หมู่บ้านเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้

หมู่บ้านเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้ - สองภาษาดอทคอม

โรงเรียนที่มีโปรแกรสองภาษา อยากทราบว่าภายในหนึ่งปีน้องจะสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ไหมคะ

สวัสดีคะ อยากจะรบกวนสอบถามคะ  ไม่ทราบว่าท่านใดส่งลูกเรียนโรงเรียนสองภาษาบ้างคะ  อยากรบกวนสอบถามเกี่ยวกับพัฒนาการคะ   คื่อตอนนี้อ้อมมีลูกชายอายุจะสี่ขวบปีหน้า  และ ไทคิก็กำลังจะมีน้อง คุณยายและน้องสาวเลยเสนอให้เอาไทคิไปเรียนเมืองไทยโปรแกรมสองภาษา เป็นเวลาหนึ่งปี  เพื่อว่าแม่จะได้มีเวลาเลียงน้องอยู่ที่ญี่ปุ่น แล้วไทคิก็จะได้ภาษาไทยและอังกฤษด้วย   ก็เลยอยากรบกวนสอบถามว่าถ้าเรียนแค่อนุบาลหนึ่งปีเดียวเด็กจะสามารถพูดโต้ตอบได้เป็นภาษาอังกฤษไหมคะ เอาแค่โตตอบก็พอคะ  อ่านเขียนไม่เน้นคะ คือว่าตอนนี้แม่ก็ใช้วิธีของคุณบิ๊กสอนภาษาอังกฤษลูกชายอย่คะ  ไทคิสามารถพูดโต้ตอบได้บ้างพอสมควรเท่าที่แม่จะสามารถสอนได้  แต่อีกหน่อยพอมีน้องอาจจะยุ่ง  เลยอยากจะทราบว่ามันจะคุ้มค่าไหมกับการที่จะส่งลูกไปอยู่กับคุณยายและน้าที่เมืองไทยแทนที่จะอยู่กับแม่อะคะ   ขอขอบคุณทุกท่านล่วงหน้าด้วยคะ

Views: 997

Replies to This Discussion

น้องแองเจิ้ลเรียนโรงเรียนสองภาษามาได้หกเดือนแล้วนะคะ คือจะครบเทอมแล้ว
จากการสังเกตุนะคะ

น้องปกติ พูดภาษาอังกฤษซะ 90% พูดไทย 10%
ก่อนเข้าเรียน มีการสอบสัมภาษณ์น้อง น้องไม่พูดภาษาไทยกับทีเชอร์เลย
หลังจากเข้าเรียนได้เกือบเทอม(บวกกับซัมเมอร์ 1เดือน)
น้องพูดไทยได้มากขึ้นค่ะ ส่วนภาษาอังกฤษ ไม่เห็นมีความเปลี่ยนแปลงเท่าที่ควร
แต่น้องสนใจในภาษาไทยมากขึ้น เรียนรู้ได้รวดเร็ว

