หมู่บ้านเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้

หมู่บ้านเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้ - สองภาษาดอทคอม

เตรียมพร้อมให้ลูกเป็นเด็กสองภาษา (Bilingual) ตอน1-3

เตรียมพร้อมให้ลูกเป็นเด็กสองภาษา (Bilingual) ตอน1-3

เตรียมพร้อมให้ลูกเป็นเด็กสองภาษา (Bilingual) 1
“เห็นเด็กสมัยนี้แล้วอิจฉา…” เพื่อนสาวคนหนึ่งพูดขึ้นลอย ๆ หลังจากเปิดโทรทัศน์ผ่านสถานีเพลง 24 ชั่วโมงสถานีหนึ่งแล้วเห็นพิธีกรหนุ่มสาววัยรุ่นหน้าไทยพูดภาษาอังกฤษกับผู้ชมกันคล่องปรื๋อ ทำให้ผู้เขียนอดถามต่อไปไม่ได้เพราะอยากรู้ว่าคิดอะไรอยู่

แล้วก็ได้คำตอบจากคำปรารภต่อมาที่ว่า “เด็กสมัยนี้พูดภาษาอังกฤษเก่ง ๆ กันทั้งนั้นเลย ไม่ยักเหมือนรุ่นเรา…!!”

ฟังแล้วก็โดนใจค่ะ เพราะปัญหาเรื่องการพูดภาษาอังกฤษให้ดีนั้นเป็นเหมือนหนามยอกอกคนไทยมานานแล้ว ถึงบางคนจะเข้าข้างตัวเองว่าไม่ใช่ภาษาพ่อแม่เรา ไม่จำเป็นต้องพูดให้ดีนักก็ไม่เห็นจะเป็นไร แต่เชื่อเถอะว่าถึงอย่างไรยุคนี้แล้วพูดอังกฤษเก่งไว้ก็ย่อมจะดีกว่า เพราะเห็น ๆ กันอยู่ว่าคนที่เก่งภาษามักจะมีโอกาสดีกว่าแทบทุกด้าน

ไหนจะหน้าที่การงานที่ก้าวเร็วและไกลกว่า เพราะเจ้านายคงเล็งเห็นแล้วว่าจะส่งให้ไปต่อกรกับใครฝรั่งหรือไทยก็สื่อสารกันเข้าใจ ไปอยู่ที่ไหนในโลกก็ไม่ต้องกลัวอดตาย ดูหนัง ฟังเพลง ท่องอินเตอร์เน็ต แม้กระทั่งตำราเรียนระดับสูง ๆ ก็เป็นกาษาอังกฤษทั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าภาษาเราดีพอจะเถียงกับฝรั่งได้แล้วล่ะก็ เรื่องมันสมองกับความฉลาดนั้นหายห่วง เพราะพี่ไทยเราก็ไม่ด้อยกว่าใครอยู่แล้ว

มันช่วยไม่ได้ที่ความรู้เรื่องของการเตรียมความพร้อมด้านภาษาในวัยเด็กเล็กเพิ่งจะมีการศึกษาและเผยแพร่กันอย่างจริงจัง เมื่อไม่นานมานี้เอง ทำให้คุณพ่อคุณแม่ลูกอ่อนสมัยยี่สิบกว่าปีก่อนตั้งตัวไม่ทัน ผิดกันกับคุณพ่อคุณแม่สมัยนี้ยุคที่โรงเรียนนานาชาติเปิดกันแพร่หลาย สมัยก่อนมีไม่กี่โรงเรียนแถมเลือกรับแต่ลูกหลานชาวต่างชาติเข้าเรียน

ถ้าเราไม่ได้เป็นลูกครึ่ง มีคุณพ่อคุณแม่เป็นนักเรียนนอก หรือไปเกิดและโตที่เมืองนอก โอกาสได้พูดอังกฤษตั้งแต่วัยหัดพูดก็น้อยลง อย่างมากที่สุดก็ได้เริ่มเรียน ABC ในชั้นอนุบาล บางโรงเรียนเริ่มที่ชั้น ป.1 หรือโรงเรียนของรัฐให้เริ่มที่ชั้น ป.5 ด้วยซ้ำ คำถามหนึ่งที่ตามมาคือ ฉันก็เรียนภาษาอังกฤษตั้งแต่เด็กเหมือนกันแต่ทำไมยังพูดได้ไม่ดีเหมือนเจ้าของภาษาสักทีเล่า?

