีการบ้านมาแล้ว เทอมสองก็คงน่าจะเยอะขึ้น พอ อ.2 ก็คงเยอะอีก .... พอถึงจบ อ.3 แล้วน้องเจอยากต่อแนวพัฒนาการ เราจะได้รู้ว่าเวลาที่อยู่บ้าน เราจะเสริมอะไรให้เค้าได้บ้าง เพราะเราไม่ได้มองแค่ภาษา แต่เรามองไปถึงว่าน้องเจเป็นเด็กผู้ชาย เราอยากให้น้องเจวิทย์ คณิต สังคม อะไรพวกนี้ด้วย (ไม่ใช่ภูมิใจที่เค้าใช้ภาษาต่างประเทศได้แค่นั้น) คือทุกวันนี้ก็คุยก็เช็ค Rating กันทุกวันเป็นภาษาอังกฤษ ยกเว้นเวลาทำการบ้าน หรืออะไรที่ควรสอนเป็นไทย ก็จะใช้ไทยสอน นั่งดูน้องเจหัดเขียนอะไรต่อมิอะไรเอง (น้องเจค่อนข้างเขียนได้คล่องทุกตัวอักษรแล้ว เหลือแต่ปรับให้สวยขึ้น และสอนเสริมในการเขียนเลขไทยด้วย) เป็นอะไรที่ทึ่งเหมือนกัน ที่บางทีเราถามเป็นไทยไปน้องเจก็ตอบเป็นอังกฤษ แล้วลื่นไหลมาก ก็รู้สึกดี เราก็พยายามย้ำและเพิ่มความถี่ขึ้น หรืออย่างเมื่อวานตอนเช้าก็ตลกดีที่อยู่ ๆ กันพูดเลย Jay, go to see อากู๋ ... OK? น้องเจตอบเร็วมากเลย OK, mommy. I'll go first. You don't go. (แต่เราอยากผลักประตูออกไปดู กลัวน้องเจตกบันได) แต่น้องเจกลับบอกว่า Nooo, mommy. I want you to stay in the room. แล้วก็วพูดอะไรอีกไม่รู้เต็มเลยเป็นภาษาอังกฤษ เราก็เลยรู้สึกว่าโอเคแหละ ถึงแม้จะทำแบบ OTOL บ่อย ถี่ และสร้างให้เป็นวินัย น้องเจก็คงพูดได้ดีขึ้นตามลำดับที่ควรจะเป็น (ครูเคยบอกว่าคลังศัพท์น้องเจเยอะมาก เกินกว่า 90% ที่เด็ก อ.1 รู้ แล้วก็พูดอังกฤษได้ ชอบเลียนแบบเสียงครู .... คนเป็นแม่ฟังแค่นี้ก็ปลื้มแล้วววว ...)
สวัสดีคะคุณแม่น้องเจ ชอบคุณมากมากอีกครั้งนะคะสำหรับคำแนะนำคะ แฮะแฮะ ยอมรับเลยคะ ว่าไม่ได้คิดถึงเรื่องอื่นนอกจากเรื่องของภาษาอังกฤษคะ เรื่องของสังคม เลข วิทย์ อะไรนี่ ยังไม่ได้คิดเลยคะ เพราบอกตามตรงว่า แค่อยากให้เขาได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ได้ยินภาษาอังกฤษมากมากก็เท่านั้นเอง ส่วนเรื่องวิชาอื่นก็ยังไม่ได้เน้นอะไรคะ แค่อยากให้เขาสนุกกันการเล่น มากกว่า ได้มีสังคมเพื่อน แต่เน้นภาษาอังกฤษเป็นหลัก ส่วนภาษาไทยก็คิดว่าอยู่เมืองไทยตั้งหนึ่งปีต้องได้อยูแล้ว ถึงได้คิดว่าไม่เน้นอ่านเขียน หรือวิชาการใดใดทั้งสิน ขอแค่ให้เขาได้พูด ได้ฟังภาษาอังกฤษมากมากก็พอ ส่วนจะมีวิชาอื่นเสริมเข้ามาอันนี้ก็ถือว่าเป็นผลพลอยได้
เพราะถ้าหากจะเน้นวิชาอื่นอื่น อ้อมก็คิดว่าให้เรียนที่ญี่ปุ่นดีกว่า เพราะอนุบาลที่ญี่ปุ่นก็ถือว่าให้ความสำคัญกับเด็กในทุกทุกเรื่องอยู่แล้ว แต่ที่ขาดคือเรื่องของภาษาอังกฤษ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะให้ลูกเรียนแต่ภาษาอังกฤษโดยไม่นึกถึงเรื่องของความรู้สึก หรื่อว่านิสัย หรือว่าสิ่งแวดล้อม หรือพัฒนาการด้านอื่นอื่นนนะคะ แต่ที่ไม่กล่าวถึงเพราะคิดว่าโรงเรียนส่วนใหญ่ก็ต้องมีแนวทางคล้ายคล้ายกันอ่ยู่แล้วในเรื่องกิจกรรมเสริมต่างต่างที่จะให้เด็กมีจินตนาการมีความคิดสร้างสรรค์คะ วัตถุประสงค์คืออยากให้เขาได้ภาษาอังกฤษ และได้เรียนเล่นเป็นสำคัญคะ ในวัยนี้ถึงได้เน้นแค่อยากให้เขาสื่อสารได้ก็พอไม่ต้องถึงกับอ่านออกเขียนได้ในตอนนี้คะ ส่วนที่ญี่ปุ่นแล้วนอกากภาษาญี่ปุ่นแล้วละก็แถบจะหาโอกาศคุยภาษาอื่นได้ยากเลยคะ ขอบคุณมากมากอีกครั้งนะคะ สำหรับคำแนะนำที่มาแชร์ มีอะไรดีดีก็แนะนำได้นะคะ
5555+ ที่กันนึกถึงวิชาหลัก ๆ เนี่ย พ่อน้องเจมาเตือนสติ :P ว่าอย่าลืมน๊า ว่าอีกหน่อยเนี่ยลูกต้องสอบ O-Net เข้ามหาลัย (จริง ๆ แล้วกันเนี่ย ไม่ซีเรียสอะ เข้าที่ไหนก็ได้ที่ลูกชอบเป็นพอ แต่ถ้าเราไม่ลองเน้นดู เราจะไม่เห็นศักยภาพว่าลูกเราทำได้มั๊ย) พ่อน้องเจเทียบระบบการศึกษาไทย กะ ญี่ปุ่นให้ฟังด้วยนะ พ่อน้องเจออกแนวปลื้มญี่ปุ่นมาก อยากให้เก่งเหมือนเด็กญี่ปุ่น ;) จริง ๆ เรายังไม่ได้เน้นวิชาหลักจ้ะ แต่มองว่าจะต้องเน้น ตอนนี้ก็ให้เรียนรู้ผ่านการเล่นไปก่อน เพราะน้องเจเริ่มปรับโหมดอังกฤษไทยได้ดีขึ้น (สังเกตเอาว่าพูดเลย รวดเดียววว ... 555+ ดีใจม๊าก ... มาก นึกว่าน้องเจจะไม่ยอมพูดแล้วนะเนี่ย สอนมาก็นานแล้ว 5555+)

