หมู่บ้านเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้

หมู่บ้านเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้ - สองภาษาดอทคอม

1. จะมีโครงการติวเข้มสำหรับเตรียมสอบ  

2. I have no idea what she is upset with? But She shouldn't take it out on other people.

    ไม่รู้ว่าเขาอารมณ์เสียมาจากไหน แต่เขาไม่ควรจะเอามาพาลใส่คนอื่น

3. งานใช้แรงงาน กับ งานใช้สมอง  พูดว่าอย่างไรค่ะ

Views: 497

Replies to This Discussion

แชร์นะครับคุณรัชนี:

1. จะมีโครงการติวเข้มสำหรับเตรียมสอบ

->  There'll be an intensive tutoring course to prepare students for the exams.

 

2. I have no idea what she is upset with? But She shouldn't take it out on other people.

    ไม่รู้ว่าเขาอารมณ์เสียมาจากไหน แต่เขาไม่ควรจะเอามาพาลใส่คนอื่น

-> ปรับนิดเดียวเป็น  I have no idea what she is upset about?  But she shouldn't have taken it out on other people.

คือ ใช้ upset with + sb.  และ upset about + sth.

 ส่วน พาลใส่คนอื่น ตอนพูดคือเกิดไปแล้ว  ก็น่าจะใช้เป็น  should + have + past participle ครับ   แต่หากใช้ should + v.1 จะหมายถึง พูดสิ่งที่ควรทำ หรือ จะเกิดในอนาคตครับ 

3. งานใช้แรงงาน กับ งานใช้สมอง  พูดว่าอย่างไรค่ะ

->  หากในทางธุรกิจจะใช้ว่า  blue-collar(adj.) = อะไรที่เกี่ยวกับใช้แรงงาน  และ white-collar(adj.) = อะไรที่เกี่ยวกับใช้สมอง   (ถ้าจำไม่ผิดคือว่าคนทำงานใช้สมองจะใส่เสื้อทำงานที่มีปกขาวได้เพราะเป็นงานไม่ต้องเปื้อน  แต่งานใช้แรงงานต้องใส่เสื้อปกมีสีจะได้ดูไม่เลอะ เลยเป็นที่มาของ 2 คำนี้) ดังนั้น:

งานใช้แรงงาน =  blue-collar jobs/work;  คนทำงานใช้แรงงาน (เช่นคนทำงานโรงงาน) = a blue-collar worker

งานใช้สมอง = white-collar jobs/work;  คนทำงานใช้สมอง = a white-collar worker

มาเพิ่มเติมให้ค่ะ เผื่อจะเป็นประโยชน์

White collar worker นี่ เป็นคำนิยามที่ใช้กล่าวถึงบุคคลที่ทำงานในออฟฟิคค่ะ แบบว่าใช้สมอง เหมือนที่คุณเอกอธิบายไว้ค่ะ สมัยก่อน คนที่ทำงานในออฟฟิค มักจะใส่เสื้อสีขาว. แต่ถ้าใช้ในความหมายประชดประชันหน่อยๆ มักหมายถึงผู้บริหาร

blue collar worker เป็นคำกล่าวที่ใช้อธิบายถึง กลุ่มคนที่ทำงานใช้แรงงาน โดยเริ่มแรก คำนี้กำเนิดขึ้นเพื่อนิยามกลุ่มคนที่ทำงานในโรงงานค่ะ สมัยก่อน เครื่องแบบของคนที่ทำงานในโรงงาน มักจะเป็นสีน้ำเงินค่ะ เพื่อเวลาเปื้อนจะได้มองไม่เห็น เลยได้คำนิยามของ blue collar worker มาจากสิ่งนี้ ซึ่งตอนหลัง blue collar worker ก็ได้ขยายเหมารวมไปถึงผู้ใช้แรงงานในด้านอื่นๆ นอกจากพวกทำงานในโรงงานด้วย เช่น ช่างต่างๆ คนทำงานในเหมือง ช่างซ่อมโน่นนี่ นักเทคนิค(ที่ไม่ได้ทำงานในออฟฟิค ไม่นับนักเทคนิคการแพทย์นะคะ) ช่างกล ช่างไฟฟ้า
พี่ยาม ...เป็นต้น เป็นพนักงานที่ทำงานแบบใช้กำลังกายน่ะค่ะ


