หมู่บ้านเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้

หมู่บ้านเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้ - สองภาษาดอทคอม

จะเข้าโรงเรียนก่อนสามขวบดีไหมเอ่ย

สวัสดีคะเพื่อนเพื่อน หลังจากห่างหายจากวงการบันเทิง เอ๊ยไม่ใช่ ห่างหายจากหมู่บ้านสองภาษาไปนาน วันนี้ขออนุญาติมาเขียนเล่าหน่อยนะคะ มีหลายคนเคยถามว่าจะให้ลูกเข้าโรงเรียนก่อนสามขวบดีไหมเอ่ย โดยส่วนตัวแล้วก็คิดว่ามีข้อดีข้อเสียอยู่เหมือนกัน ตอนนี้ไทคิสองขวบเจ๊ดเดือนแล้วคะ แล้วก็มีโอกาสได้มาหาญาติที่ออสเตรเลียก็เลยอยากให้เขาได้มีโอกาสเรียนรู้ภาษาอังกฤษจากการอยู่ร่วมกันกับเด็กฝรั่งเลยกะว่าจะลองให้เข้าไปเนิสเซอรี่สักหนึ่งเดือน แต่พอหลังจากไปเรียนได้แค่หกวันก็หยุดไปแล้วคะ เพราะไทคิไม่มีความสุข ที่จะไป มันอาจจะเป็นแค่ช่วงเวลาสั้นสั้น ถ้าเขาอยู่ต่อไปนานกว่านี้เขาอาจจะปรับตัวได้ก็ได้คะ คุณครูบอกเช่นนั้น เด็กที่อยู่เนอเซอรี่ตั้งแต่เด็กก็จะปรับตัวได้เร็ว ถ้าโตแล้วอย่างเช่นไทคิสองขวบกว่าแล้วมาเข้าก็อาจปรับตัวได้ช้า แล้วอีกอย่างไทคิติดแม่มากเลยยิ่งช้าไปกันใหญ่ วันแรกที่ไปโรงเรียน ช่วงที่ไทคิไปเนอสเซอรี่ อ้อมได้ไปคอยสังเกตการอยู่กับลูกด้วย โดยสามวันแรกอยู่กับเขาทั้งวัน อีกสามวันหลังอยู่แค่แป๊บเดียวแล้วก็ทิ้งไว้กับครู เท่าที่สังเกตเห็น

ข้อดีของการไปเนอสเซอรี่ก็คือ
1 เด็กได้มีสังคมที่ใหญ่ออกไปนอกเหนือจากสังคมที่บ้าน
2 รุ้จักช่วยเหลือตัวเองมากขึ้น กินข้าวได้เอง เข้าห้องนำได้เอง เพราะเห็นเพื่อนทำเลยทำตาม สอนได้ง่ายเพราะมีตัวอย่าง
3 พูดเก่งขึ้น เพราะได้ยินครูพูดเพื่อนพูด