การศึกษาเกี่ยวกับเด็กที่เรียนรู้สองภาษา (bilingual) หรือหลาย ๆ ภาษาพร้อมกัน (multilingual) พอจะช่วยตอบคำถามนี้ได้ ศ.ดร.แพทริเซีย เค คูห์ล. ศาสตราจารย์แห่งภาควิชาวิทยาศาสตร์การพูดและการฟัง และเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาทางจิต สมอง และการเรียนรู้ ของมหาวิทยาลัยวอชิงตันในเมืองซีแอตเทิล สหรัฐอเมริกา อธิบายทฤษฎี “Native Language Magnet Theory (NLM)”

ทารกแรกเกิดทุกคนนั้นเกิดมาพร้อมกับความสามารถในการเรียนรู้ภาษาใด ๆ ก็ได้ การวิจัยของดร.คูห์ล แสดงให้เห็นว่า ใน 6 เดือนแรก เด็กทารกจะมีการบันทึกรูปแบบของเสียงที่เขาได้ยินไว้ในสมองขึ้นอยู่กับภาษาที่เปิดรับ เขาสามารถเรียนรู้เสียงและลักษณะของน้ำเสียงที่แตกต่างกัน แล้วจะเริ่มเปล่งเสียงตามภาษาที่ได้ยินออกมา เมื่อครบขวบปีเขาจะเชี่ยวชาญเป็นพิเศษในภาษาที่เขาได้ยินเป็นประจำ (ภาษาแม่) จากนั้นความสามารถในการจำแนกลักษณะที่แตกต่างของเสียงจะค่อย ๆ สิ้นสุดลง จึงหมายความว่า หากเด็กได้ยินสำเนียงภาษามากกว่าหนึ่งภาษาตั้งแต่ช่วงขวบปีแรกจะสามารถเรียนรู้และพูดภาษานั้นตามได้โดยอัตโนมัติประดุจภาษาแม่

ยิ่งหากได้ยินสำเนียงที่แท้แบบเจ้าของภาษามาเอง โอกาสเลียนแบบการพูดที่ถูกต้องก็ยิ่งมีมากขึ้น การเรียนรู้นี้จะเป็นพื้นฐานช่วยเพิ่มพูนความสามารถในการเรียนภาษาอื่น ๆ ที่หลากหลายได้ในเวลาต่อมา ทฤษฎีนี้ช่วยอธิบายข้อสงสัยที่ว่าทำไมเด็กลูกครึ่งหรือชาวต่างชาติในเมืองไทยบางครอบครัวจึงสามารถพูดได้ทั้งภาษาของชาตินั้นและภาษาไทยตั้งแต่เริ่มหัดพูด

หลายงานวิจัยจิตเวชยืนยันว่าการเรียนภาษาหลาย ๆ ภาษาตั้งแต่เด็กจะง่ายกว่าเรียนเมื่อโตแล้ว การใช้เทคนิคจำลองภาพกิจกรรมของสมองในผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพแข็งแรงด้วยแรงสั่นสะเทือนของแม่เหล็กโดยนักวิจัยจากศูนย์โรคมะเร็งสโลน-เค็ทเทอร์ริ่งในนิวยอร์ค พบว่าผู้ใหญ่ที่เรียนสองภาษาตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็ก ๆ มีการเก็บภาษาทั้งสองไว้ด้วยกันในพื้นที่เดียวกันในสมอง จึงสามารถใช้ภาษาที่สองได้เหมือนกับเป็นภาษาแม่อีกภาษาหนึ่ง

หากคนที่เรียนภาษาที่สองตอนที่โตแล้วจะใช้เนื้อที่สมองคนละส่วนกัน ดังนั้นเขาจึงแนะนำว่าการให้เด็กเรียนรู้ภาษาที่สองหรือสามควรเริ่มตั้งแต่ตอนเป็นเด็กเล็ก ๆ ยิ่งเร็วยิ่งดี เพราะหากเข้าสู้วัยผู้ใหญ่แล้วยิ่งเรียนรู้ได้ยากขึ้น เข้าทำนองไม้อ่อนดัดง่าย ไม่แก้ดัดยาก นั่นเอง

