หมู่บ้านเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้

หมู่บ้านเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้ - สองภาษาดอทคอม

บทความดีๆ "เกี่ยวกับแนวการสอนภาษาที่ 2" อ่านแล้วชอบเลยนำมาฝากเพื่อนๆ สมาชิกค่ะ

จากการคลุกคลีกับภาษาอังกฤษตลอดเวลาทำให้คุณพัชมนเห็นความสำคัญของการถ่ายทอดภาษาอังกฤษให้กับลูก ๆ ประสอบการณ์ตรงกับการสอนลูกสาวคนโต-น้องเอ็นดูที่นำไปฝากคุณตาคุณยายเลี้ยงจนถึง 3 ขวบ หลังจากนำกลับมาเลี้ยงเองแล้วจึงเริ่มต้นสอนภาษาอังกฤษด้วยการสรรหาการ์ตูนสนุก ๆ เป็นภาษาอังกฤษมาให้ดูเป็นประจำ สลับกับการพูดคุยในชีวิตประจำวัน แต่การเริ่มต้นที่ค่อนข้างช้าทำให้น้องเอ็นดูชินกับภาษาไทยเกินกว่าที่จะยอมพูดภาษาอังกฤษแล้วเพราะขัดเขิน และไม่กล้าพูด ในที่สุดก็ทำให้เธอยอมเป็นคนฟังมากกว่าจะยอมโต้ตอบ แม้ว่าเธอสามารถทำข้อสอบวิชานี้ที่โรงเรียนได้คะแนนเต็มร้อยก็ตาม 

เมื่อมาถึงลูกสาวคนที่สอง-น้องดีดี บทเรียนจากลูกสาวคนแรกทำให้คุณพัชมนและคุณธนิศรไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไป เมื่อน้องดีดีย่างเข้าขวบปีที่สอง คุณพ่อคุณแม่ก็เริ่มพูดคุยกับลูกเป็นภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน เด็ก ๆ สนุกสนานกับภาพยนตร์การ์ตูน หรือนิทานก่อนนอนที่คุณพ่อคุณแม่ผลัดกันเล่าเป็นภาษาอังกฤษพร้อมกับแปลเป็นภาษาไทยประโยคต่อประโยคทุกคืน จนตอนนี้น้องดีดีสามารถเข้าใจเนื้อหาในนิทานได้พร้อมกันทั้งสองภาษา สามารถหยิบยกประโยคที่ได้ยินจากในการ์ตูนมาใช้ หรือพูดคุยโต้ตอบกับคนอื่น ๆ เป็นภาษาอังกฤษประโยคยาว ๆ ได้อย่างเป็นธรรมชาติพอ ๆ กับภาษาไทย โดยมีคุณพ่อคุณแม่คอยลอบสังเกตพัฒนาการของลูกอยู่ตลอดเวลา ทุกอย่างเป็นไปโดยอัตโนมัติ จึงทำให้คุณพัชมนและคุณธนิศรตัดสินใจให้น้องดีดีเข้าเรียนที่โรงเรียนอนุบาลนานาชาติ เรียนสองภาษาควบกันไปเพื่อปลูกฝังพื้นฐานด้านภาษาที่มั่นคงให้กับลูกไปจนโต 

สำหรับลูกคนเล็ก-น้องไพรซ์ ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเรียนรุ้จากการพูดคุยกันในครอบครัวในชีวิตประจำวัน น้องไพรซ์มีปฏิกิริยาตอบรับกับคำภาษาอังกฤษง่าย ๆ ได้บ้างแล้ว คุณพัชมนแนะนำว่าสื่อการสอนลูกที่ช่วยได้มากก็คือ หนังสือนิทาน และภาพยนตร์การ์ตูน 

“ดิฉันจะเลือกการ์ตูนที่เป็นซาวด์แทร์คของวอล์ทดิสนีย์ให้ลูกดู เลือกเป็นขั้น ๆ จากเรื่องที่ใช้ภาษาง่าย ๆ ไปหายากค่ะ การ์ตูนของดิสนีย์นี้เราต้องยอมรับว่าเด็ก ๆ ดูแล้วไม่เบื่อ และภาษาที่เขาใช้ไม่ถึงกับช้า แต่สำเนียงจะชัด และเป็นภาษาผู้ดี นอกจากนี้ยังสอดแทรกธรรมเนียนกิริยามารยาทที่เด็ก ๆ ควรเรียนรู้ไว้เล็ก ๆ น้อย ให้เด็กดูบ่อย ๆ แล้วเขาจะซึมซับนำไปใช้โดยไม่รู้ตัว

ที่ทราบเพราะเราได้พบมากับตัวค่ะ มีอยู่วันนึงตอนน้องเอ็นดูยังเล็ก ๆ พาลูกไปสวนสนุกแล้วเขาเท้าเจ็บเดินไม่ได้ ก็ให้ลูกขี่คอ อยู่ดี ๆ เขาก็พูดออกมาว่า… no lady no walk today… ชัดมากทั้ง ๆ ที่เขายังเป็นเด็กอนุบาลยังไม่เรียนรู้ประโยคอะไรเลย เขาหยิบประโยคนั้นมาจากในการ์ตูน “เลดี้เอนด์เดอะแทรป์” (Lady and the Tramp) ที่ดูเป็นประจำ นำมาใช้กับสถานการณ์นั้นได้พอดีโดยที่เราไม่ต้องบอก หรือเวลาที่ตัวละครจะเดินจากไปไหน เขาจะพูดว่า Oh please… Excuse me เด็ก ๆ จะจับคำพูดแบบสุภาพนี้นำไปใช้ได้ หรืออย่างเรื่องซินเดอเรลล่าก็สอนวิธีทานซุป เด็ก ๆ จะเรียนรู้กิริยามารยาทต่าง ๆ ซึ่งพ่อแม่จะต้องช่วยสังเกตสิ่งเหล่านี้แล้วคอยสอนเขาระหว่างที่นั่งดูการ์ตูนอยู่ด้วยกันค่ะ” 

“พ่อแม่ต้องเป็นคนเลือก นอกจากเลือกโรงเรียนให้เขาไปเรียนรู้แล้ว ยังต้องมาต่อที่บ้านด้วย อย่างน้องดีดีเราพยายามให้เขาชินและให้ความสำคัญของ 2 ภาษานี้เท่ากัน ไม่ให้เขารู้สึกแบ่งแยกว่าเขากำลังพูดภาษาอะไรอยู่ เรียกว่าหากเราพูดภาษาอังกฤษกับเขา เขาก็โต้ตอบมาได้ค่ะ หากว่าเขาพูดผิดตรงไหน เราก็ต้องแก้ไขให้พูดถูกทันทีเพื่อให้เขาจำในสิ่งที่ถูกต้อง อย่าปล่อยไว้ หากคำไหนเขาไม่รู้เรื่องเช่นคำศัพท์ยาก ๆ ก็ต้องอยู่ที่ศิลปะในการอธิบายของเรา หากคำศัพท์ระดับนี้พูดแล้วงง ก็ลดระดับลงมา เช่น สุนัข พูดแล้วไม่เข้าใจก็เปลี่ยนเป็นหมา..นี่ ยกตัวอย่างเทียบกับภาษาไทยนะคะ 

ลดระดับมาจนกว่าเขาจะเข้าใจ แล้วจูงเขากลับไปหาคำนั้น เพราะฉะนั้นเขาจะก้าวหน้าไปเรื่อ ยๆ ดิฉันคิดว่าหน้าที่ของพ่อแม่ควรจะนำให้เค้าพูด คอยกระตุ้น แก้ไข และคอยกำกับให้เขาพูดได้อย่างถูกต้อง ปลูงฝังภาษาอังกฤษให้เขาอย่างเป็นธรรมชาติโดยการใช้สิ่งแวดล้อมรอบตัวที่มีอยู่ในบ้านทุกอย่างให้เป็นประโยชน์ สร้างสภาพแวดล้อมเป็นสากลให้เขา ในบ้านเราทำให้เขาชินตากับตัวเขียน ชินตากับปกหนังสือเล่มนั้น เล่มนี้ ทำให้การพูดคุยภาษาอังกฤษเป็นเรื่องปกติธรรมชาติทั่ว ๆ ไป ไม่ต้องจับมานั่งคุยเป็นพิเศษ ทำอย่างไรก็ตามที่ทำให้เขารู้สึกสนุกแล้วเขาจะรับภาษาไปโดยไม่รู้ตัวค่ะ อย่างนี้จะได้ผลดีมากกว่า” 