เมื่อคืนไปอ่านเจอบล็อคคุณแม่คนนึงทำ Homeschool เค้าใช้ตาราง 100 ช่องสอนลูก ตรงนี้เคยได้ยินมานานแล้วนะ แต่ไม่ได้สนใจ 555+ พออ่านบล็อคจบ โอ้ววว เก่งจังเด็กคนนี้ เลยอยากลองให้น้องเจได้เล่นบ้าง (จริง ๆ แล้วน้องเจก็ไม่เคยเล่น แต่นับ 1 - 100 ได้ตั้งแต่ยังไม่เข้าเตรียมอนุบาล) ช่วงที่ไปเรียนบ้านครู ครูก็บอกว่าน้องเจนับเป็นนะคะคุณแม่ (ที่บ้านครูนับเป็นภาษาอังกฤษ) .. เราก็ยิ้ม ๆ กัน เมื่อคืนเลยลองวาดตารางแล้วก็เริ่มจาก 1 - 50 ตอนแรกยังมีไกด์ให้ รอบสองไม่มีไกด์ เมื่อเช้า 51 - 100 ก็ทำแบบมีไกด์ให้ เดี๋ยวคืนนี้จะลองแบบไม่มีไกด์ ถ้าเขียนได้แบบไม่ติดขัด ก็จะลอง 1 - 100 แบบไม่มีไกด์ ให้ลองเองอีก ถ้าดูแล้วไม่เครียด จะเริ่มสอนนับถอยหลังแล้วก็เลขคี่เลขคู่ดู ว่าจะมีปฏิกิริยายังงัย แล้วค่อย ๆ พัฒนาไปเรื่อย ๆ (จริง ๆ เคยแอบเอาเทคนิคของน้องเพนนีบวกเลขมาเล่นกะน้องเจด้วยนะ .. น้องเจบอกว่าสนุกดี) :) แชร์ให้ฟังเล่น ๆ จ้า แล้วก็พ่อน้องเจก็ยังคงปลื้มเด็กญี่ปุ่นต่อไป 555+
น้องเจเก่งจังเลยคะ คุณแม่ ดูจากที่คุณแม่เล่าแล้วท่าทางน้องเจจะมีความสุขกับการไปโรงเรียนมากเลยนะคะ เห็นลูกมีความสุขคนเป็นพ่อแม่ก็มีความสุขตามไปด้วย คุณแม่ก็น่ารักจัง่เลยเอาใจใส่ลูกดีมากมากเลยคะ ยังไงมีอะไรก็แนะนำด้วยนะคะ
น้องเจยังต้องเรียนรู้อีกเย๊ออออะ !!! 555+ แม่น้องเจคนธรรมดาคนนึงจ้า 555+ แต่ที่มีกำลังใจดูแลน้องเจมาก ๆ ก็ได้ไอเดียและคำแนะนำจากอาม่าน้องเจหลายเรื่อง และเข้าใจอย่างดีมาก ๆ ว่าการเป็น "แม่" ไม่ง่ายเลย .... แง ๆ ๆ (ลูกค้าบอกว่าเลี้ยงลูกก็เหมือนกับปลูกต้นไม้ ใส่ปุ๋ย รดน้ำ สม่ำเสมอ ดอกผลก็งาม เมื่อไหร่ที่มีหนอนมาไช มีเพลี้ยมาขึ้น ก็ต้องเด็ดใบ ตัดแต่ง ต้นไม้ก็จะดูงาม โตขึ้นให้ดอกและผลที่ดีต่อไป เหมือนกับเด็กที่ต้องปลูกฝังให้มีคุณธรรม และมีวินัย เก่งอย่างเดียว แต่ไม่รู้พอ ไม่รู้จักตัวเอง อีกหน่อยก็จะเป็นภาระสังคม ... และสิ่งที่ควรฝึกแต่เด็กด้วยอีกอย่างที่พ่อแม่ละเลยมาก คือ สวดมนต์ นั่งสมาธิ .... เค้าบอกว่าให้พยายามสอนน้องเจให้อยู่ในวินัย อย่าให้ติดเกมส์ อย่าให้ติดทีวี แล้วก็อย่าให้ติดคอมฯ ลูกค้าสองคนนี้เป็นครู ... เค้าบอกว่าเห็นเด็กติดเกมส์ ติดคอมฯ อาการไม่ต่างกะติดยาเลย ครูว่าพ่อแม่เด็กพวกนี้ต้องทุกข์มาก เพราะฉะนั้นฝึกเลยวินัย เวลา ความอดทน ... ฝึกให้น้องเจได้ น้องเจจะเก่งและอนาคตไกลมากกกก จำขึ้นหัวเลย .. เพราะอาจารย์มาทีไร อาจารย์จะย้ำทุกครั้ง เราก็เชื่อนะ เราก็เลยพยายาม ๆ ๆ ฝึกเหมือนกะที่อาม่า ปะป๊าน้องเจ อาจารย์ และผู้ใหญ่หลายคนแนะนำ :)
From me to you .......