เตรียมพร้อมให้ลูกเป็นเด็กสองภาษา (Bilingual) 2
อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญก็คือการให้เด็กได้เจอกับเจ้าของภาษาจริง ๆ โดยคุณพ่อคุณแม่อาจจะจัดหาเครื่องมือเช่น เทปเพลง หนังสือนิทาน หรือวิดีโอภาพยนตร์การ์ตูนที่เป็นภาษาอังกฤษ เพื่อเพิ่มพูนประสอบการณ์ในการฟังให้กับเด็ก การพูดกับเด็กบ่อย ๆ หรือการหากลุ่มเพื่อนเล่น

แม้กระทั่งพาเด็กไปเข้าโรงเรียนที่ใช้สองภาษาตั้งแต่แรกเริ่มก็เป็นวิธีฝึกฝนลูกให้มีพื้นฐานทางภาษาต่างประเทศที่ดีไปจนโต แต่หากปัจจัยไม่เอื้ออำนวยในประการหลังนี้คุณพ่อคุณแม่อาจจะทดแทนด้วยการหมั่นพูดหรืออ่านภาษาอังกฤษให้ลูกฟังเสมอ ๆ ให้เขาได้คุ้นเคยและโต้ตอบ ที่สำคัญมากที่สุดคือการสนับสนุนและให้กำลังใจลูกในการพูดภาษาอังกฤษและชี้แนะวิธีการพูดที่ถูกต้อง บรรยากาศที่สนุกสนานเพลิดเพลินในการอ่านนิทานหรือดูการ์ตูนร่วมกับลูกจะเป็นกุญแจในการสร้างทัศนคติที่ดีต่อการเปิดรับภาษาอังกฤษให้กับลูกน้อยของคุณ

บางคนสงสัยว่าการให้เด็กพูดสองภาษาพร้อม ๆ กัน จะทำให้เด็กสับสน แต่การวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่า เด็กที่พูดได้สองภาษาตั้งแต่เล็ก ๆ นอกจากจะไม่สับสนแล้ว ยังจะเป็นคนที่เรียนรุ้อะไรได้เร็ว และมีทักษะในการแก้ปัญหาได้ดีกว่า ศ.เอลเลน ไบลี่ สต็อค ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยยอร์คจากแคนาดา ผู้ศึกษาด้านพัฒนาการทางภาษาในเด็กหลายร้อยคนกว่า 20 ปี

เชื่อว่าการใช้สองภาษาควบกันจะฝึกเด็กรู้จักลำดับความสนใจ เพราะเขาจะต้องหยุดอีกภาษาหนึ่งไว้ขณะที่กำลังใช้อีกภาษาหนึ่ง ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า เมื่อเด็กสองภาษาและหนึ่งภาษาถูกขอร้องให้แก้ปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งเกิดจากเนื้อหาที่ทำให้เข้าใจผิด จะเห็นว่าเด็กที่พูดสองภาษามีลำดับในการคิดแก้ปัญหาที่ดีกว่าและสามารถมองเห็นเนื้อหาที่ทำให้เข้าใจผิดนั้น ความคิดของพวกเขาจะก้าวหน้ากว่าเด็กที่พูดภาษาเดียวอย่างน้อย 1 ปี สิ่งที่ตามมาคือทำให้เด็กกลุ่มนี้มีความเป็นผู้นำและเชื่อมั่นในตัวเองเมื่ออยู่ท่ามกลางเด็กคนอื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีทักษะในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ซึ่งมักจะพบว่าเด็กกลุ่มนี้สามารถทำคะแนนวิชาอื่นที่โรงเรียนได้ดีอีกด้วย

นอกจากเรื่องราวของน้องพลับที่เป็นตัวอย่างหนึ่งของเด็กไทยรุ่นใหม่ยุค Multilingual ในคอลัมน์ก่อนหน้านี้แล้ว ครอบครัวของคุณพัชมน ชาวสวน ก็เป็นครอบครัวไทยอีกครอบครัวหนึ่งที่เห็นความสำคัญของการสนับสนุนให้ลูก ๆ ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง เธอมีเทคนิควิธีอย่างไรลองมาอ่านเรื่องราวต่อไปนี้ค่ะ