คุณพัชมนให้ความเห็นว่า การสอนเด็กให้เริ่มต้นคุ้นเคยกับภาษาอังกฤษต้องเริ่มเน้นที่การพูด สำหรับการอ่านนั้นจะประเมินจากโรงเรียนเป็นหลัก โดยสังเกตดูว่าเมื่อไหร่ที่โรงเรียนให้ลูกอ่านอะไรก็จะส่งเสริมในเรื่องนั้น ๆ “เพราะโรงเรียนจะมีทฤษฎีอยู่แล้ว เราจะดูว่าเขาเริ่มสอนลูกเราอ่านแล้วหรือยัง พอเขาเริ่มเราก็ตามค่ะ น้องดีดีตอนนี้ต้องเริ่มจากพูดก่อน เริ่มโต้ตอบเรียนรู้ศัพท์ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่นเราจะบอกลูกให้ล้างมือด้วยประโยคว่า “Wash your hand” แทน 

การที่เราพูดอังกฤษกับลูกบางทีเราก็เขิน แต่พอมาคิดว่าการช่วยเสริมของเรามันคุ้มค่ากับการที่เราส่งเขาไปเรียนโรงเรียนนานาชาติ แทนที่จะปล่อยเวลาช่วงนี้ไปโดยเรียกกลับมาไม่ได้แล้ว ให้เขาไปเรียนรู้ตอนโตซึ่งจะไม่ได้มากเท่าเรียนตอนเล็ก ๆ อย่างนี้ บทเรียนจากลูกคนโตทำให้เราต้องมาคิดว่าบางทีเราอาจเก็บเงินไว้ได้ แต่เรามาซื้อความสามารถของเขาทดแทนในภายหลังไม่ได้อีกต่อไป เพราะมันเสียไปแล้วเราก็ต้องพยายามค่ะ”

อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญก็คือการให้เด็กได้เจอกับเจ้าของภาษาจริง ๆ โดยคุณพ่อคุณแม่อาจจะจัดหาเครื่องมือเช่น เทปเพลง หนังสือนิทาน หรือวิดีโอภาพยนตร์การ์ตูนที่เป็นภาษาอังกฤษ เพื่อเพิ่มพูนประสอบการณ์ในการฟังให้กับเด็ก การพูดกับเด็กบ่อย ๆ หรือการหากลุ่มเพื่อนเล่น 

แม้กระทั่งพาเด็กไปเข้าโรงเรียนที่ใช้สองภาษาตั้งแต่แรกเริ่มก็เป็นวิธีฝึกฝนลูกให้มีพื้นฐานทางภาษาต่างประเทศที่ดีไปจนโต แต่หากปัจจัยไม่เอื้ออำนวยในประการหลังนี้คุณพ่อคุณแม่อาจจะทดแทนด้วยการหมั่นพูดหรืออ่านภาษาอังกฤษให้ลูกฟังเสมอ ๆ ให้เขาได้คุ้นเคยและโต้ตอบ ที่สำคัญมากที่สุดคือการสนับสนุนและให้กำลังใจลูกในการพูดภาษาอังกฤษและชี้แนะวิธีการพูดที่ถูกต้อง บรรยากาศที่สนุกสนานเพลิดเพลินในการอ่านนิทานหรือดูการ์ตูนร่วมกับลูกจะเป็นกุญแจในการสร้างทัศนคติที่ดีต่อการเปิดรับภาษาอังกฤษให้กับลูกน้อยของคุณ 

บางคนสงสัยว่าการให้เด็กพูดสองภาษาพร้อม ๆ กัน จะทำให้เด็กสับสน แต่การวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่า เด็กที่พูดได้สองภาษาตั้งแต่เล็ก ๆ นอกจากจะไม่สับสนแล้ว ยังจะเป็นคนที่เรียนรุ้อะไรได้เร็ว และมีทักษะในการแก้ปัญหาได้ดีกว่า ศ.เอลเลน ไบลี่ สต็อค ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยยอร์คจากแคนาดา ผู้ศึกษาด้านพัฒนาการทางภาษาในเด็กหลายร้อยคนกว่า 20 ปี 

เชื่อว่าการใช้สองภาษาควบกันจะฝึกเด็กรู้จักลำดับความสนใจ เพราะเขาจะต้องหยุดอีกภาษาหนึ่งไว้ขณะที่กำลังใช้อีกภาษาหนึ่ง ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า เมื่อเด็กสองภาษาและหนึ่งภาษาถูกขอร้องให้แก้ปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งเกิดจากเนื้อหาที่ทำให้เข้าใจผิด จะเห็นว่าเด็กที่พูดสองภาษามีลำดับในการคิดแก้ปัญหาที่ดีกว่าและสามารถมองเห็นเนื้อหาที่ทำให้เข้าใจผิดนั้น ความคิดของพวกเขาจะก้าวหน้ากว่าเด็กที่พูดภาษาเดียวอย่างน้อย 1 ปี สิ่งที่ตามมาคือทำให้เด็กกลุ่มนี้มีความเป็นผู้นำและเชื่อมั่นในตัวเองเมื่ออยู่ท่ามกลางเด็กคนอื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีทักษะในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ซึ่งมักจะพบว่าเด็กกลุ่มนี้สามารถทำคะแนนวิชาอื่นที่โรงเรียนได้ดีอีกด้วย 

นอกจากเรื่องราวของน้องพลับที่เป็นตัวอย่างหนึ่งของเด็กไทยรุ่นใหม่ยุค Multilingual ในคอลัมน์ก่อนหน้านี้แล้ว ครอบครัวของคุณพัชมน ชาวสวน ก็เป็นครอบครัวไทยอีกครอบครัวหนึ่งที่เห็นความสำคัญของการสนับสนุนให้ลูก ๆ ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง เธอมีเทคนิควิธีอย่างไรลองมาอ่านเรื่องราวต่อไปนี้ค่ะ 

พ.ต.ต.หญิง พัชมน ชาวสวน และครอบครัวอันประกอบด้วย คุณธนิศร เมฆนริทธิ์ สามี และลูก ๆ 3 คน น้องเอ็นดู อายุ 13 ปี, น้องดีดี – 4 ปี และน้องไพรซ์ – 1 ปีครึ่ง เป็นครอบครัวหนึ่งที่เลือกใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักในการสอนลูก ๆ ตั้งแต่เล็ก เพราะเห็นว่าเด็ก ๆ ในวันหน้าคงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องใช้ภาษาอังกฤษเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินชีวิตในสังคม คุณพัชมนเองเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษ โดยทำหน้าที่เป็นล่ามแปลให้กับ “สถาบันฝึกอบรมระหว่างประเทศ ว่าด้วยการดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย” (International Law Enforcement Academy – Bangkok หรือ ILEA-Bangkok) องค์การระหว่างประเทศซึ่งทำหน้าที่ฝึกอบรมด้านวิชาการให้กับกลุ่มเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายต่าง ๆ ทั้งหน่วยงานในเมืองไทยและนานาชาติ 

ก่อนหน้านี้คุณพัชมนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำแผนกองค์การตำรวจสากล กองการต่างประเทศของกรมตำรวจ และเป็นตำรวจหญิงไทยเพียง 1 ใน 2 คนของประเทศ ที่เคยเข้ารับการฝึกอบรมกับองค์กร FBI ประเทศสหรัฐอเมริกามาแล้ว เรียกได้ว่าคุณพัชมนใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักในการทำงานมาตลอด กว่าจะมาเป็นขนาดนี้คุณอาจจะเหนือความคาดหมายเล็กน้อยหากได้ยินเธอยืนยันว่า เธอได้พื้นฐานที่ดีจากการเรียนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนและมหาวิทยาลับในประเทศไทยเรานี้เอง 

“ดิฉันเรียนจบจากม.รามคำแหง เอกภาษาศาสตร์ภาษาอังกฤษ โทสื่อสารมวลชน เรียนมัธยมจากโรงเรียนประจำจังหวัดที่ จ.สิงห์บุรี ค่ะ มาจากครอบครัวคนธรรมดาอยู่ต่างจังหวัดไม่ได้ร่ำรวย พ่อแม่ก็ไม่มีการศึกษาสูง สื่อการสอนที่จะช่วยกระตุ้นก็ไม่มี ถึงจะเป็นเด็กเรียนแต่ไม่ได้ขยันเรียนมากไปกว่าคนอื่น แต่ทำไมเราถึงพูด ฟัง และเขียนภาษาอังกฤษได้ดีมากกว่าคนอื่นอีกหลา ย ๆ คนในรุ่นเดียวกันทั้ง ๆ ที่เริ่มเรียนภาษาอังกฤษค่อนข้างช้า คือประมาณ ป.5 เคยนึกย้อนหลังดูก็จับได้ว่าสิ่งที่ต่างจากคนอื่น ๆ อยู่ตรงจุดเริ่มต้นบางจุดคือ ครูที่มาสอนภาษาอังกฤษเราแต่ละขั้นตอนมีคุณสมบัติไม่เหมือนกัน คนแรกที่มาสอน ABCD จะเน้นพูดออกสำเนียงให้ชัดแบบฝรั่งจริง ๆ ไวยกรณ์ไว้ทีหลังก็ได้ 