This topic depends on sooooooo many factors !!!! factor 1) Your child's learning abilities 2) home and languages being used in his/her enviroment (very important) 3) choice of school and school's program 4) How well do you know and understand the THAI - education 5) What are you Expectation of your child and his/ her school?

Every child learning Capabilities and Abilities are very different. The School learning Enviroment plays an Important roll in a child learning and developing more than you know.
A bilingual School is STILL ...very much a THAI school .....with Thai sets of curriculum ... It is strictly controled by the M.O.E (Ministry of Education ) To answer your question and from my onw personal opion.........It is possible that your child will be able to understand English (to a certain level) and communicated the english language up to the Exposure and the enviroment around him.......best not to have FAR too high of an expectation from your child or any of the "Bilingual schools" na krupps. .....................goodd luck na krupps
Every child learning Capabilities and Abilities are very different. The School learning Enviroment plays an Important roll in a child learning and developing more than you know. >>>> Yessssss !!!! Agreeeee :)

For those factors, in my opinion, I think

1. Child's Learning Abilities >>>> n'Jay is fast learner in all kinds of things. I always let him think and decide what he really wants. I can share / give some advise / choices but not force him what to do.

2. Environment surrounded is very important >>> that's why OTOL is the best choice for n'Jay & me.

3. School and Its Program >>> We come to the right way now ... n'Jay enjoys going to school, playing with friends, contributing any activities, etc. He likes to go to school :)

4. No comment for this factor ... Be good at both Thai and English is OK :) but there are some concerns : a) n'Jay b) school and c) me and environment :) >>> we have to work together.