ส่วนเด็กไทย(เพื่อนบ้าน) ไปเรียนได้สองปี ได้ภาษาอังกฤษมาเป็นคำๆค่ะ
แต่...ก็ต้องขึ้นอยู่กับเด็กด้วยนะคะ และความขยันที่ทางบ้านสอนด้วยนะคะ (ความคิดเห็นส่วนตัวค่ะ)
ตอนนี้ลูกสาว 3.8 ขวบ อยู่ KG1 ค่ะ
ขอบคุณคุณแม่น้องแองเจิ้ลมากเลยคะ อืมม เท่าที่คุณแม่เล่ามาเหมือนประมาณว่าถ้าไปเรียนหนึ่งปีอาจจะไม่ค่อยได้อะรไช่ไหมคะ ขอบคุณมากเลยนะคะ จะเอาไว้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจคะ
น้องเจก็เรียนสองภาษาค่ะ เน้นพัฒนาการทุกด้านและเรียนรู้อย่างมีความสุข แต่ละสัปดาห์ทางโรงเรียนจะมีหน่วยการเรียนแจ้งให้เราทราบว่าน้องจะได้เรียนอะไรบ้าง มี guideline บทเรียน ทั้งไทยและอังกฤษ รวมถึงเทคนิคสำหรับผู้ปกครองในการสอนเสริมน้องเวลาอยู่บ้าน และมีเนื้อเพลงภาษาอังกฤษ กลอน คำคล้องจองภาษาไทยให้น้องได้ฝึกอ่านออกเสียงด้วย ทุกวันศุกร์ครูจะมีสมุดสื่อสารประเมินพัฒนาการให้ ซึ่งจะติ๊ก / ว่าพัฒนาการแต่ละด้าน เช่น การแสดงออก กิจกรรมเข้าจังหวะ ลีลาลายเส้น เป็นยังงัย แยกเป็น ดี ปานกลาง และส่งเสริม รวมถึง comments ต่าง ๆ เกี่ยวกับอุปนิสัย การอยู่กับเพื่อน ตั้งใจเรียนมั๊ย ร่วมกิจกรรมอะไรบ้าง การดื่่มนม ทานอาหารกลาง และนอนกลางวันเป็นยังงัย ฯลฯ

ในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ครูจะแบ่งเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 7 คนต่อครู 1 คน 1 บทเรียน สอนทั้งไทยและอังกฤษ มีสอน conversation และ grammar ให้ด้วย ซึ่งในแต่ละกิจกรรมจะเน้นให้เด็กเป็นศูนย์กลางและสอนให้รู้จักคิดและต่อยอด อย่างเช่น สัปดาห์นี้เรียนเรื่องผัก ครูก็จะสอนเกี่ยวกับคำศัพท์ผัก ทั้งไทยและอังกฤษ และตลอดสัปดาห์จะมีกิจกรรมที่เกี่ยวกับผักให้เด็กได้ทดลองทำ และเรียนรู้เพิ่มเติม ซึ่งน้องเจได้หัดทำ "ผักชุบแป้งทอด" และได้ทดลองชิมฝีมือตัวเอง รวมถึงไปทัศนศึกษาที่ "ตลาดบ้านสวน" โดยคุณครูให้เตรียมเงินมาคนละ 20 บาท พาเด็ก ๆ ไปเดินตลาดให้เห็นของจริง และเลือกซื้อผักกลับมาให้คุณแม่คนละอย่าง ... น้องเจก็เลือกที่จะซื้อ "มะเขือเทศ" ครูบอกว่า Jay is the one who chose tomatoes for his mother. He said my mommy likes tomatoes :)

นอกจากจะได้เรียนผสมผสานอย่างนี้แล้ว อ.1 ก็มีให้หัดวาดลายเส้น การใช้จินตนาการต่าง ๆ วาดรูประบายสี กลิ้งสี ฯลฯ อีกมากมายหลายกิจกรรม ... ก็สนุกดี ทางโรงเรียนมีให้ทำเป็น Portfolio แสดงผลงานด้วยค่ะ :)

เวลาเรียนภาษาไทย น้องจะเรียนกะครูคนไทย และเวลาเรียนภาษาอังกฤษ น้องเจจะเรียนกะครูต่างชาติ ซึ่งเป็นครูประจำชั้นด้วย ในแต่ละสัปดาห์ ครู 3 คน จะวนกันดูแลเด็ก ๆ และเป็นคนประเมินพัฒนาการ ดังนั้นน้องเจได้ใช้ทั้งไทยและอังกฤษค่ะ

สิ่งที่น้องเจได้จากการเรียนแบบนี้คือ สนุก ได้คิด ได้ทดลอง ได้ลงมือทำ ได้แสดงออก และมีความสุขที่ได้เรียนรู้ (ทุกวันอยากไปโรงเรียน วันเสาร์อาทิตย์ก็ยังขอไปบ้านครูอีก 555+)