พ.ต.ต.หญิง พัชมน ชาวสวน และครอบครัวอันประกอบด้วย คุณธนิศร เมฆนริทธิ์ สามี และลูก ๆ 3 คน น้องเอ็นดู อายุ 13 ปี, น้องดีดี – 4 ปี และน้องไพรซ์ – 1 ปีครึ่ง เป็นครอบครัวหนึ่งที่เลือกใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักในการสอนลูก ๆ ตั้งแต่เล็ก เพราะเห็นว่าเด็ก ๆ ในวันหน้าคงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องใช้ภาษาอังกฤษเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินชีวิตในสังคม คุณพัชมนเองเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษ โดยทำหน้าที่เป็นล่ามแปลให้กับ “สถาบันฝึกอบรมระหว่างประเทศ ว่าด้วยการดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย” (International Law Enforcement Academy – Bangkok หรือ ILEA-Bangkok) องค์การระหว่างประเทศซึ่งทำหน้าที่ฝึกอบรมด้านวิชาการให้กับกลุ่มเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายต่าง ๆ ทั้งหน่วยงานในเมืองไทยและนานาชาติ

ก่อนหน้านี้คุณพัชมนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำแผนกองค์การตำรวจสากล กองการต่างประเทศของกรมตำรวจ และเป็นตำรวจหญิงไทยเพียง 1 ใน 2 คนของประเทศ ที่เคยเข้ารับการฝึกอบรมกับองค์กร FBI ประเทศสหรัฐอเมริกามาแล้ว เรียกได้ว่าคุณพัชมนใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักในการทำงานมาตลอด กว่าจะมาเป็นขนาดนี้คุณอาจจะเหนือความคาดหมายเล็กน้อยหากได้ยินเธอยืนยันว่า เธอได้พื้นฐานที่ดีจากการเรียนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนและมหาวิทยาลับในประเทศไทยเรานี้เอง

“ดิฉันเรียนจบจากม.รามคำแหง เอกภาษาศาสตร์ภาษาอังกฤษ โทสื่อสารมวลชน เรียนมัธยมจากโรงเรียนประจำจังหวัดที่ จ.สิงห์บุรี ค่ะ มาจากครอบครัวคนธรรมดาอยู่ต่างจังหวัดไม่ได้ร่ำรวย พ่อแม่ก็ไม่มีการศึกษาสูง สื่อการสอนที่จะช่วยกระตุ้นก็ไม่มี ถึงจะเป็นเด็กเรียนแต่ไม่ได้ขยันเรียนมากไปกว่าคนอื่น แต่ทำไมเราถึงพูด ฟัง และเขียนภาษาอังกฤษได้ดีมากกว่าคนอื่นอีกหลา ย ๆ คนในรุ่นเดียวกันทั้ง ๆ ที่เริ่มเรียนภาษาอังกฤษค่อนข้างช้า คือประมาณ ป.5 เคยนึกย้อนหลังดูก็จับได้ว่าสิ่งที่ต่างจากคนอื่น ๆ อยู่ตรงจุดเริ่มต้นบางจุดคือ ครูที่มาสอนภาษาอังกฤษเราแต่ละขั้นตอนมีคุณสมบัติไม่เหมือนกัน คนแรกที่มาสอน ABCD จะเน้นพูดออกสำเนียงให้ชัดแบบฝรั่งจริง ๆ ไวยกรณ์ไว้ทีหลังก็ได้

ส่วนคนที่สองเน้นเรื่องศัพท์ เป็นคนที่เล่าอะไรสนุก ๆ ทำให้เราอยากรู้ว่าอันนั้นอันนี้แปลว่าอะไร ชอบหากิจกรรมที่ทำให้เด็กท่องศัพท์ได้ ส่วนคนที่สามจะเป็นคนสอนไวยากรณ์ที่เคร่งครัดมาก และบุคลิตของครูสอนภาษาอังกฤษต้องเป็นคนที่ทันสมัย เก๋ ดูคล่องแคล่วว่องไวดึงดูดให้เราชอบ ทำให้คิดว่าถ้าเราพูดภาษาอังกฤษได้เราต้องเก๋อย่างนี้แน่เลย การที่ได้เรียนกับครูเหล่านี้ทำให้เรามีพื้นฐานแน่นและชอบเรียนภาษาอังกฤษไปโดยปริยายค่ะ”