ข้อเสีย
1 แพง
เป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับครอบครัวปานกลางอย่างเรา จุดประสงค์ที่ให้ลูกไปเนอสเซอรี่ ของอ้อมจุดหลักคืออยากให้เขาได้เรียนภาษาอย่างเป็นธรรมชาติ แต่เท่าที่สังเกตลูกเราแล้วตั้งแต่เขายังเด็กพาไปเล่นที่ศูนย์เด็กเล่นต่างต่าง จนพามาเนอสเซอรี่ที่นี้ ก็สังเกตุได้ว่าเด็กในวัยนี้เขาชอบที่จะเล่นคนเดียว อันนี้สังเกตเด็กคนอื่นด้วยนะคะ ก็เห็นเขาเล่นใครเล่นมัน ไม่รู้ลูกท่านอื่นเป็นแบบลูกเราหรือเด็กที่เราเคยเห็นหรือเปล่า ถึงแม้ว่าจะมีเด็กมากมายอยู่ด้วย เขาก็จะยังไม่เล่นกันไม่ค่อยคุยกัน เล่นอยู่คนเดียว เลยรู้สึกไม่คุ้มเลยอะ กับเงินที่เสียไป คิดมากไปเปล่าไม่รู้อิอิ แต่ว่าพาไปเรียนที่จิมโบรี หรือ เบบี้จีเนียสนั้นน่าจะดีกว่า เพราะอันนั้นเขาสอนพัฒนาการโดยตรงแล้วก็ได้เรียนไปกับพ่อแม่ด้วย เด็กก็มีความสุข สรุปแล้วที่เนอเซอรี่ก็ได้ภาษาบ้าง แต่ไม่ได้มากอย่างที่หวังไว้ ถ้าเรามีเวลา สะดวก และสามารถสอนลูกเองได้ ก็น่าจะสอนเองดีกว่าในช่วงนี้ แต่ถ้าไม่ห่วงว่าแพงก็ตามสบายได้เลยคะ
2 การถูกรังแก
สังคมที่ใหญ่ออกไปนี้ไม่แน่ใจว่าจะดีสำหรับเด็กวัยก่อนสามขวบหรื่อไม่ เพราะบางครั้งเด็กที่ตัวเล็กกว่าก็จะถูกเด็กที่ตัวใหญ่กว่ารังแก หรือเด็กที่อายุน้อยกว่าก็จะโดนรังแก หรือบางที่ลุกเราตัวใหญ่ก็จริงแต่บางทีเขาก็จะถูกรังแกโดยเด็กที่ชอบแกล้งคนอื่น ที่โรงเรียนนี้เขาจะเอาเด็กอายุประมาณสองขวบถึงสามขวบอยู่ในชั้นเดียวกัน แต่เด็กเล็กช่วงนี้อายุที่ต่างกันแค่เดือนเดียว ความสามารถต่างต่างก็ต่างกันด้วย ดิฉันเห็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งซึ่งตัวโตกว่าเด็กผู้หญิงอีกคน เอาแขนรัดคอเด็กผู้หญิงคนนั้น แทบหายใจไม่ออก แค่นึกว่าถ้าเด็กคนนั้นเป็นไทคิ แล้วจะน่าสงสารแค่ไหน ถ้าเราปล่อยลูกให้อยู่เนอเซอรี่ในขณะที่เราไม่ได้อยู่กับเขา ซึงปรกติแล้วพ่อแม่ก็ไม่ได้อยู่ด้วยอยู่แล้ว แล้วก็เห็นเด็กอีกคนหนึ่งเอาเครืองดนตรีที่ใช้เคาะจังเหวาะ เอาไปตีหัวเด็กอีกคนหนึ่งอย่างแรง บางคนก็เอามือไปหยิกหน้าอีกคน ซึ่งครูเองก็ดูแลไม่ทั่วถึง ตลอดเวลา ต่อให้ครูจะดีแค่ไหนก๊ตาม แม่แต่พ่อแม่เองมีลูกสองสามคนยังดูแลไม่ได้ตลอดเวลาเลย ช่วงเวลาที่ปล่อยให้เด็กเล่นกันบางคนก๊ปีนขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้เด็กคนนั้นน่าจะประมาณขวบกับอีกสิบเอ็ดเดือนเห็นจะได้ นึกภาพไม่ออกเลยถ้าตกลงมาจะเป็นอย่างไร
เรื่องการแกล้งกันของเด็กเล็กครูก็มักจะบอกว่า เป็นเรื่องปกติธรรมดา เป็นเรื่องของการเรียนรู้ แต่โดยส่วนตัวคิดว่ามันคุ้มแล้วหรือที่จะปล่อยให้ลูกวัยก่อนสามขวบต้องไปเผชิญกับสิ่งเหล่านั้น ไม่ใช่ว่าเราจะเลี้ยงเขาเหมือนไข่ในหินปกป้องไม่ให้เจอกับอันตราย แต่ในวัยก่อนสามขวบควรจะเป็นวัยที่เขาได้รับความอบอุ่นจากพ่อแม่ จากคนที่รักเขาและคนที่เขารัก เพราะหลังจากสามขวบไปเขาก็เหมือนต้องเริ่มก้าวออกจากอกเราเพื่อไปเรียนรู้ ดังนั้นเราควรปล่อยให้เขาไปโรงเรียนในวัยที่เขาพร้อมจะไปไม่ดีกว่าหรือ ให้เขาไปเรียนเมือเขาสามขวบเเล้วอย่างน้อยเขาก็รุ้จักที่จะป้องกันตนเอง รู้จักบอกครูถึงความต้องการของตนเอง รู้จักบอกพ่อแม่เมื่อเราถามว่าเกิดอะไรขึ้นที่โรงเรียน
แปลกไหมคะทีคนเขียนหนังสือกว่าจะถึงอนุบาลก็สายเสียแล้วเป็นคนญี่ปุ่น แต่ที่ประเทศญี่ปุ่นเนอเซอรี่ส่วนใหญ่แล้วที่รับเด็กวันก่อนสามขวบนั้น มีไว้สำหรับผู้ปกครองที่มีความจำเป็นต้องไปทำงานไม่สามารถเลียงลูกอยู่ที่บ้านได้ ดังนั้นใครก็ตามที่มีความจำเป็นก็จะได้รับสิทธิ์ก่อน ไม่ใช่ว่าอยู่บ้านเลี้ยงลูกเฉยเฉย แล้วก็จะเอาไปไว้เนอเซอรี่ได้ เพราะจุดประสงค์ของเนอเซอรี่ที่ประเทศนี้ไม่ได้มีไว้เพือให้เด็กไปพัฒนาศักยภาพที่โรงเรียนก่อนวัยสามขวบ ที่โรงเรียนก็มิได้สอนอะไรเป็นพิเศษเลย สำหรับตัวดิฉันเองก็คิดว่าผู้ที่เขียนหนังสือเขาคงอยากให้พ่อแม่เอาใจใส่ดูแลลูกเป็นพิเศษในช่วงวัยก่อนสามขวบ อันนี้คิดเอาเองอีกแล้ว เพราะเด็กมีศักยภาพ และผู้ที่จะทำให้ศักยภาพเหล่านี้งอกงามได้ก็น่าจะเป็นพ่อแม่ไม่ใช่โรงเรียนที่ต้องดูแลเด็กหลายหลายคน

Views: 4585

Comment

You need to be a member of หมู่บ้านเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้ to add comments!