ไม่รู้ว่าเป็นประโยชน์รึป่าวนะคะ ... แต่เล่าจากประสบการณ์ที่สังเกตได้จากน้องเจค่ะ ....
สวัสดีค่ะ คุณ MaMa n"Jay ไม่ทราบว่าน้องเรียนที่ไหนค่ะ เพราะตอนนี้กำลังหาโรงเรียนให้ ลูกอายุ 2ขวบ 2เดือนอยู่ค่ะ
บ้านอยู่แถวถนนจันทน์ค่ะ
:) แถวนั้น ... ตะก่อนก็เคยอยู่จ้า ตอนนี้ย้ายมาชลบุรีแล้ว

น้องเจเรียนโรงเรียนร่มไม้ ที่ชลบุรีค่ะ :D
คุณแม่พอแนะนำ อนุบาล และเนอสเซอรี่ ที่มีการเรียนการสอนแบบโรงเรียนของน้องเจมั้ยค่ะ ที่อยู่แถวถนนจันทน์ค่ะ แบบสองภาษา และวิธีการเรียนการสอนแบบของโรงเรียนร่มไม้ค่ะ
ขอบคุณค่ะ
อันนี้ต้องขอบายยยย ... ร้างลากรุงเทพฯ มานานมากค่าาา 5555+

ตอนนี้เท่าที่ฟังแนะแนวที่โรงเรียน ก็ยังมีปรับอะไรอีกเยอะพอสมควร แต่ก็รู้สึกดีที่ส่งให้เรียนที่นี่ สภาพไม่กดดันเลย สิ่งแวดล้อมดีมาก แวดล้อมไปด้วยบ้านสวนและต้นไม้ สมชื่อ "ร่มไม้" เค้าจริง ๆ :)
ยังงัยก้อขอขอบคุณน่ะค่ะ
เข้ามาแชร์เพิ่มนะคะ (โปรแกรมสองภาษาที่โรงเรียนที่น้องเจเรียนอยู่ ไม่ได้เป็นโปรแกรมปกติค่ะ เพราะตั้งแต่ อ.1 ขึ้นไปจนถึง อ.3 ของที่นี่ บังคับเป็น Bilingual หมด สอนเป็นสองภาษาเลย มีครูต่างชาติประจำชั้น 1 คน และตั้งแต่ อ.2 ขึ้นไปจะเข้มข้นขึ้น ถึงแม้จะมีภาษาอังกฤษเข้มข้นขึ้น แต่ที่นี่ไม่ทิ้งไทยค่ะ .... จน ป.1 ก็จะไม่มีหลักสูตรแบบ Bilingual แล้ว จะเป็นหลักสูตรปกติ แต่จะเน้นวิชาบังคับโดยชั่วโมงจะเยอะว่าที่กระทรวงกำหนด ส่วนภาษาอังกฤษนั้นจะแยกเป็น Grammar สอนโดยครูคนไทย ที่เหลือ Reading, Writing, Speaking และ Phonics สอนโดยครูต่างชาติ ซึ่งจะไม่ใช่เป็นภาษาอังกฤษรวมคาบ ที่นี่แยกย่อยออกเป็นย่อยตามที่เขียนจ้ะ ... และเสริมภาษาจีนกลางสัปดาห์ละคาบ (ท่าทางจะมีแนวโน้มเพิ่มคาบเร็ว ๆ นี้ เพราะพ่อแม่ผู้ปกครองคงจะแสดงความคิดเห็นกันเยอะ ทาง รร. ก็คงมีพิจารณาตัดสินใจอะไรซักอย่างค่ะ)
สำหรับเตรียมอนุบาลและอนุบาล 1 ที่น้องเจเรียนอยู่ ยังไม่มีเรียนอะไรมากมายค่ะ เน้นพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็ก มัดใหญ่ จินตนาการ และพื้นฐานของวิชาหลักต่าง ๆ แบบองค์รวม แต่ด้วยหนังสือที่หลากหลายรวมถึงกิจกรรมที่ครูจัดให้นั้น เน้นให้เด็ก ๆ เป็นศูนย์กลาง ซึ่งเด็ก ๆ ก็จะได้คิด ได้ลงมือทำจริง น้องเจจะมี Activity Book เล่มนึง ซึ่งจัดว่าดี (และแปลกดีที่สมัยเราเป็นเด็กอนุบาล คงไม่มีใครได้เรียน จนขึ้นชั้นประถม) แต่ก็ให้ความรู้พื้นฐานแบบ สปช. ง่ายดี แต่ที่น้องเจเรียนจะเป็นภาษาอังกฤษค่ะ เช่น วันนี้เรียนเรื่อง Light จะไม่มีอะไรทีเป็นคำอธิบาย จะมีรูป และอาจจะให้เด็กวงกลม ระบายสี ลากจุด หรืออะไรก็ตาม เช่น ระบายสีวัตถุที่แสงผ่านได้ หรือเรียนเรื่อง Water ก็จะให้วงกลมรูปสิ่งที่ต้องการน้ำ เป็นต้น

