หมู่บ้านเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้

หมู่บ้านเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้ - สองภาษาดอทคอม

สวัสดีค่ะสมาชิกหมู่บ้านสองภาษา พอดีวันนี้ไปเจอกระทู้เกี่ยวกับคนที่มีความเห็นแตกต่างจากพวกเราในการเลี้ยงลูกสองภาษาในเวปบอร์ดแห่งหนึ่ง เลยตัดมาให้อ่านกัน แล้วอยากถามเพื่อนสมาชิกว่ามีความเห็นอย่างไรกันบ้างคะ บอกตามตรงว่าข้อความข้างล่างนี้ทำให้เราลังเล เลยอยากขอความมั่นใจจากสมาชิกค่ะ



หลัก OPOL - One Person One Language เป็นหลักที่ดีที่เด็กๆ
จะเรียนภาษาที่ ๒ ที่ ๓ ได้แน่ๆ ถ้าอยู่ภายใต้เงื่อนไขว่า
คนๆ นั้น ต้องพูดภาษาหลัก (ภาษาธรรมชาติ ที่เป็นภาษาแม่) ของเรากับลูกค่ะ
ไม่ใช่ภาษาอื่นที่เราไม่คุ้น ชิน การเลี้ยงลูก หรือตัวลูก ต้องการทั้งความรู้ (ที่ลูกจะได้เรียนรู้จากสิ่งแวดล้อม) และ
ความรัก ความเป็นธรรมชาติของครอบครัวไปด้วยพร้อมๆ กันค่ะ คือ การสื่อสารมันเป็นมากกว่า
คำพูด คำศัพท์เท่านั้น มันต้องมีความเป็นธรรมชาติอยู่ด้วย อย่างที่จะได้รู้สึกอบอุ่นได้
ทั้งพ่อ แม่ ลูกค่ะ เราว่า ความสุข และความรู้สึกมันสำคัญไม่น้อยกว่าความรู้ค่ะ โดยเฉพาะ
ในวัยเยาว์ และพ่อแม่ก็น่าจะ enjoy กับการเป็นพ่อแม่ด้วยค่ะ
(เราบอกจากใจเลยค่ะ ว่าชื่นชม ความตั้งใจและทุ่มเทของพ่อแม่ทุกๆ ท่านมากๆ นะคะ)

มีหลายๆ คำค่ะ ที่เราจะไม่รู้ หรือ ไม่ไหลรื่นออกมาเลย ถ้าเราไม่ได้เป็นเจ้าของภาษานั้นๆ
ลองยกตัวอย่างคำที่ใช้กับเด็กๆ เช่น จ๊ะเอ๋ ว้าย...น้ำกระเซ็น (ตอนลูกเล่นน้ำ) ฯลฯ

การเรียนภาษาอย่างที่เป็นธรรมชาติ (ของผู้พูดและผู้ฟัง) จะได้ผลดีกว่าค่ะ
อย่างที่กระทู้บนๆ ว่า เช่นที่อาม่า อากง ของเราพูดกันมา อย่างนั้นแหละดีค่ะ หรือ ถ้าดูเด็กๆ ตามชายแดนเด็กอิสานแถวๆ สุรินทร์ บุรีรัมย์ หลายคนพูดได้ทั้งไทย อีสาน เขมร เวียต บางคนพูดจีนได้อีกด้วย ถ้าได้มีปฏิสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอกับเจ้าของภาษา