เตรียมพร้อมให้ลูกเป็นเด็กสองภาษา (Bilingual) 3

จากการคลุกคลีกับภาษาอังกฤษตลอดเวลาทำให้คุณพัชมนเห็นความสำคัญของการถ่ายทอดภาษาอังกฤษให้กับลูก ๆ ประสอบการณ์ตรงกับการสอนลูกสาวคนโต-น้องเอ็นดูที่นำไปฝากคุณตาคุณยายเลี้ยงจนถึง 3 ขวบ หลังจากนำกลับมาเลี้ยงเองแล้วจึงเริ่มต้นสอนภาษาอังกฤษด้วยการสรรหาการ์ตูนสนุก ๆ เป็นภาษาอังกฤษมาให้ดูเป็นประจำ สลับกับการพูดคุยในชีวิตประจำวัน แต่การเริ่มต้นที่ค่อนข้างช้าทำให้น้องเอ็นดูชินกับภาษาไทยเกินกว่าที่จะยอมพูดภาษาอังกฤษแล้วเพราะขัดเขิน และไม่กล้าพูด ในที่สุดก็ทำให้เธอยอมเป็นคนฟังมากกว่าจะยอมโต้ตอบ แม้ว่าเธอสามารถทำข้อสอบวิชานี้ที่โรงเรียนได้คะแนนเต็มร้อยก็ตาม

เมื่อมาถึงลูกสาวคนที่สอง-น้องดีดี บทเรียนจากลูกสาวคนแรกทำให้คุณพัชมนและคุณธนิศรไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไป เมื่อน้องดีดีย่างเข้าขวบปีที่สอง คุณพ่อคุณแม่ก็เริ่มพูดคุยกับลูกเป็นภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน เด็ก ๆ สนุกสนานกับภาพยนตร์การ์ตูน หรือนิทานก่อนนอนที่คุณพ่อคุณแม่ผลัดกันเล่าเป็นภาษาอังกฤษพร้อมกับแปลเป็นภาษาไทยประโยคต่อประโยคทุกคืน จนตอนนี้น้องดีดีสามารถเข้าใจเนื้อหาในนิทานได้พร้อมกันทั้งสองภาษา สามารถหยิบยกประโยคที่ได้ยินจากในการ์ตูนมาใช้ หรือพูดคุยโต้ตอบกับคนอื่น ๆ เป็นภาษาอังกฤษประโยคยาว ๆ ได้อย่างเป็นธรรมชาติพอ ๆ กับภาษาไทย โดยมีคุณพ่อคุณแม่คอยลอบสังเกตพัฒนาการของลูกอยู่ตลอดเวลา ทุกอย่างเป็นไปโดยอัตโนมัติ จึงทำให้คุณพัชมนและคุณธนิศรตัดสินใจให้น้องดีดีเข้าเรียนที่โรงเรียนอนุบาลนานาชาติ เรียนสองภาษาควบกันไปเพื่อปลูกฝังพื้นฐานด้านภาษาที่มั่นคงให้กับลูกไปจนโต

สำหรับลูกคนเล็ก-น้องไพรซ์ ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเรียนรุ้จากการพูดคุยกันในครอบครัวในชีวิตประจำวัน น้องไพรซ์มีปฏิกิริยาตอบรับกับคำภาษาอังกฤษง่าย ๆ ได้บ้างแล้ว คุณพัชมนแนะนำว่าสื่อการสอนลูกที่ช่วยได้มากก็คือ หนังสือนิทาน และภาพยนตร์การ์ตูน

“ดิฉันจะเลือกการ์ตูนที่เป็นซาวด์แทร์คของวอล์ทดิสนีย์ให้ลูกดู เลือกเป็นขั้น ๆ จากเรื่องที่ใช้ภาษาง่าย ๆ ไปหายากค่ะ การ์ตูนของดิสนีย์นี้เราต้องยอมรับว่าเด็ก ๆ ดูแล้วไม่เบื่อ และภาษาที่เขาใช้ไม่ถึงกับช้า แต่สำเนียงจะชัด และเป็นภาษาผู้ดี นอกจากนี้ยังสอดแทรกธรรมเนียนกิริยามารยาทที่เด็ก ๆ ควรเรียนรู้ไว้เล็ก ๆ น้อย ให้เด็กดูบ่อย ๆ แล้วเขาจะซึมซับนำไปใช้โดยไม่รู้ตัว