ส่วนคนที่สองเน้นเรื่องศัพท์ เป็นคนที่เล่าอะไรสนุก ๆ ทำให้เราอยากรู้ว่าอันนั้นอันนี้แปลว่าอะไร ชอบหากิจกรรมที่ทำให้เด็กท่องศัพท์ได้ ส่วนคนที่สามจะเป็นคนสอนไวยากรณ์ที่เคร่งครัดมาก และบุคลิตของครูสอนภาษาอังกฤษต้องเป็นคนที่ทันสมัย เก๋ ดูคล่องแคล่วว่องไวดึงดูดให้เราชอบ ทำให้คิดว่าถ้าเราพูดภาษาอังกฤษได้เราต้องเก๋อย่างนี้แน่เลย การที่ได้เรียนกับครูเหล่านี้ทำให้เรามีพื้นฐานแน่นและชอบเรียนภาษาอังกฤษไปโดยปริยายค่ะ”

“เห็นเด็กสมัยนี้แล้วอิจฉา…” เพื่อนสาวคนหนึ่งพูดขึ้นลอย ๆ หลังจากเปิดโทรทัศน์ผ่านสถานีเพลง 24 ชั่วโมงสถานีหนึ่งแล้วเห็นพิธีกรหนุ่มสาววัยรุ่นหน้าไทยพูดภาษาอังกฤษกับผู้ชมกันคล่องปรื๋อ ทำให้ผู้เขียนอดถามต่อไปไม่ได้เพราะอยากรู้ว่าคิดอะไรอยู่ แล้วก็ได้คำตอบจากคำปรารภต่อมาที่ว่า “เด็กสมัยนี้พูดภาษาอังกฤษเก่ง ๆ กันทั้งนั้นเลย ไม่ยักเหมือนรุ่นเรา…!!” 

ฟังแล้วก็โดนใจค่ะ เพราะปัญหาเรื่องการพูดภาษาอังกฤษให้ดีนั้นเป็นเหมือนหนามยอกอกคนไทยมานานแล้ว ถึงบางคนจะเข้าข้างตัวเองว่าไม่ใช่ภาษาพ่อแม่เรา ไม่จำเป็นต้องพูดให้ดีนักก็ไม่เห็นจะเป็นไร แต่เชื่อเถอะว่าถึงอย่างไรยุคนี้แล้วพูดอังกฤษเก่งไว้ก็ย่อมจะดีกว่า เพราะเห็น ๆ กันอยู่ว่าคนที่เก่งภาษามักจะมีโอกาสดีกว่าแทบทุกด้าน

ไหนจะหน้าที่การงานที่ก้าวเร็วและไกลกว่า เพราะเจ้านายคงเล็งเห็นแล้วว่าจะส่งให้ไปต่อกรกับใครฝรั่งหรือไทยก็สื่อสารกันเข้าใจ ไปอยู่ที่ไหนในโลกก็ไม่ต้องกลัวอดตาย ดูหนัง ฟังเพลง ท่องอินเตอร์เน็ต แม้กระทั่งตำราเรียนระดับสูง ๆ ก็เป็นกาษาอังกฤษทั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าภาษาเราดีพอจะเถียงกับฝรั่งได้แล้วล่ะก็ เรื่องมันสมองกับความฉลาดนั้นหายห่วง เพราะพี่ไทยเราก็ไม่ด้อยกว่าใครอยู่แล้ว 


มันช่วยไม่ได้ที่ความรู้เรื่องของการเตรียมความพร้อมด้านภาษาในวัยเด็กเล็กเพิ่งจะมีการศึกษาและเผยแพร่กันอย่างจริงจัง เมื่อไม่นานมานี้เอง ทำให้คุณพ่อคุณแม่ลูกอ่อนสมัยยี่สิบกว่าปีก่อนตั้งตัวไม่ทัน ผิดกันกับคุณพ่อคุณแม่สมัยนี้ยุคที่โรงเรียนนานาชาติเปิดกันแพร่หลาย สมัยก่อนมีไม่กี่โรงเรียนแถมเลือกรับแต่ลูกหลานชาวต่างชาติเข้าเรียน

ถ้าเราไม่ได้เป็นลูกครึ่ง มีคุณพ่อคุณแม่เป็นนักเรียนนอก หรือไปเกิดและโตที่เมืองนอก โอกาสได้พูดอังกฤษตั้งแต่วัยหัดพูดก็น้อยลง อย่างมากที่สุดก็ได้เริ่มเรียน ABC ในชั้นอนุบาล บางโรงเรียนเริ่มที่ชั้น ป.1 หรือโรงเรียนของรัฐให้เริ่มที่ชั้น ป.5 ด้วยซ้ำ คำถามหนึ่งที่ตามมาคือ ฉันก็เรียนภาษาอังกฤษตั้งแต่เด็กเหมือนกันแต่ทำไมยังพูดได้ไม่ดีเหมือนเจ้าของภาษาสักทีเล่า? 

การศึกษาเกี่ยวกับเด็กที่เรียนรู้สองภาษา (bilingual) หรือหลาย ๆ ภาษาพร้อมกัน (multilingual) พอจะช่วยตอบคำถามนี้ได้ ศ.ดร.แพทริเซีย เค คูห์ล. ศาสตราจารย์แห่งภาควิชาวิทยาศาสตร์การพูดและการฟัง และเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาทางจิต สมอง และการเรียนรู้ ของมหาวิทยาลัยวอชิงตันในเมืองซีแอตเทิล สหรัฐอเมริกา อธิบายทฤษฎี “Native Language Magnet Theory (NLM)” 

ทารกแรกเกิดทุกคนนั้นเกิดมาพร้อมกับความสามารถในการเรียนรู้ภาษาใด ๆ ก็ได้ การวิจัยของดร.คูห์ล แสดงให้เห็นว่า ใน 6 เดือนแรก เด็กทารกจะมีการบันทึกรูปแบบของเสียงที่เขาได้ยินไว้ในสมองขึ้นอยู่กับภาษาที่เปิดรับ เขาสามารถเรียนรู้เสียงและลักษณะของน้ำเสียงที่แตกต่างกัน แล้วจะเริ่มเปล่งเสียงตามภาษาที่ได้ยินออกมา เมื่อครบขวบปีเขาจะเชี่ยวชาญเป็นพิเศษในภาษาที่เขาได้ยินเป็นประจำ (ภาษาแม่) จากนั้นความสามารถในการจำแนกลักษณะที่แตกต่างของเสียงจะค่อย ๆ สิ้นสุดลง จึงหมายความว่า หากเด็กได้ยินสำเนียงภาษามากกว่าหนึ่งภาษาตั้งแต่ช่วงขวบปีแรกจะสามารถเรียนรู้และพูดภาษานั้นตามได้โดยอัตโนมัติประดุจภาษาแม่ 
ยิ่งหากได้ยินสำเนียงที่แท้แบบเจ้าของภาษามาเอง โอกาสเลียนแบบการพูดที่ถูกต้องก็ยิ่งมีมากขึ้น การเรียนรู้นี้จะเป็นพื้นฐานช่วยเพิ่มพูนความสามารถในการเรียนภาษาอื่น ๆ ที่หลากหลายได้ในเวลาต่อมา ทฤษฎีนี้ช่วยอธิบายข้อสงสัยที่ว่าทำไมเด็กลูกครึ่งหรือชาวต่างชาติในเมืองไทยบางครอบครัวจึงสามารถพูดได้ทั้งภาษาของชาตินั้นและภาษาไทยตั้งแต่เริ่มหัดพูด 


หลายงานวิจัยจิตเวชยืนยันว่าการเรียนภาษาหลาย ๆ ภาษาตั้งแต่เด็กจะง่ายกว่าเรียนเมื่อโตแล้ว การใช้เทคนิคจำลองภาพกิจกรรมของสมองในผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพแข็งแรงด้วยแรงสั่นสะเทือนของแม่เหล็กโดยนักวิจัยจากศูนย์โรคมะเร็งสโลน-เค็ทเทอร์ริ่งในนิวยอร์ค พบว่าผู้ใหญ่ที่เรียนสองภาษาตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็ก ๆ มีการเก็บภาษาทั้งสองไว้ด้วยกันในพื้นที่เดียวกันในสมอง จึงสามารถใช้ภาษาที่สองได้เหมือนกับเป็นภาษาแม่อีกภาษาหนึ่ง 