ถ้าลูกเราอยู่ในสิ่งแวดล้อมภาษาเดียว (คือ ไทย) ก็ให้เรียนอังกฤษ (จีน หรือ อะไรเสริม)
จากเจ้าของภาษาดีกว่าค่ะ ทุ่มเทน้อยกว่า จะสัมฤทธิ์ผล และพูดได้ชัดเจนกว่า
และตามหลักการศึกษาที่มีการวิจัยมา ถ้าก่อนอายุ ๑๔ และลูกได้คุยกับเจ้าของภาษาอย่าง
สม่ำเสมอ ไม่สายเกินไปหรอกค่ะ คือให้ลูกเริ่มรู้จัก ได้เรียนภาษาที่ ๒ กับเจ้าของภาษา
ตอนอายุ ๗ - ๘ - ๙ - ๑๐ ขวบ ก็ยังไม่สายเกินไปค่ะ (เราทำงานกับเด็ก ESL หลายปี)
และยิ่งเดี๋ยวนี้ ทีวี ซีดี เน็ตฯ สื่อที่จะไปเข้าถึงภาษาได้มีมากมาย
หลานของแฟนเราคนหนึ่ง (อ่อนอังกฤษมากๆ)แต่พออยู่ ม.ต้น คุยแช็ทฯ กับเพื่อน
มีมาเลเซีย เมล์คุยกันประจำ จนภาษาดีขึ้นมามากๆ เพราะมีแรงจูงใจและได้ใช้จริงน่ะค่ะ

หรืออย่างคนรุ่นๆ เรา ที่เรียน ภ.อังกฤษ (กับครูไทย) มาตั้งแต่เล็กๆ(เราเริ่มตอน ๔ ขวบ)
ท่องศัพท์ได้มากมาย (ทักษะการอ่านตำราฝรั่งนี่ เราอ่านได้เร็วกว่าเพื่อนอเมริกันซะอีก)
แต่ทักษะการพูดและฟังของเรา แย่มาก สื่อสารแล้วเขาแทบไม่เข้าใจ หรือเข้าใจผิด
ตอนอยู่อเมริกา ครูภาษาอังกฤษหลายคน (ของเรา) ชี้ให้ดูเลยว่า
พวกผู้ใหญ่ (ตอนนั้นเราอายุ ๒๐ กว่าๆ) ที่ไม่เคยเรียนภาษาอังกฤษมาเลย
อย่างคนจากซิมบับเว่ เคนย่า ทิเบต ฯลฯ ยังเรียนได้ง่ายกว่าคนอย่างเราที่เรียน ภ.อังกฤษ
(จากครูคนไทย)ซะอีก ครูบอกว่า ของคนอื่นเป็นเหมือนผ้าขาวน่ะ แต่ของเราต้องมาแก้
ศัพท์ สำเนียง แกรมม่า หลายอย่าง (หรือเราเป็นพวกโง่เรื่องภาษามากๆ มั้ง)
อย่างคนอื่นๆ ฟังคำหนึ่งสัก ๒๐๐ ครั้ง ก็อาจจะซึมและจำได้ในหัว แต่ของเราต้องสัก ๔๐๐
เพราะ ๒๐๐ แรก เอาไปลบเม็มโมรี่ที่ไม่ถูกต้องก่อน แล้วอีก ๒๐๐ ถึงค่อยซึมเข้าไปแทนที่ได้

และที่สำคัญมากๆ เลย คือ เด็กต้องรู้ภาษาหลัก (ภาษาแม่)ของตัวเองให้แน่นเสียก่อนถึง
จะเรียนภาษาอื่นได้ดีค่ะ (มีการศึกษาเรื่องครอบครัวญี่ปุ่นในอเมริกาสมัย ๓๐ กว่าปีก่อนเรื่องนี้เลยค่ะ)

(บังเอิญว่า) ลูกๆ เราเกิดและโตที่อเมริกา (เพราะเราไปเรียนต่อและเป็นครูอยู่ที่นั่น ๑๐ กว่าปี)
เรื่องนี้ เราคิดมาตั้งแต่วันแรกที่เรารู้ว่า ท้องเลย เราก็ไปหาข้อมูลมากๆ ๆ แล้วก็ได้ข้อสรุปว่า
่ในครอบครัวเรา เราจะพูดไทยกับลูกตลอดเลยค่ะ สามีก็พูดฮิบรูกับลูกตลอดเหมือนกัน
เรากับแฟนสื่อสารกันด้วย ภาษาไทยค่ะ ลูกเรียน ภ.อังกฤษจากสิ่งแวดล้อม
และเราสารภาพนะ ว่าคงไม่สามารถสื่อสารด้วยภาษาอื่น (นอกจากภาษาไทย)ให้ลึก และลึกซึ้ง
กับลูกเราได้ (โดยเฉพาะเมื่อตอนที่เขายังเล็กๆ เช่น จะบอกว่า "เจ้าซาละเปา แม่รักหนูนะ" นี่)
ถ้าให้พูดเป็นภาษาอื่น เราคงไม่อิน และลูกเราก็คงไม่อินเหมือนกันมั้ง
ให้เราร้องเพลงกล่อมลูก เพลงเด็ก (หรือท่องสูตรคูณ) เป็นภาษาอื่นให้ลูกฟังนี่
เราอาจจะทำได้ แต่โทนเสียง น้ำเสียง มันคงไม่ได้สื่อความรู้สึกออกไปได้อย่างที่ใจรู้สึกน่ะ
มันอาจจะเป็นภาษาคำศัพท์ แต่มันไม่ได้เป็นภาษาจากใจ (พ่อแม่)ถึงใจ(ลูก)