Join หมู่บ้านเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้

Comment by มาริสา on January 8, 2010 at 6:23am
พี่เองอยู่ที่ออสเตรเลีย กะว่าจะให้ลูกคนโตไปเดย์แคร์หลังจากครบสามขวบค่ะ คงพร้อมมากกว่าตอนนี้ล็อกกี้2ขวบ10เดือน
Comment by MaMa n'JaY on December 22, 2009 at 9:58pm
สำหรับน้องเจแล้ว น้องเจเข้าเรียนตอน 2 ขวบ 8 เดือน โดนปัดลงไปอยู่เนอสเซอรี่เพราะอายุไม่ถึง 3 ขวบ ทั้งที่เรามั่นใจมากว่าลูกเราวิชาการน่าจะพอได้สำหรับ อ.1 หลังจากที่ได้คุยกะครูแล้ว วิชาการของเด็กวัยนี้คือสิ่งที่อยู่รอบตัว และเราก็เห็นด้วยกะครูว่าควรให้น้องเจปรับตัวอยู่ชั้นน้องเตรียม จะได้รู้จักเปลี่ยนสังคมจากบ้านเป็นโรงเรียน มีเพื่อนในวัยเดียวกันมากขึ้น เรียนรู้หน่วยการศึกษาที่โรงเรียนจัดให้ ที่สำคัญที่สุดที่เป็นหัวใจของการเป็นน้องเตรียมที่นี่คือ รู้จักช่วยเหลือตัวเองอย่างง่าย ๆ ได้ เช่น กินข้าวแล้วรู้จักเก็บจาน บอกความต้องการได้ ช่วยเหลือตัวเองเรื่องการเข้าห้องน้ำได้ ใส่เสื้อผ้า ถุงเท้า รองเท้าได้ และรู้จักเก็บที่นอนของตัวเอง การรู้จักเคารพกฎกติกาสังคม รู้จักการแบ่งปัน การให้อภัย ฯลฯ อีกมากมายที่ได้เรียนรู้ ซึ่งทาง ผอ. โรงเรียนเคยบอกแล้วว่าพอจบชั้นน้องเตรียม ทั้งหมดที่กล่าวมา ลูกของคุณจะทำได้

การส่งน้องเจไปเรียนชั้นน้องเตรียม กันพยายามไม่มองข้อเสียที่จะเกิดขึ้น เพราะเราเลือกโรงเรียนที่ (เชื่อว่า) ดีที่สุดแล้วสำหรับเค้า น้องเจเองก็ชอบด้วย เพราะเคยพาไปก่อนที่จะสมัคร เราต้องการให้น้องเจไปเจอสังคมของเค้าค่ะ เวลาที่เค้าผิดกติกา ผิดกฎสังคม เค้าต้องยอมรับให้ได้ และจะต้องยอมรับการอบรมสั่งสอนของคุณครู (นอกเหนือจากผู้ปกครองที่บ้าน) ซึ่งครูที่นี่จะใช้เหตุผลคุย ไม่เน้นความรุนแรง และไม่มีการตีเด็ก หากไม่ฟังกัน ก็จะจับย้ายไปเรียนห้องอื่นประมาณครึ่งชั่วโมง และเขียนในสมุดสื่อสารบอกกับทางบ้าน ซึ่งบ้านกะโรงเรียนช่วยกันดูแลลูกของเราค่ะ