หากคนที่เรียนภาษาที่สองตอนที่โตแล้วจะใช้เนื้อที่สมองคนละส่วนกัน ดังนั้นเขาจึงแนะนำว่าการให้เด็กเรียนรู้ภาษาที่สองหรือสามควรเริ่มตั้งแต่ตอนเป็นเด็กเล็ก ๆ ยิ่งเร็วยิ่งดี เพราะหากเข้าสู้วัยผู้ใหญ่แล้วยิ่งเรียนรู้ได้ยากขึ้น เข้าทำนองไม้อ่อนดัดง่าย ไม่แก้ดัดยาก นั่นเอง

คุณพ่อคุณแม่ครับ หากลูกเราไม่ได้เรียนโรงเรียนนานาชาติ ไม่ได้เรียนโรงเรียนอนุบาลสองภาษา ไม่ได้เป็นญาติกับฝรั่งหรือมีเพื่อนบ้านท่่ี่เป็นชาวต่างชาติ เราก็สามารถสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ภาษาอังกฤษให้กับลูกของเราได้ครับ สร้างขึ้นภายในบ้านนี่แหละครับ เพราะวัยที่เหมาะสมที่สุดในการพัฒนาทักษะทางด้านภาษาก็คือตอนเด็กนี่แหละครับ อย่าให้เด็กๆพลาดโอกาสทองครับ เราลองมาดูวิธีง่ายๆกันครับว่าคุณพ่อคุณแม่ทำอะไรได้บ้าง

1. คุณพ่อคุณแม่หลายคนลืมไปนะครับว่าตัวเองก็พอจะพูดภาษาอังกฤษได้บ้าง แม้จะงูๆปลาๆก็เถอะ ครับผมกำลังจะบอกว่าพูดภาษาอังกฤษกับลูกบ้าง คำง่ายๆวันละเล็กวันละน้อยในชีวิตประจำวันนี่แหละครับ เพื่อสร้างความคุ้นเคยภาษาอังกฤษให้กับลูกๆ ของเราครับ

2. ซื้อหนังสือนิทานภาษาอังกฤษที่มีภาพสวยงามเก็บเอาไว้ที่บ้านบ้าง เพราะหนังสือเหล่านี้ดึงดูดความสนใจของเด็กครับ แม้ว่าเข้าจะยังอ่านภาษาอังกฤษไม่ออกก็ตาม แต่เขาก็จะเริ่มซึมซับภาษาอังกฤษโดยอัติโนมัติ และอย่างเป็นธรรมชาติ โดยที่เด็กไม่รู้สึกฝืนใจหรือรู้สึกว่าถูกบังคับให้เรียนครับ

3. เปิดเพลงภาษาอังกฤษสำหรับเด็กให้ลูกฟัง แล้วลูกๆของคุณพ่อคุณแม่จะร้องตามเองแหละครับ เพลงเข้าถึงจิตใจเด็กได้ง่ายมากครับ

4. การ์ตูนภาษาอังกฤษครับ เด็กๆรับได้ง่ายมากหามาให้ลูกดูครับ ถ้าไม่รู้จะหาการ์ตูนที่เป็นภาษาอังกฤษได้จากที่ไหน ก็ติดตามที่ Blog นี้แหละครับ จะมีอะไรดีๆสำหรับการศึกษาอีกมากมานำเสนอครับ

5. สุดท้ายที่พอนึกได้ก็คือเกมที่เป็นภาษาอังกฤษครับ แต่เน้นเกมที่สะอาดหน่อยนะครับ เพราะสมัยนี้มีเกมที่รุนแรงหรือไม่เหมาะสมกับเด็กอยู่มากครับ

นักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่าการเรียนภาษาที่สองทำให้สมองพัฒนามากขึ้นนักวิจัยจากมหาวิยาลัยลอนดอนได้ทำการศึกษาการทำงานของสมองจำนวน 105 คน โดย 80 ในกลุ่มผู้เข้ารับการทดสอบนั้นเป็นผู้ที่สามารถพูดได้สองภาษา พบว่า การเรียนภาษาอื่นสามารถพัฒนาสมองส่วนสีเทา ซึ่งเป็นบริเวณที่ใช้ในการประมวลผล คล้ายกับการออกกำลังกายให้กับกล้ามเนื้อ

คนที่เรียนรู้ภาษาที่สองตั้งแต่วัยเด็กนั้นมีสมองส่วนสีเทาพัฒนามากกว่าผู้ที่เริ่มเรียนเมื่อโตขึ้น นักวิทยาศาสตร์ได้เรียนรู้ว่าสมองสามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของตัวมันเองเมื่อได้รับการกระตุ้น แต่งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่า การเรียนภาษาเป็นทางหนึ่งในการพัฒนาสมองด้วย

ทีมวิจัยได้ตรวจสอบกลุ่มตัวอย่างชาวอังกฤษจำนวน 25 คนที่ไม่สามารถพูดภาษาที่สองได้ และอีก 25 คนที่สามารถพูดภาษาแถบยุโรปภาษาอื่นก่อนอายุ 5 ปี และอีก 33 คนที่สามารถพูดได้สองภาษาระหว่างอายุ 10-15 ปี

การตรวจสอบพบว่า ในผู้ที่สามารถพูดได้สองภาษานั้น สมองส่วนสีเทาในสมองซีกซ้ายมีความหนาแน่นมากกว่าผู้ที่ไม่ได้พูดภาษาที่สอง โดยผลการตรวจสอบครั้งนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Nature

งานวิจัยนี้ได้ทำการตรวจสอบซ้ำในการศึกษาชาวอิตาลีจำนวน 22 คนที่เรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองเมื่ออายุ 2 ปีและ 34 ปี

แอนเดรีย มีเชลลิ หัวหน้าหน่วยวิจัยสถาบันทางประสาทวิทยา ที่ UCL กล่าวว่า งานวิจัยนี้สามารถอธิบายได้ว่า ทำไมเด็กเล็ก ๆ จึงสามารถเรียนรู้ภาษาที่สองได้เร็วกว่า

งานวิจัยนี้แสงให้เห็นว่า ผู้เรียนภาษาที่มีอายุมากนั้นไม่มีความสามารถในการเรียนเท่ากับผู้ที่มีอายุน้อยกว่า แต่ คลิต ศูนย์สถาบันภาษาแห่งชาติได้ให้ข้อสงสัยเกี่ยวกับการเรียนภาษาเมื่อวัยเด็กว่า ยังขาดหลักฐานยืนบันการเปรียบเทียบผลกระทบที่เกิดขึ้นของการศึกษาพื้นฐานของกลุ่มอายุที่แตกต่างกัน

แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดนั้นคือ งานวิจัยนี้ทำให้คนเริ่มเรียนภาษาตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งจากการสำรวจพบว่า คนทำงานในประเทศสหราชอาณาจักรเพียง 1 ใน 10 ที่สามารถพูดภาษาต่างชาติได้ แต่ในปี 2010 นี้โรงเรียนประถมจะมีการบังคับให้เด็กเริ่มเรียนภาษาในโรงเรียน