หรือ ตอนที่ลูกเป็นวัยรุ่นอย่างตอนนี้
ถ้าจะให้เราพูดเรื่องยาเสพติด ประจำเดือน เอดส์ เอ็กซ์ แฟน แฟชั่น ดนตรี ฯลฯ
กับลูกเป็นภาษาอื่น เราคงพูดได้ไม่ลึก ไม่กว้าง ไม่อิน คือ จะมีข้อจำกัดทางภาษาอยู่มากๆ
และอาจจะสื่อสารไม่ได้อย่างที่อยากสื่อไปเลยด้วย (ในบางกรณ๊)

(ป.ล.ลูกๆ เราเป็นเด็ก ๓ ภาษาตามสิ่งแวดล้อมที่เอื้อนี่แหละ ไม่ได้ให้ไปเรียนอะไรเพิ่มเติมด้วย
ลูกยังอยากเรียนภาษาที่ ๔ และก็มีภาษา Pig Latin ที่เอาไว้พูดกันเมื่อไม่อยากให้พ่อแม่เข้าใจด้วย
อือ...ลูกเราเป็นเด็กธรรมดาๆ ไม่ได้เก่ง อัฉริยะ หรืออะไร แต่อย่างใดเลยนะคะ)

ถ้าอยากให้ลูกได้ภาษาตั้งแต่เด็กๆ จริงๆ ให้ลูกไป ร.ร.ธรรมดาก็ได้ค่ะ
แล้วรวบรวมกันให้ได้สัก ๓- ๔ คน ให้มีโอกาสได้เล่นกับเพื่อนรุ่นเดียวกัน พี่ๆ หรือหาครู"ฝรั่ง" ที่ใจดี น่ารัก มาเล่นยิม เล่นดนตรี อ่านหนังสือ ทำกิจกรรม (ปั้น เล่น ฯลฯ) กับเด็กๆ กลุ่มนี้
สักอาทิตย์ละ ๒ ครั้ง น่าจะเป็นธรรมชาติ และสัมฤทธิผลกว่าค่ะ
(โดยทั่วๆ ไปเด็กเล็กๆ มีปฏิสัมพันธ์เป็นกลุ่ม และเรียนรู้ได้ดีกว่าเดี่ยวๆ ค่ะ)

แล้วภาษาในซีดีของเด็กๆ (บางโปรแกรม) หรือการ์ตูนบางเรื่อง
เป็นภาษาการ์ตูน ที่ต่างจากภาษาในชีวิตประจำวันมากๆ เลยค่ะ
การให้ลูกอยู่หน้าจอมากๆ ก็มีผลต่อสุขภาพ สมาธิ และมันเป็นการสื่อสารทางเดียวด้วยนิ

ชีวิตของลูก ของเรา ของครอบครัว ยังมีอีกหลายๆ มุม
ไม่ใช่เรื่องภาษาอังกฤษแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

ขออภัยนะคะ ที่เขียนยาวและคิดต่างจากพ่อแม่บางท่าน คือ อยากจะบอกว่า
ไม่ต้องเร่ง รีบ มากค่ะ อยากให้ enjoy กับการเลี้ยงลูก และมีความสุขกับการเป็นพ่อแม่ค่ะ
เพราะเวลาเหล่านี้ ถ้ามันผ่านไป มันเรียกกลับมาไม่ได้อีก น่าเสียดาย. . .