ก่อนที่พาน้องเจเข้าเรียนที่นี่ก็ไปดูมาหลายที่ แต่รู้สึกไม่ Happy เพราะหลายโรงเรียนเราดูแค่ของเล่น กะ พื้น หรือแม้กระทั่งกิจกรรมที่ครูให้นักเรียนทำ อาจจะร้อง เล่น เต้นรำ ไม่ค่อยมีทิศทางหรือหน่วยการศึกษาให้เราทราบ (เหมือนเอาไปฝากเลี้ยงเพราะว่าผู้ปกครองไม่มีเวลาดูแลมากกว่า) กิจกรรมหลายกิจกรรมดูคล้าย แต่ที่นี่ได้เปรียบตรงที่เราส่งเสริมลูกไปพร้อมกับทางโรงเรียนได้เลย เพราะมีทั้งหน่วยการศึกษา ตารางกิจกรรม อาหารกลางวันและอาหารว่างในแต่ละวัน ตารางวันหยุด หรือกิจกรรมพิเศษต่าง ๆ ซึ่งก็โอเค ... ถึงวันนี้ถามว่าน้องเจได้อะไรมั๊ยที่ส่งให้เข้าเรียนเตรียมอนุบาล มาจนถึงวันนี้ อ.1 แล้ว เราว่าก็ได้อยู่ ได้ทั้งพัฒนาการของเด็ก ได้ทั้งสังคม การช่วยเหลือตัวเอง กล้าคิด กล้าแสดงออก ภาษาก็ได้ ซึ่งโรงเรียนเน้นทั้งไทยและอังกฤษก่อนในเบื้องต้น (จริง ๆ การเรียนในระดับเตรียมอนุบาลเมื่อปีที่แล้ว น้องเจก็ออกเสียงได้ชัดขึ้น ได้คำศัพท์เยอะขึ้น ฟังและปฏิบัติตามคำสั่งง่าย ๆ ได้ และสนทนาสั้น ๆ ง่าย ๆ ได้ตามวัย) พอกลับมาบ้านเราก็ไม่ได้ละเลย เราพยายามเชื่อมต่อสิ่งที่น้องเจเรียนแต่ละวันอย่างต่อเนื่อง เราก็ว่าน้องเจก็เรียนรู้เร็ว ไม่เครียด สนุก และมีทิศทางการเรียนที่ชัดเจน เห็นชัดเจนว่าลูกถนัดด้านไหน อย่างนี้เป็นต้นค่ะ :)
เห็นด้วยกับแม่น้องจันทร์เจ้าค่ะ สงสารน้องไทคินะคะถ้าต้องห่างคุณแม่ จริงๆ อยู่เป็นครอบครัวได้ดีที่สุดค่ะ เค้าจะได้เรียนรู้ว่าเค้ามีน้อง และคุณแม่ก็สามารถสอนไปพร้อมกับน้องได้เลย น้องก็จะอบอุ่นด้วยค่ะ อันนี้ความเห็นส่วนตัวนะคะ คือเป็นคนติดลูกนะคะ
คิดเสียว่ากำลังทำ home school ก็ได้นะคะ ไว้โตสักหน่อยค่อยเข้าโรงเรียนก็ได้ ค่ะ แล้วแต่คุณแม่นะคะ....
สำหรับประเด็นหลังเรื่องส่งลูกมาให้คุณยายช่วยเลี้ยง ... อืม โดยส่วนตัวถ้าเป็นเรา ก็คงคิดหนักเหมือนกัน (ไม่ใช่ไม่ไว้ใจคุณยายนะ เราเนี่ยไว้ใจแม่ตัวเองอยู่แล้ว ไม่งั้นเราก็คงไม่โตมาขนาดนี้ .... แต่ว่ามันคิดถึงลูกกกก ... ลูกเองก็คงคิดถึงเราด้วย (ที่สำคัญกลัวลูกรู้สึกว่าพอมีน้องแล้ว ลูกคนโตหมดความสำคัญ กลัวเป็นปมด้อยและอาจจะทำให้รู้สึกอิจฉา ไม่รักน้องแบบไม่มีเหตุผล เพราะเค้าก็ยังเด็ก คงไม่เข้าใจอะไรง่าย ๆ อะค่ะ >>> พี่น้องกันควรจะรักกันมากกว่า!!!!