ได้อ่านรายงานการประชุมร่วมระหว่างทบวงมหาวิทยาลัย และองค์กร CIDA ของประเทศแคนาดา ในหน้าแรกมีบทสรุปปาฐกถา เปิดงานของรัฐมนตรีทบวงฯ ในสมัยนั้นคือ........คุณประจวบ ไชยสาส์น ซึ่งกล่าวไว้ว่า ปัจจุบันระดับความสามารถด้านภาษาอังกฤษของเด็กไทยดีขึ้นกว่าเมื่อสิบปีที่แล้วเล็กน้อย  วัดได้จากผลคะแนน TOFLE และ IELTS ซึ่งเป็นข้อสอบวัดระดับภาษาอังกฤษของประเทศอเมริกาและอังกฤษ รู้สึกดีใจเล็กน้อยค่ะ ในฐานะที่มีส่วนในกาเรียนการสอนภาษาอังกฤษในประเทศไทย
แต่เมื่ออ่านต่อไป ข้อความมีว่าระดับภาษาอังกฤษของเด็กเทียบจากคะแนน TOFLE และ IELTS อยู่ระดับเดียวกับเด็กจากประเทศมองโกเลีย...ตรงนี้น่าคิดค่ะ อ่านต่อไปอีกนิดดีใจเพิ่มขึ้นอีกหน่อย เพราะรัฐมนตรีบอกว่า ระดับภาษาอังกฤษของเด็กไทยถึงจะต่ำ แต่ก็ยังสูงกว่าเด็กญี่ปุ่น และเกาหลีเหนือบ้างเล็กน้อยอ่านไปอ่านมาเลยมีความรู้สึกที่บอกไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะดีใจหรือเสียใจดี รู้แต่ว่า การเรียนการสอนภาษาอังกฤษในบ้านเรามีปัญหาค่ะ คิดต่อไปว่า...จะทำอย่างไรดี ให้เด็กๆ บ้านเราเก่งภาษา...ที่สำคัญพ่อแม่ หรือที่บ้านจะเล่นสนุกกับลูกให้ได้ภาษาไปด้วยนั้น ควรจะทำอย่างไร ก่อนอื่นต้องขอพูดเรื่องการเล่นก่อนนะคะ การเล่นเป็นกระบวนการสำคัญต่อการพัฒนาของเด็ก เด็กเล็กๆ จะสามารถฝึกทักษะการสังเกต การจดจำ การจำแนก ฝึกพฤติกรรมด้านเอื้อเฟื้อ หรือก้าวร้าวจากการเล่นได้ ถ้าจะให้ความเห็นอย่างตรงไปตรงมาในเรื่องนี้ อยากจะให้พ่อแม่สนุกกับลูกให้ ได้ทักษะทางภาษา มากกว่าให้ได้ ภาษาอังกฤษนะคะ ลูกในที่นี้หมายความถึงลูกที่ยังเป็นเด็กเล็กนะคะ ยังไม่ถึงวัยรุ่น เพราะถ้าเป็นวัยรุ่นแล้วคงไม่อยากมาเล่นสนุกกับพ่อแม่แล้ว และทักษะทางภาษาในที่นี้ก็คือ ทักษะฟัง พูด อ่าน เขียน การจะเก่งภาษาอะไร จำเป็นต้องมีการฝึกใช้ทักษะ และทักษะทางภาษาสามารถถ่ายโอนจากภาษาหนึ่งไปสู่ภาษาหนึ่งได้ โดยเฉพาะจากภาษาแม่ไปสู่ภาษาอื่น ดังนั้นเมื่อลูกยังเล็ก ถ้าพ่อแม่เล่นสนุกกับลูกให้มีทักษะ ฟัง พูด อ่าน เขียน ภาษาไทยแล้ว ความเป็นไปได้ที่ลูกจะถ่ายทอดทักษะ เหล่านี้ไปในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ จะมีสูงมาก

          ผู้เขียนเคยบอกความเห็นอยู่ตลอดเวลาว่า ไม่มีประโยชน์ที่จะสอนให้เด็กไทย เขียนเรียงความภาษาอังกฤษ ในเมื่อเด็กไทยไม่เคยเขียนเรียงความภาษาไทยเลย หรือ ไม่น่าวิจารณ์กันเลยว่า ทักษะการอ่านภาษาอังกฤษของเด็กไทยต่ำ ก็เมื่อเด็กไทยไม่รักการ อ่านแม้แต่ในภาษาไทย เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว เด็กไทยได้เรียนรู้ถึงกลวิธีที่ควรมีในการอ่านจากวิชาภาษาอังกฤษ เช่น การอ่านสำรวจ อ่านกวาด อ่านเร็ว อ่านจับใจความ ดังนั้น ในการเรียน ภาษาอังกฤษ เด็กไทยจึงต้องเรียนถึงกลวิธีในการอ่าน และภาษาอังกฤษในเวลาเดียวกัน ทำให้การอ่านไม่มีประสิทธิภาพ

         ดังนั้น จึงขอพูดฟันธงลงไปเลยว่า ก่อนจะเล่นสนุกกับลูกให้ได้ภาษาอังกฤษ ขอให้พ่อแม่เล่นสนุกกับลูกให้ได้ทักษะทางภาษาเสียก่อน คราวนี้มาดูภาษาอังกฤษกันบ้าง เริ่มแรกควรให้ลูกได้สนุกกับการฟังภาษาอังกฤษก่อน ตั้งแต่ลูกยังเล็กยังพูดไม่ได้ ก็เริ่มฝึกทักษะการฟังได้เลยนะคะ โดยการเปิดเพลงภาษาอังกฤษน่ารักๆให้ลูกฟัง ที่จริงจะฝึกตั้งแต่ลูกยังอยู่ในท้องเลยก็ได้ อ้าวไม่เคยได้ยินงานวิจัยที่ว่าถ้าอยากให้ลูกมี ทักษะทางดนตรี ก็ให้เปิดเพลงให้ลูกฟังตั้งแต่อยู่ในท้องหรือคะ แต่งานวิจัยเรื่องเปิดเทป เพลงเพลงภาษาอังกฤษให้ลูกฟังตั้งแต่อยู่ในท้อง เพื่อให้ลูกเก่งภาษาอังกฤษ ยังไม่เคยอ่านพบค่ะ ผู้อ่านท่านใดจะนำไปเป็นหัวข้อวิจัยก็ได้นะคะไม่หวง เอาละค่ะเอาเป็นเปิดเพลงภาษาอังกฤษง่ายๆ น่ารักๆ ให้ลูกที่ยังเล็กๆ ฟังก็แล้วกันค่ะ  

        ช่วงที่เด็กยังพูดไม่ได้ ได้แต่ฟังนี้ เป็นช่วง Silent Stage (ช่วงเงียบ) ช่วง นี้เป็นช่วงที่เด็กเรียนรู้ภาษาได้มากมายเหลือเกิน แต่ภาษาที่ให้ลูกฟังในช่วงนี้ควรเป็นภาษา ง่ายๆ นะคะ ในช่วงนี้เด็กจะซึมซับเสียงในภาษาอังกฤษ และเมื่อเขาพร้อมจะพูด เขาจะพูดด้วยสำเนียงที่ถูกต้อง ถ้าพ่อแม่ไม่มีสำเนียงภาษาอังกฤษที่เหมือนเจ้าของภาษา ขอแนะนำว่าอย่าเป็นคนร้องเพลงภาษาอังกฤษให้ลูกฟัง ใช้สื่อดีกว่า จะเป็นสื่อเทปวิทยุ หรือวีดีทัศน์ก็ได้ ถ้าเป็นวีดีทัศน์เด็กจะสนุกสนาน และเข้าใจเรื่องมากขึ้น แต่ก็ไม่ควรให้เด็กดูวีดีทัศน์มากนัก เพราะจะทำให้เด็กขาดจินตนาการ และจะไม่ดีต่อสายตา ย้ำว่าเทปวิทยุจะดีกว่า เด็กเล็กๆ เขาไม่เบื่อกับการฟังอะไรซ้ำซากนะคะ พ่อแม่ไม่ต้องเป็นห่วง เมื่อเด็กพูดได้ พ่อแม่อาจให้ลูกร้องเพลงภาษาอังกฤษไปพร้อมกับเทปก็ได้ค่ะ

       งานวิจัยหลายฉบับลงความเห็นว่า อายุที่เหมาะสมที่สุดในการเรียนภาษาที่สอง คือเมื่อเด็กอายุระหว่าง 11-13 ปี แต่ถ้าเรียนรู้ภาษาที่สองในขณะที่เด็กอายุต่ำกว่า 11 ปี จะทำให้เด็กสามารถออกเสียงได้ถูกต้องมากกว่ามาเรียนเมื่อมีอายุ 11-13 ค่ะ

       ในเรื่องการฟังนี้ ถ้าเป็นเด็กโตขึ้นมาอีกนิดอาจให้เด็กดูการ์ตูนภาษาอังกฤษ หรือ นิทานภาษาอังกฤษจากวีดีทัศน์ แล้วลองให้เด็กเล่าเรื่องที่ดูให้ฟังซิคะ เป็นภาษาไทยนะคะ การจะทำอย่างนี้ได้ เราต้องไม่ดูเรื่องนี้กับลูก ไม่เช่นนั้นจะโดนคำถามที่ทำให้เราหน้าแตก ได้ว่าทำไมต้องเล่าก็เมื่อดูด้วยกัน พ่อแม่อาจจะซักไซร้ว่าตอนที่เจ้าตัวนั้นในการ์ตูนบอก ให้เจ้าอีกตัวทำอย่างนั้นเขาพูดว่าอะไร ถ้าลูกไม่รู้ หรือจำไม่ได้ ก็บอกให้ไปดูอีกครั้ง แต่การถามอย่างนี้เอาแค่ศัพท์ หรือสำนวนตัวสองตัวนะคะพอสนุก เพราะเราเป็นคุณพ่อคุณแม่ นะคะ ไม่ใช่คุณครูจะได้สอบเด็กลูกเดียว อาจจะมีการลงลึกเพื่อฝึกความคิดวิเคราะห์ หรือ เรียนรู้ศีลธรรมก็ได้นะคะ เช่นถามว่าถ้าหนูเป็นเจ้าตัวนั้นหนูจะทำอย่างไรดี หรือว่าเจ้าตัวนั้นดีหรือไม่ดี พราะอะไร หนูอย่าเอาอย่างนะคะ แต่การ์ตูนที่จะให้เด็กดูควรผ่านการคัด สรรมาเป็นอย่างดีนะคะ ต้องไม่เป็นการ์ตูนที่ทำให้เด็กชอบความรุนแรง หรือเสริมสร้างพฤติกรรมที่ก้าวร้าวค่ะ