ขอให้ถือว่า เป็นมุมต่าง(ของพ่อแม่บ้านหนึ่ง) ที่ไม่ได้ตั้งใจจะขัดแย้งส่วนตัวอะไรใดๆ กับใครนะคะ

Views: 584

Reply to This

Replies to This Discussion

ครอบครัวเรา happy ดีค่ะกับการเรียนรู้สองภาษาเพราะเราเรียนรู้แบบธรรมชาติไม่ได้บีบบังคับลูกส่วนเรื่องความรักความอบอุ่นเรามีไม่ขาดหายอยู่แล้วเพราะเราสอนลูกพูดภาษาอังกฤษไม่ได้นำเอาวัฒนธรรมและประเพณีเขามาทั้งหมดเพราะครอบครัวของจะแสดงความรักและบอกรักกันแทบทุกวันอยู่แล้วโดยเฉพาะเวลาลูกนอนหลับช่วงนั้นจะเป็นช่วงที่สมองของเขาจะเจริญเติบโตและจำได้ดีดิฉันเคยอ่านเจอใน Internet แต่จำไม่ได้ว่าเวปไหนเพราะศึกษามาเยอะมากเกี่ยวกับการพัฒนาลูกน้อยตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์แล้ว เขาบอกว่าให้กระซิบข้างหูลูกของเราว่าแม่รักลูกนะและลูกเขาจะรู้สึกอบอุ่นและดิฉันก็ทำมาแบบนี้มาตลอดจนลูกคนโตอายุ 10 ขวบแล้ว และเรื่องภาษาอังกฤษดิฉันก็เริ่มสอนลูกให้พูดให้ลูกรู้ศัพท์มาตั้งแต่ยังไม่มีเวปสองภาษาเพราะดิฉันเห็นว่าภาษาอังกฤษมันจำเป็นถึงเราไม่สอนเข้าโรงเรียนครูก็ต้องสอนอยู่มันขึ้นอยู่ว่าเราต้องการให้ลูกเราเริ่มต้นตอนไหนและมันเป็นภาษาสากลที่ยอมรับกันทั่วโลกถึงสำเนียงมันจะไม่เหมือนต่างชาติแต่ถ้าสื่อสารแล้วฟังเข้าใจก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรเพราะเราคนไทยนี่คะและอีกอย่างดิฉันเชื่อเรื่องศักยภาพความจำของเด็กค่ะดิฉันก็เลยเลือกที่จะสอนลูกตั้งแต่เล็กๆ เป็นการปูพื้นฐานที่แน่นให้กับเขาเพราะการที่จะเก่งภาษาอังกฤษได้เราต้องมีคลังศัพท์เยอะๆ ค่ะ เช่น คำศัพท์ในหนังสือสองภาษาพ่อแม่สร้างก็ช่วยได้เยอะค่ะเพราะเป็นศัพท์พื้นฐานที่เราใช้พูดกับลูกในชีวิตประจำวันอยู่แล้วดิฉันก็เลยเลือกที่จะนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ในการสอนลูก เปรียบเสหมือนการสร้างบ้านตึก อาคาร บ้าน ถ้าเราอยาให้มั่นคงแข็งแรงเราก็ต้องมีเสาเข็มที่แน่นหนาค่ะ (ความคิดเห็นส่วนตัวนะคะ)
อืมมมมม..ยิ่งแตกต่างยิ่งมีบทสรุปที่ดี พ่อแม่ทุกคนต้องการให้ลูกอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน เช่นกัน...สองภาษาพ่อแม่สร้างได้ เป็นความตั้งใจให้ของพ่อแม่อีกแนวทางหนึ่ง ถ้าหากคุณๆคิดต่าง ก็เป็นแนวคิดที่ดีอีกทางหนึ่ง หากคุณมีความสุขกับการเป็นพ่อแม่ หากคุณเชื่อมั่นในตัวลูก หากคุณมีความพยายาม ทุกๆบทสรุปคือ...เพื่อลูก...
ช่าย เพื่อลูก
เห็นด้วยกะคุณบิ๊กค่ะ ;)
อาจจะต้องปรับตัวบ้างในการสร้างเด็กสองภาษา
ถ้าเครียดก็ต้องผ่อนลงบ้าง เลือกระบบที่เหมาะสมกะเราและลูก
แล้วก็เห็นด้วยกะคุณอ๊อบนะ ..
คือพ่อแม่ได้ลับสมองตลอดเวลา และคิดตลอดเวลาว่า
วันนี้เราจะเล่นอะไรกับลูก คิดแบบไทยเล่นเป็นอังกฤษ ...
สนุก ตลก ขำ ไปอีกแบบ .. แล้วก็จะปลื้มมาก
เวลาที่อยู่ ๆ ลูกพูดภาษาอังกฤษออกมาเองอย่างเป็นธรรมชาติ
ความเห็นของแต่ละครอบครัวคงไม่เหมือนกันค่ะ เราก็เข้าใจเจ้าของบทความนะคะ ว่าอาจจะกลัวว่าเราเอาการพูดภาษาที่สองมาเป็นหลัก จนลืมความสุขความผูกพัน ที่อาจจะหาได้ง่ายกว่าในการใช้ภาษาไทยซึ่งเป็นภาษาแม่เป็นธรรมชาติของเรา แรกๆเราก็กังวลค่ะ แต่ไม่รอ เริ่มใช้เลย ขลุกขลักทุลักทุเลบ้าง เครียดบ้าง แต่ในที่สุดก็ลงตัว ปรับใช้กับตัวเองและลูกได้ดี กลับกลายเป็นความสุขที่มีมากขึ้น แน่นอนมันง่ายกว่าที่จะเป็น2 ภาษาจริง แต่เมื่อความจริงไม่อำนวย เราก็ต้องสร้างความเสมือนให้กับครอบครัว ยากกว่าแต่เราก็พยายามได้เพื่อลูกอยู่แล้ว ความสุขก็ไม่ได้หายไปหรอกค่ะ