นอกจากจะได้เรียนรู้และเข้าไปอยู่สังคมของเค้าแล้ว ยังได้เรียนรู้สิ่งที่อยู่รอบตัว เช่น ผีเสื้อ ดอกไม้ กบ หรืออย่างสัปดาห์นี้เรียนเรื่อง ฤดูหนาว ก็จะสอนว่าหน้าหนาวควรปฏิบัติตัวยังงัย เช่น ใส่เสื้อหนาวจะได้ไม่เป็นหวัด หรือ ต้องทาครีมผิวจะได้ไม่แห้ง รวมถึงเรียนศัพท์ภาษาอังกฤษและไทยง่าย ๆ ด้วย หรือมีกิจกรรมฝึกพัฒนากล้ามเนื้อ เช่น ระบายสี ตัดแปะ ทำอาหาร (น้องเจห่อเกี๊ยวเป็นแล้วนะคะ ทำน้ำส้ม ทำฟรุตสลัด ฯลฯ) เกมการศึกษา ภาษาอังกฤษ หรือ เล่นยิม เล่นโถง เล่นทราย ฯลฯ แล้วก็ได้ฝึกทานอาหารเมนูต่าง ๆ ที่ทางโรงเรียนจัดขึ้น รวมถึงหัดทานผัก ผลไม้ ที่พอมีเพื่อนทาน บวกจิตวิทยาที่ดีของครู ก็จะทำให้ลูกเรายอมกินในสิ่งที่หลายคนอาจจะปฏิเสธ (น้องเจเป็นคนไม่ทานขนมหวาน กะ ผลไม้รสหวาน .. ครูก็จะมีจิตวิทยาชักจูงให้ลองชิม ตอนนี้กินเป็นหลายอย่างแล้วค่ะ) ร้องเพลง เต้น ท่องคำคล้องจอง พอมีวันพิเศษ อย่างเช่นวันพ่อ ก็มีการทำการ์ด ท่องกลอนวันพ่อด้วย ... งานนี้คุณพ่อก็ปลื้มเลย

วันทุกวันตอนนี้ที่น้องเจไปโรงเรียน ก็มีความสุขดี เรียนรู้อะไรหลายอย่าง ทำอะไรเป็นได้ด้วยตัวเองค่ะ เกิดความภูมิใจเมื่อเป็นเด็กดีแล้วได้ดาวกลับมา หรือได้เอาขนมไปแบ่งให้เพื่อนทาน จัดวันเกิดกันที่ห้อง เลี้ยงเค้กเพื่อน ๆ ฯลฯ

เราจำได้ว่า ผอ. เคยพูดเมื่อครั้งปฐมนิเทศน์ว่าเราส่งลูกเรามาโรงเรียน ก็จะเจอคนร้อยพ่อพันแม่ การเลี้ยงดูที่ต่างกัน และเป็นไปได้ว่าบางครั้งลูกกลับบ้านไป จะติดคำพูดเพื่อนไป หรือ อาจจะพูดในสิ่งที่เราคิดไม่ถึง เช่น โดนครูตี หรืออะไร ผอ. แนะนำให้ว่าหากเจอคำพูดแปลก ๆ ที่ลูกพูด ก็ขอให้ผู้ปกครองมาคุยกับครูประจำชั้นเลยเพื่อขจัดข้อข้องใจค่ะ

เรื่องการถูกรังแก หรือไปรังแกคนอื่น ... ก็เป็นเรื่องปกติที่ต้องเจอบ้าง แต่ครูก็คงมีวิธีที่ดีที่จะจัดการให้โดยไม่มีความรุนแรง ...

สรุปว่า กันพอใจและรู้สึกดีที่ส่งไปโรงเรียนค่ะ ถึงแม้ตอนนี้น้องเจจะยังไม่เคยหัดเขียนเลยซักนิดเดียว แต่ด้วยน้องเจดูซีดีหัดเขียนบ่อย ก็เลยเขียน A-Z ได้เองโดยที่เราไม่ต้องจับมือ หรืออ่านไทย หรืออังกฤษง่าย ๆ ได้ จากการเรียนแบบองค์รวม .. แชร์ให้ฟังค่ะ เทอมหน้าคงให้เรียนแบบ Bilingual เพราะห้องน้องเจเค้านำร่อง Bilingual ของน้องเตรียม ขึ้น อ.1 ก็ไม่น่าจะเกิดความสามารถค่ะ ;)
Comment by มาม๊าน้องบุหลัน on December 16, 2009 at 1:55am
กร๊ากกกกก...น้องบุหลันไปโรงเรียนตั้งแต่อายุ 8 เดือนค่ะ..จนปัจจุบันน้องอายุ 1 ขวบ 5 เดือนแล้วค่ะ
เหตุผลที่ให้น้องไปเนอสตั้งแต่เล็กเพราะ
- ไม่มีคนเลี้ยงค่ะ เราอยู่กันสามคนพ่อแม่ลูก ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ต้องทำงานค่ะ
- ช่วงแรกจ้างพี่เลี้ยง(ผู้ช่วยพยาบาล)โดยมีคุณยายของลูกอยู่ด้วยค่ะ แต่เล็งเห็นแล้วว่าระยะยาวไม่เวอร์กแน่ สงสารคุณยายค่ะ ปกติอยู่บ้านนอกแสนสุขสบาย ญาติพี่น้องพร้อมพรัก แต่ต้องมาทนอุดอู้อยู่ที่ กทม. จะให้พี่เลี้ยงอยู่บ้านกะลูกสองคนเราก็ทำใจไม่ได้ค่ะ
- เจอเนอสที่ถูกใจ ใช่เลยค่ะ ลงตัวทุกอย่างสำหรับเรา (พอไปทำงาน ก็เริ่มมองหาค่ะ หาทั้งๆที่ไม่เชื่อเลยว่าจะมีเนอสที่เราจะโอและต้องอยู่ในเส้นทางไปทำงานของเราด้วย ตอนยังไม่คลอดก็คิดว่าถ้าไม่มีคนเลี้ยง ก็จะส่งไปบ้านนอก แต่พอคลอดแล้วทำใจไม่ได้ค่ะ) เนอสอยู่ในเส้นทางไปทำงานพอดีค่ะ ก่อนตัดสินใจ ไปดูกันหลายคน หลายครั้งในเวลาที่แตกต่างกันโดยไม่เคยนัดล่วงหน้าค่ะ(เวลาที่โรงเรียนเลิก เค้าทำความสะอาดกันก็ไปดูมาแล้วค่ะ) แล้วก็พูดคุยซักถามกะเจ้าของ ผู้บริหาร คุณครูพี่เลี้ยงในหลายๆเรื่องค่ะ ทั้งแนวทางในการเลี้ยงดู ปริมาณเด็ก ปริมาณบุคลากร สถานที่ ความสะอาด....เราจะให้ความสำคัญเรื่องสุขภาพอนามัยมากมากค่ะ แต่เราไม่ได้ต้องการให้ไปเนอสแล้วลูกต้องมีพัฒนาการดีหรือเร็วกว่าเด็กทั่วไป