5. No expectation with n'Jay ... Let him try the best and be happy ..... it's the best life for his kindergartener :)
สวัสดีคะ คุณ Simon Adams ดิฉันไม่ค่อยเก่งภาษาอังกฤษขอเขียนภาษาไทยแล้วกันนะคะ
1) Your child's learning abilities การที่ส่งลูกไปโรงเรียนก็เพื่อต้องการให้เขาเรียนรู้สังคมที่แตกต่างออกไปจากสังคมที่บ้าน ในการเรียนรู้ทักษะต่างต่างเราก็สามารถที่จะใช้ภาษาอังกฤษได้นีคะ การที่ถามว่าภายในหนี่งปีเด็กจะสามารพูดได้หรือไม่นั้น นั่นก็ย่อมหมายถึงว่าเด็กเรียนรู้ทักษะต่างต่างที่โรงเรียน ผ่านภาษาอังกฤษได้ไม่ใช่เหรือคะ ไม่ได้หมายความว่าส่งให้ลุกไปนั่ง่เรียนแกรมมาภาษา อังกฤษอย่างที่เราเคยเรียนสมัยเด็ก
2) home and languages being used in his/her enviroment (very important) บ้านของเราใช้วิธีการสอนลูกแบบเด็กสองภาษาดังนั้นไทคิสามารถที่จะสื่อสารได้พอสมควรดังนั้นจึงต้องการต่อยอดในการสื่อสารภาษาอังกฤษนอกเหนือจากที่เรียนรู้จากที่บ้าน
3) choice of school and school's program อย่างที่บอกตั้งแต่แรกแล้วว่าไม่ทราบว่าโรงเรียนที่มีโปรแกรมภาษาอังกฤษด้วย เขามีการเรียนการสอนอย่างไร อันนี้คิดเอาเองนะคะ ว่าจากการฟังที่โฆษณาจากสื่อต่างต่างอย่าง คร่าว่คร่าวหรือได้ยินมาอย่างคร่าวคร่าวก็คิดว่ามันน่าจะดีกว่าโรงเรียนอนุบาลแบบไทยไทยทั่วทั่วไปที่ไม่มีโปรแกรมภาษาอังกฤษ ถ้าจะส่งไปเรียนเมืองนอกเลยหรือนานาชาติเลยก็คิดว่าไม่ไหวเพราะค่าใช้จ่ายสูง แน่นอนถ้าไปเรียนเมืองนอกเลยเด็กย่อมสือสารได้และอ่านออกเขียนได้ด้วยใช่ไหมคะภายในหนึงปี หมายถึงการอ่านออกเขียนได้อย่างง่ายง่ายนะคะ แต่ตัวดิฉันเองก็ไม่ได้คาดหวังให้ลุกอ่านออกเขียนได้ในตอนนี้ หวังแค่ให้ได้เรียนได้เล่น ได้พัฒนาทักษะ จินตนาการ ผ่านการเล่น โดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก
4) How well do you know and understand the THAI - education เรื่องการศึกษาของไทยก็คิดว่ารู้บ้าง เพราะดิฉ่นเองก็เป็นคนไทย รู้ว่าโรงเรียนที่มีโปรแกรมไทยและอังกฤษ แน่นอนก็ต้องแน้นภาษาไทยมากกว่าอยู่แล้ว แต่ไม่รู้ว่าเรื่องภาษาอังกฤษเน้นมากน้อยแค่ไหน เพราะสมัยของตัวเองก็ไม่มีโปรแกรมแบบนี้ จึงได้ตั้งคำถามนี้
5) What are you Expectation of your child and his/ her school?สิ่งที่ดิฉันขาดหวังให้เกิดกับลูกก็คืออยากให้เข้าสามารถใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารในชีวิตประจำวันได้ ให้คุ้นเคยและเข้าใจในสำเนียงของเจ้าของภาษา อันนี้คือความต้องการหลักที่จะคิดจะส่งลูกเข้าเรียนโปรแกรมอังกฤษไทย และสิ่ง่ที่ขาดหวังจากทางโรงเรียนก็คือในชั่วโมงภาษาอังกฤษอยากให้มีการสื่อสารให้มากที่สุด ซึ่งนั่นก็คือ ในการทำกิ้จกรรมต่างต่าง ในการเรียนรู้ต่างต่างก็ใช้ภาษาอังกฤษ ไม่ได้หมายความว่าให้ไปนั่งเรียนเเกรมมา ท่องเอ บี ซี อย่างที่เราเคยเรียนมา หรือนั่งท่องศัพท์อะไรแบบนั้น คืออยากให้ใช้ภาษาอังกฤษและไทย ห้าสิบห้าสิบ ที่เน้นแต่ภาษาอังกฤษนี่ไม่ได้หมายความว่าไม่สนใจการพัฒนาการอย่างอื่นนะคะ แต่เราสามารถที่จะสั่งสอนเด็ก ทั้งทางด้านวัฒนธรรม ศิลธรรมแบบง่ายง่าย เรียนรู้การอยู่ร่วมกับผุ้อื่น เรียนรู้ถึงการช่วยเหลือตัวเอง เรียนรุ้ที่จะเคารพผู้อื่น การเสริมสร้างทักษะ และจินตรนาการต่างต่าง ซึ่งเราก็สามารถทำได้โดยใช้ภาษาอังกฤษ สำหรับเด็กที่พ่อแม่ไม่ได้ใช้ภาษาเหล่านี้ที่บ้านก็อาจจะยากสำหรับเด็กในการเรียนรู้สิ่งเหล่านี้เป็นภาษาอังกฤษจากที่โรงเรียน แต่หลังจากที่ดิฉันได้เข้าเป็นสมาชิกของเด็กสองภาษา ดิฉันมีความเชือว่าสิ่งแวดล้อมมีความสำคัญอย่างมากต่อการเรียนรู้ และถ้าหากโรงเรียนที่มีโปรแกรมอังกฤษไทย แบบ ห้าสิบห้าสิบเปอร์เซนตร์ ดิฉันก็คิดว่ามันน่าจะมีความเป็นไปได้ที่เด็กจะสามารถสื่อสารได้
ที่พูดถึงแต่ภาษาอังกฤษ มีได้ความหวังไปไกลให้ลุกเป็นเด็กอัฉริยะหรืออย่างไร แต่มีความเชื่อว่าสมองของเด็ก สามารถเรียนรุ้ใน่เรื่องของภาษาได้อย่างง่ายดาย ถ้าได้ยินได้ฟังบ่อยบ่อย ดิฉันไม่ได้ขาดหวังทางด้านวิชาการมากมายจากโรงเรียนในระดับอนุบาลนี้ จึงได้บอกว่าต้องการแค่ให้ลุกสื่อสารได้ไม่ถึงกับต้องอ่านออกเขียนได้ อยากให้เขามีความสุขในการไปโรงเรียน ค่อยค่อยเรียนรุ้ไปที่ละขั้น ไม่ได้เร่งรัดอะไร
แต่ถ้าหากส่งลุกเข้าโรงเรียนที่มีโปรแกรมภาษาอังกฤษไทย คือโรงเรียนแบบสอ่งภาษา แล้วลูกได้ศัพท์มาเป็นคำคำ ฟังไม่ค่อยได้พูดไม่ค่อยได้ ดิฉันก็คิดว่ามันไม่ต่างอะไรจากโรงเรียนไทยธรร่มดา
ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นความคิดเห้นส่วนตัวนะคะ อยาโกรธนะคะ
@ คุณอ้อม
อนุบาลเดี๋ยวนี้ไม่ได้เรียนคร่ำเคร่งเหมือนสมัยก่อน สอนแนวพัฒนาการผ่านการเล่นซะส่วนใหญ่ องค์รวม อ.1 จะสามารถอ่านศัพท์ง่าย ๆ หรือประโยคง่าย ๆ ได้ รวมถึงการเขียนเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ทำได้ด้วยนะ บางทีจะจับสังเกตว่าคำนี้ ไม่เหมือนคำนั้น ต่างกันที่มีตัวอักษรอะไร หรือ ไม่มีตัวอักษรอะไร ... Bilingual ที่น้องเจเรียน ก็ได้ภาษาอังกฤษมาบ้าง พูดเยอะขึ้น (แม่อย่างกันก็ดีใจมากกกก)