บางอย่างกลายเป็นความลับเล็กๆของเรากับลูก ซึ่งคนอื่นฟังไม่รู้เรื่อง (ที่บ้านอาม่าอากงฟังไม่ออกค่ะ) และไม่กังวลอีก พูดเท่าที่ได้ ทำให้ตัวเรา active ขึ้น หาข้อมูลใหม่ๆมาสอน หรือบางอย่างก็ไม่เห็นจำเป็นที่จะต้องพูดเป็นอังกฤษ เพราะคิดว่ายังไงศัพท์ง่ายๆ โตขึ้นเค้าก็คงรับได้เอง อย่างเช่น วงศาคณาญาติทั้งหลาย เคยสอนบางครั้งค่ะ แต่ส่วนใหญ่ไม่จริงจังนัก เค้าก็จะเรียก เหล่าอี้ อี้ เหล่ากู๋ อาม่า อากง คุณตา คุณยาย อาเจ็ก อาแป๊ะ น้า อา เพราะคิดว่าคนอื่น เค้าไม่คุ้นที่ลูกเราจะเรียกเป็นอังกฤษ อย่างอาม่าอากง ตายาย เค้าชอบที่จะได้ยินหลานเรียกตายายมากกว่าค่ะ

อย่างที่คุณบิ๊กบอกแหล่ะค่ะ ต้องปรับใช้ให้เหมาะกับตัวเอง และไม่กดดันตัวเอง เอาเท่าที่ได้ แต่ก็ดีกว่าไม่ได้ทำค่ะ ฝึกทุกวันต้องได้ผลดีกว่าไม่ทำอะไรเลย จะรอไปฝึกจากโรงเรียน จะมีซักกี่โรงเรียนที่มีครูฝรั่ง มี group ให้เข้า ทุกอย่างมีราคาทั้งนั้นค่ะ ครูไทยยังเอาตัวเองไม่รอดเลยค่ะ
ครูไทยยังเอาตัวเองไม่รอดเลยค่ะอันนี้เห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะคุณแม่อ้อเพราะเห็นมาด้วยตัวเอง ย่ามีเพื่อนเป็นครูสอน Eng หลายคนโดยเฉพาะน้องสาวแท้ๆของย่าก็เป็นครูสอนEng.....แต่มีเรื่องจริงที่ปฏิเสธไม่ได้เลยก็คือ
...ทุกคน...จ้างครูฝรั่งที่โรงเรียนมาสอนพิเศษให้ลูกตัวเองที่บ้าน....แล้วให้เหตุผลกับคนทั่วไปว่า....แม่สอนลูกตัวเองไม่ได้เพราะลูกไม่เชื่อฟัง.....คล้ายๆกับที่สามีสอนขับรถให้ภรรยาตัวเองไม่ได้เดี๋ยวตีกัน...อะไรทำนองนี้น่ะค่ะ...ที่จริงก็คือคำแก้ตัวต่างหากย่าคิดว่ายังงั้นนะคะ....สำหรับย่าสอนลูกมาสองคนด้วยวิธีการเดียวกับที่ตัวเองเรียนมา...ผลผลิตก็คือลูกก็เหมือนตัวเอง....ดีที่เค้ามาขวนขวายเองตอนโต...แต่ก็ต้องผ่านกระบวนการแปล...ย่าอึดอัดมั๊กมาก....ได้เปิดดูรายการครอบครัวเดียวกันแวบเดียวตอนใกล้จะจบแล้ว...เกิดปิ๊งไอเดียทันที่.....ไอ้ที่อึดอัดๆๆในอกอยู่นานมากกกกก...ดูเหมือนมันถูกทะลุทะลวงยังไงไม่รู้.....ภาษาอีสานเค้าพูดว่า.....มันส่วง....