        นอกจากการฟังแล้ว พ่อแม่อาจจะเล่นสนุกกับลูกด้วยการอ่านหนังสือภาษาอังกฤษด้วยกัน หนังสือสำหรับเด็กเล็กต้องมีภาพประกอบใหญ่ๆและสวยงามนะคะ เริ่มแรกพ่อแม่ก็อ่านเรื่องให้ลูกฟังก่อน ให้เด็กดูแต่รูปแต่ต้องเป็นการเล่าเรื่องประกอบภาพนะคะ คือต้องให้เด็กเข้าใจความหมายของเรื่องจากภาพโดยไม่ต้องแปล หรือเล่าเรื่องนี้เป็นภาษาไทยก่อน แล้วจึงเล่าเป็นภาษาอังกฤษ และก็ไม่ใช่เล่าครั้งเดียวแล้วทิ้งหนังสือไปเลยนะคะ เอากลับมาเล่าใหม่ได้ในเวลาอันควร แล้วก็ไม่ใช่อ่านแล้วก็แล้วไปนะคะ ควรมีการพูดคุยกับลูกเรื่องที่อ่าน เช่น ชอบใคร ไม่ชอบใคร เพราะอะไร ทำไมเขาถึงทำเช่นนี้ ถูกต้องหรือไม่ ควรทำอย่างไร เป็นต้น

        ข้อพึงระวังก็คือ แค่คำถามสองสามคำถามนะคะ เอาพองาม พอสนุกค่ะ การอ่านภาษาอังกฤษกับลูกที่ยังอ่านหนังสือไม่ออก จะทำให้ลูกได้เห็นตัวอักษรต่างๆ เมื่อเขาเริ่มหัดเขียนก็จะทำให้เขาเขียนได้ง่ายขึ้นและ การอ่านและการฟังจะทำให้เด็กได้เห็น และได้ยินโครงสร้างของภาษาอยู่ตลอดเวลา เมื่อเขาพร้อมจะใช้ภาษาในการพูดหรือ เขียนเมื่อไหร่ เขาก็จะนำเอาโครงสร้างที่เขาได้เห็นอยู่บ่อยๆออกมาใช้ได้ เด็กจะสามารถเรียนรู้ศัพท์ ไวยากรณ์ และโครงสร้างทางภาษาได้ดี จากเนื้อความที่สื่อความหมายกับเขาได้ ไม่ใช่เป็นคำโดดๆ หรือกฎเดี่ยวๆค่ะ พ่อแม่ไม่ควรบังคับให้ลูกอ่านหรือฟัง ถ้าเขาไม่มีอารมณ์อยากทำนะคะ เพราะจะทำให้เขาเกลียดภาษาอังกฤษไปเลย อย่าลืมนะคะว่าเรากำลังเล่นสนุกกับลูก ไม่ใช่สอนหนังสือลูก ถ้าเขาไม่นึกสนุกแล้วก็เลิกไปเสียก่อนค่ะ ถ้าเด็กเล่นกับภาษาอังกฤษแล้วรู้สึกสนุก เขาก็จะมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนภาษาอังกฤษค่ะ  พ่อแม่ไม่ควรบังคับให้ลูกพูดภาษาอังกฤษที่บ้านนะคะ นอกจากเขาอยากจะพูดเอง และถ้าเขาพูดแต่พูดผิด แต่การพูดผิดของเขายังสามารถสื่อความเข้าใจได้ พ่อแม่ก็อย่าไปแก้ความผิดนั้นแบบตรงๆ นะคะ เพราะเด็กจะขาดความมั่นใจและไม่อยากพูดภาษาอังกฤษอีก

        ท่านอดีตนายกรัฐมนตรี คุณอานันท์ ปันยารชุน ได้เคยกล่าวไว้ว่า "เด็กคือทรัพยากรที่ล้ำค่าของชาติ การลงทุนในเด็กเท่านั้นที่เราจะประกันอนาคตของชาติ" ดังนั้น ถ้าคุณพ่อคุณแม่ลงทุนเวลา และเงินทอง เล่นสนุกกับลูกในภาษาอังกฤษตอนที่ลูกยังเล็ก ก็จะมีส่วนช่วยให้คนไทยในอนาคตมีทักษะภาษาอังกฤษที่ดีขึ้น สามารถทำให้ประเทศไทยของเรา ยืนหยัดเป็นส่วนหนึ่งของสังคมโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพค่ะ

ผศ.ดร. กุลยา ตันติผลาชีวะ สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วารสาร การศึกษาปฐมวัย ปีที่ 2 ฉบับที่ 4 ตุลาคม 2541 หน้า 28 - 34 
"อยากให้ลูกเก่งภาษาอังกฤษ ควรเริ่มเรียนเมื่อไรดี" 
"ตอนนี้ลูกอยู่อนุบาล 3 จะส่งไป Summer Course สำหรับเด็กดีไหมคะ" 
"อยากให้ลูกเรียนโรงเรียนฝรั่ง จะได้เก่งอังกฤษ จริงไหมคะ" 
"เด็กเรียน 2 ภาษาจะสับสนไหมครับ" 

หลากหลายคำถามของผู้ปกครอง แสดงให้เห็นถึงความห่วงใย และให้ความสำคัญกับภาษาอังกฤษ ซึ่งเชื่อว่า เป็นภาษาสำคัญสำหรับการติดต่อสื่อสารระหว่างประเทศ การใช้คอมพิวเตอร์ และการศึกษาค้นคว้าตำราซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษ นับวันภาษาอังกฤษจะมีความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ การเตรียมเด็ก การช่วยให้เด็กเรียนรู้และเก่งภาษาอังกฤษจึงเป็นสิ่งจำเป็น 

ผู้ปกครอง : ดิฉันอยากให้ลูกเก่งภาษาอังกฤษ จะส่งลูกเข้าโรงเรียนเซนต์ ต่าง ๆ ก็ไกลมาก เดินทางลำบาก จะให้อยู่หอพักก็สงสารเพราะยังเล็ก เลยให้เรียนที่โรงเรียนใกล้บ้าน ซึ่งคิดว่าดีที่สุด แต่โรงเรียนที่ลูกเรียนนี้ไม่มีสอนภาษาอังกฤษระดับอนุบาล กว่าจะได้เรียนภาษาอังกฤษจริงต้อง ป.5 จะช้าเกินไปไหมคะสำหรับการเรียนภาษา 

ตอบ การเรียนภาษาอังกฤษ หรือภาษาใด ๆ ก็ตามของเด็กปฐมวัยไม่จำเป็นต้องเรียนแบบอ่าน คัด เขียน อย่างเป็นระบบวิธีการในโรงเรียน เด็กปฐมวัยสามารถเรียนภาษาได้โดยใช้ประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน ตามหลักการเรียนภาษาโดยใช้ประสบการณ์เป็นฐาน (whole language) เป็นวิธีการเรียนภาษาจากพื้นฐานประสบการณ์เดิมของเด็ก แล้วบูรณาการการอ่าน เขียน ฟัง และพูดด้วยการได้เห็น การเข้าไปมีส่วนร่วม การสอนแบบนี้ ครูจะมีรูปแบบของการฝึกภาษา และ การส่งเสริมให้รักการอ่าน จากคำที่เด็กคุ้นเคย ซึ่งผู้ปกครองสามารถสอนเองได้เช่นกันโดยจัดหาอุปกรณ์ สิ่งพิมพ์ หนังสือที่จูงในให้เด็กอยากเปิดอ่านเองได้ ด้วยตัวของผู้ปกครองเอง แล้วนำคำที่เด็กเคยรู้เคยเห็นมาสอน เช่น Bus, Hotel เป็นต้น 