แต่ถ้าหาคนเลี้ยงที่ญี่ปุ่นก็คงจะคิดหนักเหมือนกัน ... ค่าใช้จ่ายก็คงแพงอยู่เน๊อ!

ถ้าเป็นกัน ก็อาจจะชวนคุณแม่มาอยู่ญี่ปุ่นด้วยกัน (ถ้าบ้านที่เราอยู่ไม่คับแคบจนเกินไป และคุณสามีก็เข้ากับแม่เราได้น่ะ) ชวนคุณแม่มาเลี้ยงลูกคนโตและมาชื่นชมหลานคนที่สองคลอดดีกว่า (เราก็ไม่รู้วัฒนธรรมญี่ปุ่นเป็นยังงัย) แต่ตอนนี้ที่เราอยู่ไทย เราพาตัวเองกลับมาอยู่บ้านกะแม่ (ก็สนุกดี ครอบครัวใหญ่) คุณพ่อน้องเจก็มาอยู่ศุกร์เสาร์อาทิตย์ ถ้าหยุดยาวกว่านั้นก็มายาวเลย เราว่าจริง ๆ แล้วพอน้องคนเล็กคลอด ลูกคนโตก็อาจจะเข้าเรียนแล้วค่ะ และถึงเวลานั้นลูกคนโตก็พอจะที่ช่วยหยิบจับอะไรเป็นบ้างแล้ว ช่วยเหลือตัวเองได้ในระดับนึงแล้วล่ะ พี่อยู่ใกล้น้อง น้องอยู่ใกล้พี่ มีคุณยายมาร่วมแก๊งส์ น่าสนุกดี (ผู้ใหญ่รุ่นแม่ ๆ ของเราจะมีเทคนิคง่าย ๆ ที่เราคาดไม่ถึง มาช่วยเลี้ยงแบบไม่น่าเชื่อเลยล่ะ)

ปล. ไม่รู้ตอบตรงบ้างมั๊ย ... แต่ถ้าประเด็นเรื่องลูกสำคัญกว่าก็พิจารณาเรื่องลูกเลย ตัดเรื่องโรงเรียนไปน่าจะดีกว่าค่ะ :)

RSS

--oO--

สแกนโค้ด แอดไลน์ @2pasa แล้วลุ้นของรางวัลรวมคลิปเวิร์กช็อปทั้งหมด

Events

หนังสือในชุดเด็กสองภาษา



© 2019   Created by ผู้ใหญ่บิ๊ก.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service