คือ..มันโล่งน่ะค่ะ...ไม่มีความกังวลสงสัยใดๆเหลืออยู่อีกเลย....วันรุ่งขึ้นก็เริ่มปฏิบัติการณ์ 2 ภาษาทันที....พร้อมหาตัวช่วยตามที่คุณบิ๊กเขียนบอกไว้....และตัวช่วยอื่นๆ...ทำการบ้านหนักหน่อยเพราะร้างมานาน....มาวันนี้ไม่ว่าใครจะพูดอย่างไร....วิจารณ์อย่างไร....ย่าคิดว่าเรื่องของเค้า....แนวคิดการสอนภาษาที่สองในวิถีธรรมชาติเพียงเปลี่ยนโหมดจาก ไทย..เป็น..Eng...ในกิจวัตรประจำวันที่เหมือนเดิม...ผ่านกระบวนการเล่นสนุกของเด็ก...เป็นสุขทั้งย่าทั้งหลาน....เห็นพัฒนาการที่เป็นสัญญาณที่ดี....โอวววว...ชื่นใจค่ะหายเหนื่อย...รู้สึกตัวเองเป็นคนมีคุณค่า...ภูมิใจค่ะ....ทั้งนี้ต้องขอขอบคุณคุณบิ๊กกับคุณตุ๊กตาเป็นอย่างยิ่ง...ที่ชี้ทางสว่างให้เดิน...วันที่ 25 ย่าจะพาครอบครัวไป วช.ที่สุราษฎร์ด้วยค่ะ...ขอบคุณคุณบิ๊กอีกครั้ง...ขอให้บุญกุศลที่เกิดจากจิตที่คิดให้โดยไม่ได้หวังอะไรตอบแทนของคุณบิ๊กและ
คุณตุ๊กตารวมทั้งน้องเพ่ยเพ่ยด้วย.ซึ่งเป็นบุญกุศลที่ยิ่งใหญ่นี้ส่งผลให้คุณบิ๊กกับคุณตุ๊กตาและครอบครัวมีความสุขความเจริญ
คิดประสงค์สิ่งใดก็ขอให้สมปรารถนาทุกประการ พร้อมทั้งพรสี่ประการ กอปรด้วย อายุ วรรณ สุข พล ด้วยเทอญ
ร่วมแบ่งปันพรอันประเสริฐจากคุณย่าใบเตยสู่ทุกๆครอบครัวในหมู่บ้านแห่งนี้นะคะ เพราะทุกๆครอบครัวมีส่วนช่วยในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งคุณย่าใบเตยด้วยที่นับว่าเป็นคุณย่าขาโจ๋ตัวจริง...วัยรุ่นเจอยังต้องอายม้วนต้วนเลยค่ะคุณย่า
อิอิ...ย่าเขินแม่เพ่ยจัง....คุณย่าขาโจ๋ตัวจริง...วัยรุ่นเจอยังต้องอายม้วนต้วนเลยค่ะคุณย่าขอบคุณค่ะ
กระทู้นี้ มาอีก ผ่านไปหลายเดือน ณ ตอนนี้มีประสบการณ์ ขอคอนเฟร์ม อย่างหนึ่งว่า
เรื่องความรู้สึกเวลาเราพูดภาษาอังกภษ กะลูก คือมันอินน์ได้ ไม่ว่าจะเป็น ความซึ้งใจ ในเวลาที่ลูก พูด thank you ถ้าเป็นทั่วไปเวลาครูสอนแล้วเราพูดตามไดอลอก ว่ามีคนทำให้อะไร ต้องพูดแตงกิ้วนะ พูดใหม่ๆก็คงไม่อินน เท่าภาษาไทย แต่พอเวลาผ่านไป เราใช้มันทุกวันๆ ก็คำแตงกิ้ว นี่ล่ะค่ะ ที่ลูกพูด ไม่ได้พูดขอบคุณค่าเป็นภาษาไทย แต่รู้ไหม แม่ไทยๆอย่างเรา อินน์มากค่ะ ซึ้งใจกับคำนี้เลย ณเหตึการณืตอนนั้น