ผู้ปกครองสามารถสอนเด็กได้ง่าย ๆ จากกิจกรรมต่อไปนี้ 

1. ฝึกเด็กให้รู้จักสังเกตคำที่ปรากฏทั่วไป ชี้ให้ดูพยัญชนะ คำภาษาอังกฤษจากโทรทัศน์ สิ่งของเครื่องใช้ คำ โฆษณา หนังสือพิมพ์ และศัพท์ที่ปรากฏทั่วไป ผู้ปกครองต้องชี้ อ่านให้เด็กฟัง พร้อมแปล แล้วให้เด็กลองออกเสียง อาจร้อง เป็นทำนอง เด็กจะสนุกและเกิดการเรียนโดยอัตโนมัติ ขณะนั่งรถไปตามทางจงใช้โอกาสว่างระหว่างนั่งรถในการสอนภาษาอังกฤษกับเด็กทุกครั้ง เพราะเด็กกำลังตื่นตัวกับประสบการณ์ข้างทาง 

2.อ่านให้ฟัง นิทานกับเด็กเป็นของคู่กัน เด็กชอบฟังนิทานและเรียนรู้หลายอย่างจากนิทาน ผู้ปกครองควรอ่านนิทานเป็นภาษาอังกฤษและแปลเป็นไทยให้เด็กฟัง การฟังเป็นประจำทุกวันจะทำให้เด็กจำได้ สนุกทั้งนิทาน และได้เรียนรู้ทั้งภาษาอังกฤษ เวลาเล่านิทานที่เหมาะมาก คือ ก่อนนอน ควรอ่านเรื่องซ้ำ ๆ เด็กไม่เบื่อที่จะฟังนิทานซ้ำเรื่อง โดยเฉพาะ เรื่องที่ประทับใจ การอ่านซ้ำ การเล่าซ้ำจะทำให้เด็กจำเรื่อง จำศัพท์ จำประโยคและสำนวนภาษาเก็บไว้ในใจลึก ๆ ได้ ประการสำคัญเมื่อเล่านิทานจบลง ควรทบทวนศัพท์สัก 2 - 3 คำก่อนจะเลิกเล่า แต่ถ้าเล่าแล้วเด็กหลับไปก่อน ไม่เป็นไร อาจถามทบทวนในวันใหม่ได้ การได้ฟังได้พูดซ้ำ ๆ หลายครั้งเด็กจะจำศัพท์ได้ดี ศัพท์ที่ทวนควรเป็นศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับประสบการณ์เด็ก เช่น เล่าเรื่อง หนูกับราชสีห์ ศัพท์ที่ทวน ได้แก่ Rat, Lion, Tree ไม่ใช่ relation, meet ซึ่งไกลประสบการณ์เด็กเว้นแต่คุ้นกับคำง่ายแล้ว จึงเพิ่มเติมคำไกลตัว ข้อสำคัญอย่าสอนสะกดคำหรือคาดคั้นให้เด็กท่องศัพท์ เด็กจะเครียดและเกลียดภาษาอังกฤษในที่สุด เด็กอาจท่องตามท่านเป็นนกแก้ว นกขุนทอง เด็กจะฝังความรู้สึกความไม่ชอบอยู่ภายใน จงให้เด็กได้เรียนแบบสนุก เรียนปนเล่นเหมือน คำว่า Plearn (เพลิน) Play + learn ของศาสตราจารย์ ดร.อนันต์ สมุทรวานิช เด็กจะเรียนรู้และจำได้อย่างมีความสุข 

3.สร้างความคุ้นเคยด้วยการใช้บทสนทนา ทักทายอย่างง่ายเป็นประจำ เมื่อพบเด็ก เช่น 
Good morning, How are you? 
What is your name? 
Where are you going? 
ควรถามซ้ำ ๆ การถามซ้ำทำให้จำได้แล้วจึงขยายประโยคต่อไป จากคำตอบนี้ต้องการบอกให้ผู้ปกครองทราบว่าไม่ต้องหาโรงเรียนให้ยุ่งยากใจ ผู้ปกครองสามารถสอนเองได้ สอนที่บ้าน สอนขณะเดินทาง สอนด้วยตนเอง ไม่ช้าเกินไปในการเรียนภาษาอังกฤษ ถ้าผู้ปกครองใส่ใจ แม้เด็กจะเรียนในโรงเรียนที่ไม่มีการสอนภาษาอังกฤษเลยก็ตาม 

ผู้ปกครอง : การเรียนรู้ภาษาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาไทย ควรปลูกฝังตอนอายุเท่าไรและควรเริ่มสอนอย่างไรลูกจึงไม่สับสน 

ตอบ การเรียนรู้ที่มากกว่า 1 ภาษา เป็นส่งจำเป็นหรือเป็นประโยชน์สำหรับคนในโลกปัจจุบัน นอกจากภาษาปากของพ่อแม่แล้ว การได้เรียนภาษาอื่นยิ่งเป็นการดีสำหรับเด็ก โดยเฉพาะการเรียนโดยธรรมชาติจากสิ่งแวดล้อมรอบตัว เช่น ลูกไทยในครอบครัวจีน ถ้าอาหม่า อากงจะใช้ภาษาจีนกับลูกก็ควรให้ถือเป็นปกติ และสนับสนุนให้พูด เด็กก็ได้เรียนรู้ อีก 1 ภาษา หากปู่ย่า ตายาย เป็นฝรั่งก็ควรให้ลูกได้ฝึกได้เรียนภาษาฝรั่งไปด้วย แต่หลักการที่สำคัญเมื่อกลับมาใช้ภาษาพ่อ แม่ พ่อแม่ก็ต้องสอนและใช้ภาษาของตนให้ถูกต้อง ถ้าจะกล่าวถึงภาษาอื่นก็ให้ถูกต้องด้วยเช่นกัน การเรียนภาษาโดยธรรมชาติจากครอบครัวนี้เรียนเมื่ออายุเท่าไรก็ได้ แต่ถ้าเรียนในโรงเรียนควรเริ่มได้ตั้งแต่อนุบาลเด็กเล็ก 3 ขวบขึ้นไป เพราะเป็นวัยของการเรียนรู้ที่งอกงามและรวดเร็ว เด็กจะเริ่มเรียนรู้ภาษาจากศัพท์ ประโยคแล้วตามด้วยเรื่องราวยาว ๆ การได้ฟังการพูดที่ดีถูกต้อง จะช่วยให้เด็กได้เรียนรู้กฎไวยากรณ์ การออกเสียงของเด็กและคำต่าง ๆ มาจากการเลียนแบบการพูดของคนรอบข้าง ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ถ้าจะพูดกับเด็กจะต้องตระหนักต่อการใช้ประโยคที่ถูกต้อง มีไวยากรณ์ที่เหมาะสมกับวัยเด็ก ไม่ควรใช้ภาษาไม่สวยกับเด็ก 

ผู้ปกครอง : เด็ก 3 ขวบเรียนในโรงเรียนนานาชาติ แต่พอกลับบ้านพ่อแม่สื่อสารด้วยภาษาไทย เด็กจะเกิดความสับสนหรือไม่ วัยนี้เหมาะหรือไม่ถ้าจะเรียนในโรงเรียนนานาชาติ 

ตอบ ไม่เป็นปัญหาสำหรับเด็ก เพราะเด็ก 3 ขวบมีวุฒิภาวะที่จะเรียนภาษาได้แล้วเริ่มใช้ประโยคได้ เด็กอาจเก่งภาษาหนึ่งมากกว่าอีกภาษาหนึ่ง หรือเก่งเท่ากันทั้งสองภาษา คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องห่วงเพียงแต่ว่า คุณพ่อคุณแม่ใช้ภาษาของตนให้ถูกต้องก็แล้วกัน กับข้อคำถามว่าวัยนี้เหมาะจะเรียนโรงเรียนนานาชาติหรือไม่ ขึ้นอยู่กับคุณพ่อคุณแม่ว่าจะให้เรียนเพื่ออะไร ถ้าเป็นเพราะว่าครอบครัวต้องไปต่างประเทศบ่อย หรือมีเจตจำนงค์โดยแท้ว่าต้องการให้ลูกเก่งภาษาที่สองโดยใช้สิ่งแวดล้อมทางภาษาก็อาจให้เข้าเรียนได้ แต่ถ้าให้ลูกเรียนเพื่อสนองความต้องการคุณพ่อคุณแม่เพราะรู้สึกเท่ห์ดี ทัดเทียมเพื่อนบ้าน ไม่ควรให้เรียน เหตุผลเพราะคุณพ่อคุณแม่จะไม่ตระหนักต่อการใช้ภาษาของเด็ก ทำให้เด็กสับสนทางภาษา ไม่มั่นใจตนเอง มีภาพลักษณ์กับตนเองไม่ดี เช่นไปลุ้นให้เด็กใช้ภาษาต่างประเทศมากเกินไป หรือปล่อยปละละเลยภาษาตนเองทำให้ใช้ภาษาสับสนได้ 