ตอนนี้ ที่นี่เหมือนบ้านอีกหลังของน้องบุหลันไปแล้วล่ะค่ะ เพราะน้องไปตั้งแต่ยังเล็กมากมาก เลยปรับตัวง่าย ร้องมากๆอยู่สองสามวันแรกค่ะ พออาทิตย์ที่สองก็ไม่ร้องเลยค่ะ เพื่อนน้องบุหลันหลายคนมาอยู่ที่นี่ตั้งแต่ 3 เดือนค่ะ ส่วนมากก็จะมีเหตุผลคล้ายๆกันคือไม่มีคนเลี้ยงค่ะ (ถ้าเรารู้จักที่นี่ตั้งแต่แรก ก็คงให้มาอยู่ตั้งแต่ 3 เดือนเหมือนกัน) ส่วนเรื่องป่วยก็ไม่เลวร้ายอย่างที่กลัวเลยค่ะ อาจเป็นเพราะที่เนอส ไม่จำเป็นต้องเปิดแอร์เลยถ้าอากาศไม่ร้อนมากมาก พัฒนาการทางร่างกายค่อนข้างดีค่ะ น้องบุหลันตัวเล็กแต่กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ค่อนข้างแข็งแรง แรงก็เยอะค่ะ น่าจะเป็นเพราะได้ออกกำลังกายทุกวัน ส่วนสุขภาพจิต..น้องบุหลันเป็นเด็กอารมณ์ดีมากค่ะ นอกจากนี้แล้วน้องก็จะได้เรื่องความมีระเบียบ แล้วก็จะฝึกอะไรก็ง่ายค่ะ เพราะมีเพื่อนทำกันหลายคน มีพี่ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ส่วนเรื่องเด็กทะเลาะกันนี่ไม่ห่วงเลยค่ะ ธรรมชาติของเด็กอาจมีทะเลาะกันบ้างตามวัยค่ะ ซึ่งพี่เลี้ยงหรือคุณครูจะคอยดูแล เฝ้าระวังและสอนเค้าว่าสิ่่งไหนไม่ควรทำค่ะ นอกจากเนอสที่น้องบุหลันไปแล้ว ก็ยังมีที่ดี ดี อีกหลายที่นะคะ เพียงแต่ที่ไหนจะตรงใจและเป็นไปได้สำหรับเรา(รวมถึงค่าใช้จ่ายด้วยค่ะ)

ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ไม่ได้สนับสนุนให้ส่งลูกไปเนอสกันนะคะ เพียงแต่อยากแชร์ในสิ่งที่เราได้เจอ เผื่อจะเป็นประโยชน์กะคุณพ่อคุณแม่ครอบครัวเดี่ยวแบบเรา แต่โดยส่วนตัวแล้วอยากเลี้ยงน้องบุหลันที่บ้านนอกด้วยตัวเอง(ท่ามกลางญาติพี่น้องมากมาย)และให้น้องไปโรงเรียนตอน 5 ขวบเหมือนสมัยคุณแม่ หรือไม่ก็ทำโฮมสคูลไปเลย...แต่คงเป็นได้แค่ความฝันค่ะ
Comment by แม่น้องเกรซ on December 14, 2009 at 1:46pm
เคยพาน้องเกรซไปหาป้าหมอที่คลีนิก แล้วป้าหมอก้อถามว่า น้องเกรซจะไปโรงเรียนหรือยัง พี่หนุ่ยตอบป้าหมอว่า ยังไม่ไปโรงเรียนจะรอเปิดภาคเรียนหน้า 1/2553 น้องเกรซ 2 ขวบ 8 เดือน ป้าหมอแนะนำว่า ถ้ามีคนดูแลน้องเกรซ รอให้เข้าอนุบาลจะดีกว่ามั๊ย รอเวลาอีกสักนิด น้องเกรซจะมีความพร้อมมากกว่านี้ อีกอย่างนึง น้องเกรซเป็นภูมิแพ้ด้วย ต้องล้างจมูกทุกวัน เช้า-เย็น เพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย จะทำให้ไม่เป็นไข้หวัดได้ง่าย และถ้าไปโรงเรียน เกรงว่าน้องเกรซจะไม่สบายบ่อย ๆ ด้วย พี่หนุ่ยจึงเปลี่ยนความคิดที่จะดูแลน้องเกรซ อีกสักหนึ่งปี พี่หนุ่ยมีแพลนว่าจะลาออกจากงานประจำ แล้วมาดูแลน้องเกรซ และเตรียมความพร้อมให้น้องเกรซ ก่อนที่น้องเกรซจะเข้าเรียนอนุบาล
Comment by เบญจพร on December 13, 2009 at 12:08pm
จากที่อ่านๆของคุณแม่หลายๆท่าน ก็พอเข้าใจนะคะ ว่าทุกคนมีเหตุผลต่างๆที่หลากหลาย
ขอแสดงความคิดเห็นด้วยคนนะคะ จากประสบการณ์ที่( อดีต )เคยป็นครู และได้เจอกับเหตุการณ์ที่ผู้ปกครองเอาลูกหลานเข้าโรงเรียนตั้งแต่อายุยังน้อย รู้สึกสงสารเด็กคะ เพราะเด็กบ้างคนยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ในหลายๆเรื่อง
ไม่ว่าเรื่องเข้าห้องนำ ทานอาหาร ทานนม เข้านอน แย่งของเล่น ร้องไห้งอแง
กว่าเด็กจะปรับตัวได้ก็ต้องใช้เวลา
ซึ่งก็ตกเป็นหน้าที่ของครู อยากแนะนำคุณพ่อคุณแม่ว่าเราควรจะให้เด็กไปโรงเรียนเมื่อเด็กพร้อมมากกว่า
ให้เขาหัดช่วยเหลือตัวเอง โดยที่พ่อแม่สอนเองเราน่าจะภูมิใจมากกว่า ส่วนเรื่องความรู้เราก็สามารถสอนลูกได้
ดิฉันสอนน้องใบเตย( 1ขวบ11เดือน) น้องเขาอ่าน A-Z , 1-10, zero-ten , ก-ฮ ได้แล้ว แต่ยังเขียนไม่ได้
เพราะน้องยังบังคับกล้ามเนื้อมือไม่ได้ ซึ่งมันก็เป็นตามวัยของเขา
ขอเป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่ทุกท่าน สู้สู้คะ
Comment by Daddyปันดี on December 13, 2009 at 12:31am
เท่าที่ฟังคุณพ่อคุณแม่ที่ชุมชนสองภาษาและจากผู้รูรอบตัวมากว่าสองอาทิตย์ สรุปว่าพาน้องเค้าไปศูนย์พัฒนาอย่าง Baby Genius, Gymboree, etc. ไปก่อน พอ 3 ขวบจึงเริ่มพาน้องเข้า kindergarten เพราะเด็กจะได้รับความอบอุ่นเต็มที่ มีความพร้อมทางการดูแลร่างกายตนเอง และมีภูมิต้านทานโรคดีพอ ถูกไม๊ครับ?
Comment by babyashi on December 12, 2009 at 10:54pm
ขอบคุณคุณแม่น้องไทคิมากๆ เลยค่ะ ที่มีน้ำใจแนะนำ และแบ่งปันประสบการณ์ให้ ตอนนี้รู้สึกสบายใจขึ้นเยอะเลย
Comment by ต้นไม้และดวงจันทร์ on December 12, 2009 at 10:23pm