ที่ทราบเพราะเราได้พบมากับตัวค่ะ มีอยู่วันนึงตอนน้องเอ็นดูยังเล็ก ๆ พาลูกไปสวนสนุกแล้วเขาเท้าเจ็บเดินไม่ได้ ก็ให้ลูกขี่คอ อยู่ดี ๆ เขาก็พูดออกมาว่า… no lady no walk today… ชัดมากทั้ง ๆ ที่เขายังเป็นเด็กอนุบาลยังไม่เรียนรู้ประโยคอะไรเลย เขาหยิบประโยคนั้นมาจากในการ์ตูน “เลดี้เอนด์เดอะแทรป์” (Lady and the Tramp) ที่ดูเป็นประจำ นำมาใช้กับสถานการณ์นั้นได้พอดีโดยที่เราไม่ต้องบอก หรือเวลาที่ตัวละครจะเดินจากไปไหน เขาจะพูดว่า Oh please… Excuse me เด็ก ๆ จะจับคำพูดแบบสุภาพนี้นำไปใช้ได้ หรืออย่างเรื่องซินเดอเรลล่าก็สอนวิธีทานซุป เด็ก ๆ จะเรียนรู้กิริยามารยาทต่าง ๆ ซึ่งพ่อแม่จะต้องช่วยสังเกตสิ่งเหล่านี้แล้วคอยสอนเขาระหว่างที่นั่งดูการ์ตูนอยู่ด้วยกันค่ะ”

“พ่อแม่ต้องเป็นคนเลือก นอกจากเลือกโรงเรียนให้เขาไปเรียนรู้แล้ว ยังต้องมาต่อที่บ้านด้วย อย่างน้องดีดีเราพยายามให้เขาชินและให้ความสำคัญของ 2 ภาษานี้เท่ากัน ไม่ให้เขารู้สึกแบ่งแยกว่าเขากำลังพูดภาษาอะไรอยู่ เรียกว่าหากเราพูดภาษาอังกฤษกับเขา เขาก็โต้ตอบมาได้ค่ะ หากว่าเขาพูดผิดตรงไหน เราก็ต้องแก้ไขให้พูดถูกทันทีเพื่อให้เขาจำในสิ่งที่ถูกต้อง อย่าปล่อยไว้ หากคำไหนเขาไม่รู้เรื่องเช่นคำศัพท์ยาก ๆ ก็ต้องอยู่ที่ศิลปะในการอธิบายของเรา หากคำศัพท์ระดับนี้พูดแล้วงง ก็ลดระดับลงมา เช่น สุนัข พูดแล้วไม่เข้าใจก็เปลี่ยนเป็นหมา..นี่ ยกตัวอย่างเทียบกับภาษาไทยนะคะ

ลดระดับมาจนกว่าเขาจะเข้าใจ แล้วจูงเขากลับไปหาคำนั้น เพราะฉะนั้นเขาจะก้าวหน้าไปเรื่อ ยๆ ดิฉันคิดว่าหน้าที่ของพ่อแม่ควรจะนำให้เค้าพูด คอยกระตุ้น แก้ไข และคอยกำกับให้เขาพูดได้อย่างถูกต้อง ปลูงฝังภาษาอังกฤษให้เขาอย่างเป็นธรรมชาติโดยการใช้สิ่งแวดล้อมรอบตัวที่มีอยู่ในบ้านทุกอย่างให้เป็นประโยชน์ สร้างสภาพแวดล้อมเป็นสากลให้เขา ในบ้านเราทำให้เขาชินตากับตัวเขียน ชินตากับปกหนังสือเล่มนั้น เล่มนี้ ทำให้การพูดคุยภาษาอังกฤษเป็นเรื่องปกติธรรมชาติทั่ว ๆ ไป ไม่ต้องจับมานั่งคุยเป็นพิเศษ ทำอย่างไรก็ตามที่ทำให้เขารู้สึกสนุกแล้วเขาจะรับภาษาไปโดยไม่รู้ตัวค่ะ อย่างนี้จะได้ผลดีมากกว่า”