อีกประการหนึ่ง โรงเรียนนานาชาติไม่ใช้โรงเรียนสอนภาษาอังกฤษ แต่โรงเรียนนานาชาติเป็นโรงเรียนที่จัดขึ้นเพื่อให้เด็กต่างชาติ ต่างวัฒนธรรม ที่ต้องมาอาศัยอยู่ ณ ประเทศหนึ่งได้ศึกษา ได้เรียนรู้วัฒนธรรมที่ต่างไปจากตนโดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลางการเรียน ไม่ได้มุ่งให้เรียนภาษาอังกฤษ ดังนี้การเข้าเรียนในโรงเรียนนานาชาติ จึงไม่ได้ยืนยันถึงการเรียนรู้ทางภาษาอย่างแท้จริง 

ความคุ้นเคย ความเคยชินและความสม่ำเสมอในการใช้ภาษาจะช่วยให้เด็กเรียนรู้ภาษาได้เท่า ๆ กับการเรียนในโรงเรียนจริง ถ้าผู้ปกครองต้องการให้เด็กรักภาษา ไม่จำเป็นต้องให้ลูกไปเข้าโรงเรียนนานาชาติที่ต้องเครียดกับการปรับตัวอีกอย่างหนึ่งด้วย เพราะจะมีเด็กหลากหลายชาติ หลายภาษามาเรียนร่วมกัน แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความตั้งใจของพ่อแม่พร้อมที่จะปรับให้เป็นความเพลิดเพลินสำหรับเด็ก ๆ 

ผู้ปกครอง : สมัยนี้ภาษาอังกฤษมีความจำเป็น ต้องรู้อ่าน เขียน พูด ดิฉัน คิดว่า คนไทยพูดภาษาอังกฤษไม่เก่ง ไม่กล้าพูด เพราะเราไม่คุ้นปากคุ้นหู หรืออาจเป็น เพราะเราเรียนกับครูไทยใช่หรือไม่ สมควรไหมว่า เราควรจ้างฝรั่งมาสอนลูกเสียแต่เล็กเลยจะได้คุ้นกับสำเนียงภาษา 

ตอบ : จุดประสงค์ของการเรียนภาษาทุกภาษา มุ่งที่เขียน อ่าน พูด และสื่อสารได้อย่างเข้าใจถูกต้องเหมือนกัน แต่การที่เด็กไทยเรียนภาษาที่สองแล้วยังไม่คล่องนั้นเป็นเพราะการจูงใจในการเรียนมากกว่า มีทฤษฎีการเรียนรู้หลายทฤษฎีที่บอกว่าคนเรียนรู้ได้ เช่น บางทฤษฎีบอกว่า ถ้าถูกวางเงื่อนไข เช่น ขู่บังคับลงโทษต้องท่องให้ได้ จำให้ได้ถ้าไม่ได้ถูกตี แต่บางทฤษฎีบอกว่าการให้รางวัลจะทำให้คนเรียนรู้ดี บางทฤษฎีเน้นการให้กำลังใจ ซึ่งหลากทฤษฎีหลากวิธีการ แต่การเรียนภาษาขึ้นอยู่กับบรรยากาศของการเรียนและความคุ้นเคยมากกว่า เพราะการเรียนภาษาเป็นการเรียนที่เกิดโดยธรรมชาติ หากผู้นั้นสนใจ 

การที่เด็กไทยไม่ชอบภาษาอังกฤษ บางคนเขียนได้ อ่านได้ไม่กล้าพูด ขาดความมั่นใจ เป็นเพราะกลวิธีการสอนภาษาอังกฤษของเราส่วนใหญ่เน้นการท่องจำแบบบังคับไม่ใช่จากอยากทำเอง และครูพร่ำว่ายาก ไม่พยายามทำยากให้เป็นง่าย และสุนทรีย์ ซึ่งโดยแท้จริงแล้ว เด็กเกิดมาพร้อมกับความสามารถที่จะเรียนรู้ภาษา การสร้างประโยค การบอกความหมายคำที่ถูกต้อง เด็กเรียนรู้ภาษาจากครอบครัวอย่างเป็นธรรมชาติ สามารถฝึกหัดเขียนได้ตามแบบของตน โดยไม่ต้องเข้าเรียน การเรียนภาษาที่ดีต้องให้เด็กเกิดความรู้สึกที่ดีต่อภาษาใหม่ที่เรียน การหัด อ่าน เขียน ต้องให้เป็นไป ตามความพร้อมของเด็กซึ่งเด็ก 3 ขวบก็เรียนภาษาได้แล้ว การให้ความรัก ความอบอุ่น สร้างความสนใจ ในการอ่านการเขียน เป็นสิ่งสำคัญ 

เรียนภาษาจะสนุกถ้าไม่ทุกข์กับภาษา การเริ่มตั้งแต่อายุยังน้อยจะดีมาก ไม่จำเป็นต้องให้เจ้าของภาษาสอน สำเนียงภาษาเด็กอาจเรียนรู้และปรับได้เมื่อโตขึ้น เราควรเน้นการสื่อภาษาที่ดีที่สุดมากกว่า พูดภาษาได้สำเนียง เหมือนที่สุด เพราะภาษาที่ 2 ไม่ใช่ภาษาปากของพ่อแม่จึงยากที่จะทำให้เหมือนจริง เว้นแต่อยู่ในบรรยากาศเจ้าของภาษาตั้งแต่แรกเกิด เด็กอาจฝึกได้เมื่อเขาโตขึ้น การสร้างการเรียนรู้ทางภาษา ต้องเริ่มจากการให้เด็กเรียนรู้จากคำที่ใช้พูดในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเป็นคำที่เด็กนึกเป็นภาพได้ และเป็นคำคุ้นตา เด็กจะเข้าใจและสร้างกรอบแนวคิดจากคำได้ เช่น dog cat เป็นต้น ถ้าเด็กสามารถเริ่มเรียนภาษาจากสิ่งที่เด็กพูดออกมาได้อย่างเข้าใจ และเห็นภาพในใจเด็กเป็นรูปธรรม เด็กจะพอใจมาก อยากออกเสียง อยากพูด ข้อสำคัญถ้าเด็กพูดไม่ชัด ไม่ถูกต้อง อย่าล้อเลียน แต่ผู้ปกครองต้องออกเสียงทวนใหม่ให้ถูกต้องชัดเจน เด็กจะฟังและรับรู้ได้ 

สรุป ข้อความรู้เกี่ยวกับการเรียนภาษาอังกฤษ ปัญหาการเรียนภาษาที่ 2 
ภาษาที่ 2 หมายถึงภาษาอื่นที่มิใช่ภาษาแม่ของบุคคลคนนั้น สำหรับเด็กไทยการเรียนภาษาอังกฤษของเด็กไทยนับเป็นการเรียนภาษาที่ 2 เมื่อเด็กเข้าชั้นเรียนเด็กจะรู้สึกเครียดด้วยไม่คุ้นเคย อึดอัดกับการเรียน เพราะมีทั้งศัพท์ใหม่ ไวยากรณ์ใหม่ ที่ต้องสร้างความเข้าใจและสื่อสารให้ได้เป็นความกังวลสำหรับเด็กทุกคน การถ่ายทอดความรู้สึกว่ายาก ความน่ากลัวทำให้เป็นปัญหาการเรียนภาษาที่ 2 ของเด็ก ซึ่งไม่แต่ภาษาอังกฤษ อาจเป็นภาษาจีน หรือภาษาอื่น ๆ ด้วย

การปฏิบัติของผู้ปกครอง เด็กมีโอกาสเรียนรู้ภาษาที่ 2 ได้ดี ไม่ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น หรือภาษาอื่น ๆ ที่ผู้ปกครอง ต้องการ และการเรียนจะง่ายขึ้นถ้าสิ่งแวดล้อมเอื้ออำนวย เช่น เป็นลูกหลานคนจีนอยู่ในบ้านคนจีนก็จะเรียนภาษาจีนได้ง่ายขึ้น อยู่ในบ้านที่ใช้ภาษาต่างประเทศย่อมเรียนภาษาต่างประเทศได้ง่ายขึ้น อยู่ในบ้านที่ใช้ภาษาต่างประเทศย่อมเรียนภาษาต่างประเทศได้ง่ายขึ้น เป็นต้น 

Views: 2406

Comment

You need to be a member of หมู่บ้านเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้ to add comments!

Join หมู่บ้านเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้

--oO--

สแกนโค้ด แอดไลน์ @2pasa แล้วลุ้นของรางวัลรวมคลิปเวิร์กช็อปทั้งหมด

Events

หนังสือในชุดเด็กสองภาษา



© 2019   Created by ผู้ใหญ่บิ๊ก.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service