คุณแม่น้องอชิคะ ไม่ต้องกังวลมากนะคะที่เขียนมานี้ก็เล่าประสบการณ์ที่เจอมาสู่กันฟังเฉยเฉยคะ เอาไว้เป็นข้อมูลคะ เพราะเด็กแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ถ้าเราดูว่าลุกเรามีความพร้อมและอยากไปโรงเรียน และไม่กังวลมากนักเกียวกับเรื่องแกล้งกันที่โรงเรียนก็คงไม่มีปัญหาอะไรนะคะ
ส่วนเรื่องที่ว่าถ้าน้องโตแล้วจะยิ่งงอแง อันนี้ก็ยังไม่มีประสบการ์ณเหมือนกันคะ แต่เท่าที่อ่านหนังสือเกี่ยวกับเด็กเขาก็บอกว่าเด็กหลังจากสามขวบไปแล้วเขาจะเริ่มเบื่อที่จะเล่นคนเดียว เริ่มอยากเล่นกับคนอื่นเมื่อถึงเวลานั้นก็คงต้องคิดอีกทีคะว่าจะต้องทำอย่างไร ที่ญี่ปุ่นเขาไม่บังคับว่าเด็กจะต้องไปโรงเรียนอนุบาล แต่จะเริ่มบังคับว่าต้องเข้าประถมหนึ่งนั่นก็หมายความเด็กก็จะมีอายุได้ราวราวห้าถึงหกขวบ เพราะเขาเห็นว่าเป็นวัยที่เหมาะสมที่เด็กควรจะเริ่มเรียนรู้ แต่พ่อแม่ก็อยากให้เด็กได้เรียนรู้เตรียมพร้อมก่อนเรียนจริงจึงได้มีโรงเรียนอนุบาลเกิดขึ้นมากมาย อ้อมก็เป็นคนหนึ่งที่คิดอยากให้ลุกไปอนุบาลเหมือนกัน
เคยเห็นพ่อแม่คนยากจนหลายหลายคนที่เขามีลูกมากจนแถบจะไม่มีเวลาดูลูกด้วยซำไป แทบจะไม่รู้เลยว่าลูกตัวเองกินข้าวได้เองตั้งแต่เมื่อไหร่ หรือ เข้าห้องนำเองได้ตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่เด็กเด็กเขาก็สามารถทำได้เองเมื่อถึงวัย เพราะมันเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ เพราะเราอยู่กับมนุษย์เด็กก็จะเกิดการเรียนแบบไปเองว่าควรทำอย่างไร แต่อาจจะไม่ได้มีมารยาทมากนักก็ต้องสอนเรื่องมารยาทกันอีกที ที่เขียนเล่ามานี้ก็อยากจะเล่าว่าสิ่งไหนที่เป็นเรื่องธรรมชาติก็ควรปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติตามเวลาที่เหมาะสม เด็กจะได้ไม่รู้สึกว่าถูกเร่ง แต่สิ่งไหนที่ควรสร้างศักยภาพให้เจริญงอกงามตามวัยก็ควรจะสอนเขาคะ
เห็นคุณแม่น้องอชิบอกว่าน้องกลัวคนแปลกหน้าแปลกสถานที่ คุณแม่ไม่ต้องกังวลมากนะคะ เพราะไทคิก็เคยเป็นเหมือนกันคะมันเป็นนิสัยตามวัยของเด็กคะ อ้อมก็กังวลมากอยู่พักใหญ่ เราก็ต้องคอยสังเกตเขา แต่พอเขาโตขึ้นเขาก็ค่อยค่อยเปลี่ยนไปคะ เดียวนี้ไม่กลัวคนแล้ว ยังชอบแกล้งคนอีกต่างหาก
ไม่รู้ว่าที่เขียนมานี้จะช่วยให้คุณแม่น้องอชิหายกังวลได้บ้างหรือเปล่าคะ
Comment by แม่โบว์ของไอ้แฝด on December 12, 2009 at 9:20pm
ตอนนี้น้องแฝดอายุ 1 ขวบกับ 1 เดือนกว่าๆ ทีแรกตั้งใจให้เข้าเนอสตั้งแต่ขวบครึ่ง เพราะโบว์ติดปัญหาเรื่องของพี่เลี้ยงค่ะ ด้วยความที่น้องเป็นแฝด ตั้งแต่เกิดจนตอนนี้ใช้พี่เลี้ยงไป 4 คนแล้วค่ะ ยิ่งคนปัจจุบันนะ สร้างความปวดหัวให้ได้ทุกวัน แต่ต้องทนค่ะ เพราะพี่เลี้ยงหายาก ด้วยเงื่อนไขของที่บ้านที่ต้องการให้พี่เลี้ยงมาเลี้ยงน้องที่ร้าน มีพ่อน้องคอยดูแลให้พี่เลี้ยงดูแลน้องตามแนวที่เราต้องการ โบว์ใช้พี่เลี้ยง 2 คนเลยนะ ตอนหลังพี่เลี้ยงทะเลาะกันเองค่ะ ออกไปคนนึง เหลือคนเดียว ก็เลยคุยกันว่าถ้าลูกโตขึ้นกว่านี้อีกนิด เราพยายามสอนให้เขาช่วยเหลือตัวเองได้ เขาน่าจะโอเคกับการไปอยู่เนอส เพราะลูกจะได้เรียนรู้มากกว่าอยู่บ้าน แต่มาตอนนี้ลูกป่วยมา 2 