เห็นไหมคะว่า อังกถษ คนไทยพูด ก็อินน ถึงหัวใจได้เหมือนกัน และอีกหลายๆคำหวาน เช่น I love you.I miss you so much..super mom.
...... ไม่เคยนึกว่าภาษาอังกถษ หวานจับใจเหมือนกันค่ะ
ตอนเริ่มต้น 2 pasa ลูกก็คิดประเด็นนี้ และเพื่อนก็กลัวว่าลูกจะได้ภาษาที่สำเนียงไม่ถูก แต่โดย concepe และความต้องการของตัวเองคือ อยากให้ลูกกล้าพูดกล้าถามแม้กระทั่งเจอคนคนต่างชาติ เนื่องจากแม่สอนลูกและไม่ไม่กล้า ลูกก็มีความกลัวปนความกล้านะ วันหนึ่งลูกสาวเจอฝรั่งมาว่ายน้ำด้วยกัน(ลูกสาวขี้อายมาก 6 ขวบแล้ว แต่อยากทักทายเขามาชวนแม่ว่าไปคุยกับฝรั่งไหม แม่ไม่กล้า แต่บอกลูกไว้ว่าทักทายด้วยคำพูดว่าอะไร ที่เราเคยคุยกันในครอบครัวก็ซักซ้อมกันไป ลูกก็ไปทักทายเขาเองคำถามไหนที่เขาฟังไม่เข้าใจเขาก็หันมาใก้เราช่วย แค่นี้เราก็คิดว่าเราประสบความสำเร็จในเบื้องต้น เรื่องสำเนียงก็คิดว่าไปเรียนเอาเบื้องหน้าตอนนี้รู้และกล้าพูด เพราะบางทีไม่น่าจะถึงขนาดฟังไม่เข้าใจ อย่างน้อยให้เขาชินและกล้าพูดกล้าตอบอย่าเหมือยเราเลย บางคนมักกลัวการพูดผิดจนปิดการเรียนรู้หรือเปล่า ฝรั่งพูดไทย กิริยา กรรม วางไว้ไม่ถูกเรายังว่าน่ารักดี และแก้ไขไป เราพูดผิดฝรั่งก็คงพยายามเข้าใจหรอกนะ เพราะฉะนั้นการพูดกับลูก เอาตามทางสายกลางและบริบทของเราดีกว่า ส่วนตัวเองก็ไม่ได้ พูดอังกฤษกับลูกตลอดเวลา เพราะต้องสอนภาษาไทยและ วิทยาศาสตร์กับลูกด้วยค่ะ เห้นด้วยนะคะเรื่องสร้างครอบครัว 2 ภาษา เพื่อนยังแซว หน้าตาก็ไม่ให้ซักเท่าไร อิ อิ สิ่งที่เชื่อและทำอยู่ คือความมุ่งมั่นเพื่อลูกค่ะ
ผิดๆถูกๆก็เอาใหม่ค่ะ เรียนรู้ไปด้วยกันกะลูกค่ะ ถ้าพ่อแม่ มีหัวใจรักที่ จะเรียนรู้ แก้ไข ปรับปรุง ตัว ตลอดเวลา การเรียนรู้ไม่มีคำว่าสายค่ะ ผิดก็ไม่อายเพราะใจ เปิดรับได้ พร้อมแก้ไข ผิดเป็นครูค่ะ ขึ้นกะจุดมุ่งหมายแต่ละครอบครัวค่ะ จุดมุ่งหมายอย่างนึงที่เราทำ ตรงนี้ คือ ฝึกให้ลูกเปิดใจ ยอมรับ กับสิ่งใหม่ๆ และเรียนรู้ว่า การเรียนรู้ไ ม่ มีสิ้นสุด ในชีวิต คนเรา รอบตัวและในตัว ไม่ว่าจะเป็น ในแง่วิชาการหรือไม่ หรือประสบการณ์ชีวิต ที่ได้จากการ ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ นี่ก็เป็นการเรียนรู้อย่างนึง เองค่ะ แต่มันดี ตรงที่ ถ้าเราค่อยๆฝึกฝนตัวเก็บความรู้ไปทุกวันๆ ท้ายสุด นอกจากอะไร หลายอย่าง ที่ว่าจะได้แล้ว ทักษะ ความเคยชิน และประสบการณ์ความรักการเรียนรู้ ความช่างสัย หรืออะไร หลายๆ อย่างซึ่งมาจากขั้นตอน ของการเรียนรู้อะไรก็ตาม มันก็เป็นผลพลอยได้ที่เกิดขึ้นล่ะค่ะล่ะค่ะ มันแล้วแต่มุมมองค่ะ แต่คิดว่า ไม่เสียหลายแน่นอนค่ะ ( sหรือคิดง่ายๆเลย อย่างน้อย ก็รู้ศัพท์ ล่ะน่ะ ไม่ต้องท่องศัพท์เยอะ เรียนก็น่าจะฉลุย 55555) นี่เป็นเพียงมุมที่แม่ปั้นแป้ง มองนะคะ ท่านอื่นแชร์ได้เลยค่ะ
เมื่อก่อนยังไม่ได้สอนลูกเลยไม่กล้าออกความคิดเห็น พอสอนลูกผ่านไปได้เกือบ 8 เดือน(ถึงแม้ลูกยังพูดไม่ได้) แต่ก็เห็นถึงศักยภาพของเด็ก เค้าสามารถทำตามคำสั่งของเราได้ ทั้งที่เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ยิ่งพอได้มาอ่านหนังสือ รอให้ถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว ยิ่งเข้าใจว่าทำไมเราต้องสอนลูกหรือปลูกฝังนิสัยบางอย่างตั้งแต่เด็ก เพราะสมองของเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึงสามขวบนั้น เป็นช่วงที่กำลังสร้างเครือข่ายสมอง ช่วงนี้ถ้าเราใส่อะไรเข้าไปจะเป็นการปลูกฝังนิสัยของเด็กไปในตัว ในหนังสือเค้าเปรียบตรงนี้เหมือนกับ hardware ส่วนอื่น ๆ หลังจากนี้จะเปรียบเหมือน software ดังนั้นถ้าพื้นฐาน hardware ไม่ดีแล้ว ต่อให้มี software ดีขนาดไหนก็คงจะช่วยอะไรไม่ได้มาก ทุกท่านที่ใช้ computer คงจะพอนึกภาพออกนะครับ

RSS

--oO--

สแกนโค้ด แอดไลน์ @2pasa แล้วลุ้นของรางวัลรวมคลิปเวิร์กช็อปทั้งหมด

Events

หนังสือในชุดเด็กสองภาษา



© 2019   Created by ผู้ใหญ่บิ๊ก.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service