กันอยากจะบอกคุณอ้อมว่าน้องเจเรียนอนุบาล Bilingual ควบคู่กะ ทำ OTOL หรือ APOL (เฉพาะเสาร์อาทิตย์) บวกกับความชอบส่วนตัวของน้องเจด้วย ทำให้เรียนรู้ไวไปทุกทักษะเลย กล้าพูดเยอะขึ้น สลับโหมดอัตโนมัติ มันก็มีบ้างที่น้องเจพูดอังกฤษตลอดแล้วกันตอบไทย (คนอื่นอาจจะวัยกว่าน้องเจมาก แต่กันว่ากันพอใจในระดับของน้องเจแล้วล่ะ ค่อย ๆ ช้า ๆ และถี่ ๆ แบบเดียวกะการสร้างวินัยยังงัยอย่างงั้นเลย 555+ ได้แค่นี้ถือว่าดีแล้ว เพราะแม่ไม่ค่อยมีเวลาเอาซะเลย ....5555+ )
Oh No.....Why would I get Mad ....? We all have an opinion and we all should have plenty to say when it come to our children's well being chai mai krupps......?

What I was trying to inform you was a rather a simple message. I hope that you have had enough knowledge about the Thai Educational "Standard" along with the rules regulations implemented by the MOE. Bi-Lingual schools are still very much a Thai school only with an incresed in the number of English classes provided by the school. The Standard or Quality of Teaching is something that I can not say because each of the school are different and this is something that you as a parent must try to find out the true quality of each of the schools that you are interested in and not to Trust only what you have heard through "Advertisements"...."Never to judge a book by its cover" good luck with finding the school for your child.
"never to judge a book by its cover" that is very good phase.
As i am living in japan i can not go to see or check school by myself in thailand.I can only check it through by internet.then i really confuse how exactly the bi-linggual school is ? Then I would like to ask the people who let their children go to bi-lingual school that how the school is?
and thank you very much for your opinion.

RSS

--oO--

สแกนโค้ด แอดไลน์ @2pasa แล้วลุ้นของรางวัลรวมคลิปเวิร์กช็อปทั้งหมด

Events

หนังสือในชุดเด็กสองภาษา



© 2019   Created by ผู้ใหญ่บิ๊ก.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service