คุณพัชมนให้ความเห็นว่า การสอนเด็กให้เริ่มต้นคุ้นเคยกับภาษาอังกฤษต้องเริ่มเน้นที่การพูด สำหรับการอ่านนั้นจะประเมินจากโรงเรียนเป็นหลัก โดยสังเกตดูว่าเมื่อไหร่ที่โรงเรียนให้ลูกอ่านอะไรก็จะส่งเสริมในเรื่องนั้น ๆ “เพราะโรงเรียนจะมีทฤษฎีอยู่แล้ว เราจะดูว่าเขาเริ่มสอนลูกเราอ่านแล้วหรือยัง พอเขาเริ่มเราก็ตามค่ะ น้องดีดีตอนนี้ต้องเริ่มจากพูดก่อน เริ่มโต้ตอบเรียนรู้ศัพท์ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่นเราจะบอกลูกให้ล้างมือด้วยประโยคว่า “Wash your hand” แทน

การที่เราพูดอังกฤษกับลูกบางทีเราก็เขิน แต่พอมาคิดว่าการช่วยเสริมของเรามันคุ้มค่ากับการที่เราส่งเขาไปเรียนโรงเรียนนานาชาติ แทนที่จะปล่อยเวลาช่วงนี้ไปโดยเรียกกลับมาไม่ได้แล้ว ให้เขาไปเรียนรู้ตอนโตซึ่งจะไม่ได้มากเท่าเรียนตอนเล็ก ๆ อย่างนี้ บทเรียนจากลูกคนโตทำให้เราต้องมาคิดว่าบางทีเราอาจเก็บเงินไว้ได้ แต่เรามาซื้อความสามารถของเขาทดแทนในภายหลังไม่ได้อีกต่อไป เพราะมันเสียไปแล้วเราก็ต้องพยายามค่ะ”

ขอบคุณข้อมูล Dumex Better Mom Club

ยูทูเบบี้

Views: 439

Comment

You need to be a member of หมู่บ้านเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้ to add comments!

Join หมู่บ้านเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้

Comment by วาสนา ยอดระยับ on January 19, 2012 at 12:43am

ขอบคุณมากนะคะ

Comment by ปิยนุช ทองเหมือน on July 23, 2010 at 11:10pm
ขอบคุณมากนะค่ะ จะพยายามต่อไปค่ะ
Comment by หม่าม๊าเฮงๆ on July 23, 2010 at 10:39pm
ใช้สมองคนละส่วนกัน อ่านแล้วเข้าใจเลยค่ะ
ต้องรีบคุยกะลูกซะแล้ว
Comment by ริวโค on July 23, 2010 at 4:17pm
ขอบคุณมากนะคะสำหรับบทความดีๆแบบนี้ อ่านแล้วก็ อืม..ใช่เลยคะ มาสอนลูกตอนโต ขนาดแค่จะอ่านนิทานให้ลูกฟังก่อนนอน ลูกยังบอกว่า "Mommy read in Thai" เลยคะ เฮ้อ กลุ้ม คงต้องใช้เวลามากหน่อยคะ
Comment by ปาจรียา(แม่ป้อของอิง+หมิง+หลง) on July 23, 2010 at 12:33pm
ขอบคุณสำหรับบทความดีๆนะค่ะ อ่านแล้วโดนใจ
Comment by คุณแม่น้องอิ่ม & เอม on July 22, 2010 at 4:47pm
เห็นด้วยเลยค่ะ
Comment by แม่อ้อยกะน้องอิ๊บ on July 22, 2010 at 1:39pm
ถูกใจมากเลย ได้กำลังใจมากเลยค่ะ
Comment by อัญชลา on July 22, 2010 at 6:20am
อ่านแล้วตรงใจ
Comment by พ่อน้อง save on July 21, 2010 at 5:21pm
ถูกต้องที่สุด..

--oO--

สแกนโค้ด แอดไลน์ @2pasa แล้วลุ้นของรางวัลรวมคลิปเวิร์กช็อปทั้งหมด

Events

หนังสือในชุดเด็กสองภาษา



© 2019   Created by ผู้ใหญ่บิ๊ก.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service