อาทิตย์แล้วค่ะ เป็นๆ หายๆ เพราะติดจากคนในบ้านบ้าง พี่เลี้ยงบ้าง เลยทำให้มานั่งคิดว่า ขนาดอยู่กันแค่ในบ้าน ยังป่วยไม่หายสักที ถ้าไปเนอสที่เด็กเยอะกว่านี้ ลูกจะเป็นยังไงบ้างนะ สองจิตสองใจเลยค่ะ คุยกับคุณครูที่โรงเรียนสาธิตแถวบ้าน (เขามีอินเตอร์กับ 3 ภาษา รับเนอสตั้งแต่ขวบแปดเดือนขึ้นไปค่ะ) เรื่องให้น้องแฝดไปโรงเรียน คุณครูบอกว่าอยากให้น้องพร้อมกว่านี้ ไม่ต้องรีบ เข้าเรียนเนอสสักสองขวบครึ่งก็ได้ เพราะถ้าเลี้ยงน้องเองที่บ้าน น้องจะได้รับความอบอุ่นมากกว่า พัฒนาการเกี่ยวกับการสร้างความมั่นคงทางอารมณ์จะสูงกว่า ถ้าตัวน้องมีความพร้อม มาเรียนตอนไหนก็ได้ น้องก็จะมีพัฒนาการทางสังคมที่ดีได้เอง คุณครูเขาแนะนำว่าให้จองที่นั่งก่อนได้ที่โรงเรียน พร้อมเมื่อไหร่ค่อยมาเรียน แต่เขาไม่รับเข้าไปเรียนตอนนี้ (สมัครตอนนี้เสียค่าจอง 500 บาท แต่ถ้าไม่จอง เสียค่าแรกเข้า 30000 บาทแน่ะ) ก็เลยกะว่าจะไปจองให้ลูกไว้ก่อน ส่วนเรียนหรือไม่เรียน ตอนไหนนั้นอีกเรื่องนึง
มีพี่หลายคนแนะนำว่าให้ส่งลูกไปพวกจิมโบรี หรือเบบี้จีเนียสก่อน โบว์โทรไปสอบถามเขา แล้วก็พูดคุยกับพี่ๆ ที่เคยส่งลูกไปเรียน หลายคนว่าดีค่ะ แต่หลายคนว่าเปลืองโดยไม่จำเป็น เพราะว่าเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ สัปดาห์ละครั้ง ยังไงพ่อแม่ก็ต้องมาต่อยอดเองอยู่ดี ถ้าไปเข้าคลาสมาแล้วไม่ต่อยอดก็เท่านั้นค่ะ ที่สำคัญสำหรับโบว์แล้วจ่ายค่าคอร์สทีละ 2 คนเนี่ย แพงมาก เทียบกับสิ่งที่ลูกจะได้ อีกอย่างที่บ้านค้าขาย ถ้าพาลูกไปจะต้องปิดร้านไปกันค่ะ แม่คนเดียวดูไม่ไหวตั้งสองคน
สรุปว่าตอนนี้ตัดสินใจแล้วว่าจะทำคอร์สโฮมสคูลให้ลูก ตามเวลาว่างของแม่ค่ะ ส่วนเวลาปกติให้พ่อกับพี่เลี้ยงคอยดูแลน้อง สอนน้องให้ช่วยเหลือตัวเองให้ได้ตามวัย แม่ก็รับหน้าที่กระตุ้นพัฒนาการทางด้านต่างๆ ของลูกเอาเองค่ะ เหนื่อยหน่อย (ไม่หน่อยแหละ) แต่โบว์ว่าคงไม่เกินกำลังตัวเองสักเท่าไหร่ (มั้งเนอะ)
Comment by babyashi on December 12, 2009 at 12:34pm
พออ่านแล้ว รู้สึกคิดหนักเลย เพราะตั้งใจไว้เหมือนกัน ว่า อยากให้น้องอชิเข้าเตรียมอนุบาลสักประมาณตอน 2 ขวบครึ่ง เพื่อให้เค้ามีสังคมที่กว้างขึ้น (ปกติอยู่ที่บ้านกับแม่ทุกวัน) ทุกวันนี้เจอปัญหาหนักใจเรื่องกลัวคนแปลกหน้า และสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย ก็เลยคิดว่าน่าจะดีถ้าได้เตรียมความพร้อมก่อนเข้าเรียนจริง แต่พออ่านแล้ว ก็ชักจะเขวแล้ว เพราะเราก็รู้ว่า ลูกอาจยังช่วยเหลือตัวเองได้ไม่ดีพอ จริงอย่างที่แม่น้องไทคิบอกว่า เด็กก่อนสามขวบ ต่างกันแค่เดือนสองเดือน พัฒนาการก็ต่างกันแล้ว จริงๆ เรื่องที่ต้องเลี้ยงเองจนถึงสามขวบไม่มีปัญหาเลย เพียงแต่เรากลัวว่า พอสามขวบ จะยิ่งงอแง รู้มาก และไม่ยอมไปโรงเรียนมากกว่า (อันนี้ก็ได้ยินเค้าว่ามาเหมือนกัน) เอ๊ แล้วควรทำไงดีคะ

--oO--

สแกนโค้ด แอดไลน์ @2pasa แล้วลุ้นของรางวัลรวมคลิปเวิร์กช็อปทั้งหมด

Events

หนังสือในชุดเด็กสองภาษา



© 2019   Created by ผู้ใหญ่บิ๊ก.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service