นอกจาก white collar กับ blue collar แล้ว ยังมี

Pink collar worker คำนี้เพิ่มให้นะคะ ไหนๆก็รู้ 2 คำแล้ว pink collar worker เป็นกลุ่มคนที่ทำงานทางด้านการบริการน่ะค่ะ
เช่น พนักงานเสริฟ พนักงานต้อนรับ ช่างทำผม พี่เลี้ยง อะไรประมาณนี้ จริงๆแล้ว. Pink มาจากสีของผู้หญิง สมัยก่อน จะหมายถึง งานของพวกผู้หญิง ค่ะ ก็พวก เลขา พนักงานต้อนรับ พนักงานเสริฟ ช่างทำผม อะไรเหล่านี้แหละค่ะ แต่พอดีสมัยนี้ งานสามารถทำได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ก็เลย ไม่ได้ระบุว่าสีชมพูคือผู็หญิงอีกต่อไปแล้ว กลายเป็นงานเกี่ยวกับ hospitality แทนค่ะ

ขอบคุณนะครับคุณป๊อปสำหรับการอธิบายเพิ่มเติม ส่วน pink collar  พึ่งรู้เหมือนกัน น่ารักดี

จริง ๆ หากไม่ใช้แบบ 3 คำนี้ ก็มีคำแบบตรง ๆ เหมือนกันนะครับคือ:

งานใช้สมอง = intellectual work  จะเรียกคนทำงานแบบนี้ว่า intellectual worker

งานใช้แรงงาน = physical work      "                "              physical worker

ขอบคุณคุณป๊อปที่เพิ่มเติมให้ค่ะ ได้ความรู้อีกเยอะเลยค่ะ

 

 ถ้าในกรณีที่ใช้พูดกันทั่วๆ ไป  ควรใช้คำไหนดีค่ะ    White collar work   หรือ    intellectual work

 

ขอถามเพิ่มค่ะ     -    ห้องพักครู    พูดว่าอะไรค่ะ

ห้องพักครู = teachers' room

ส่วนจะใช้ white-collar work หรือ intellectual work ก็ขึ้นอยู่กับบริบทนะครับ  ในความคิดเห็นส่วนตัว white-collar หลัก ๆก็ใช้พูดถึงคนทำงานออฟฟิศ จะเป็นธนาคาร หรือ ธุรกิจอะไรก็แล้วแต่  ส่วน intellectual work จะเน้นถึงงานที่ใช้ความสามารถทางสติปัญญา อย่างนักวิทยาศาสตร์ หมอ พยาบาล ทนาย ครู อาจารย์ คือคนทำ "วิชาชีพ" ต่าง ๆ น่าจะใช้ intellectual work จะตรงกว่า 

แต่คนที่ทำงานที่ใช้สติปัญญาเหมือนกันเช่น นักการเงิน นักบัญชี  หากทำงานธนาคาร หรือบริษัท ก็จะเรียกว่าเป็น white-collar employee ทำ white-collar work  ถึงแม้ว่าลักษณะงานแบบนี้จะมีลักษณะเป็น  intellectually demanding job (= งานที่ต้องอาศัยสติปัญญามาก)  ไม่ง่ายไปกว่ากันครับ

    

ขอบคุณค่ะ

ขอบคุณคุณรัชนีที่ถามนะคะ
ได้รับความรุ้ใหม่ พอรู้ที่มาที่ไปเรื่องสีปกเสื้อแบบละเอียด ที่คุณเอก คุณป๊อบตอบ ทำให้ช่วยการจำศัพท์ได้เยอะเลยคะ ขอบคุณคะ

2ใช้ประมาณว่า where did he get a bad mood like that? ได้มั้ยคะ

สวัสดีครับครับคุณกิ้ม  คุณรัชนีเป็นคนละเอียด และถามคำถามเก่งครับ

ส่วน get กับ mood จะเติม "in" หรือตรงข้ามคือ "out of" มาช่วยเป็น  Why did he get in a bad mood like that?  หรือไม่ก็  Why is he in such a bad mood?  และจะใช้ What  ก็ได้อีกแบบนะครับเป็น  What has got him in such a bad mood / in a bad mood like that?    

ส่วน where ในความเห็นส่วนตัวอาจจะไม่ค่อยเข้านะครับ  เหมือนกับเราใช้ angry ที่เป็น mood อย่างหนึ่ง ก็จะใช้ why did you get angry? / what has made you angry? / how can I be less angry? ได้ขึ้นอยู่กับความหมาย ซึ่ง where อย่างในภาษาไทยว่า "ไปอารมณ์เสียที่ไหนมา?"  อาจจะไม่ตรงกับ where ในภาษาอังกฤษแบบนี้นะครับ  

ขอบคุณคะ นี่แหละคะปัญหาของการ ติดกับดักแปลไทยเป็นอังกฤษ ซึ่งควรคิดจากความรุ้สึกเป็นอังกฤษออกมาเลย^^

โห..เพิ่งได้เข้ามาอ่าน ถ้าไม่เข้ามาก็พลาดความรู้อย่างแรงเลยอ่ะ ขอบคุณค่ะ

RSS

--oO--

สแกนโค้ด แอดไลน์ @2pasa แล้วลุ้นของรางวัลรวมคลิปเวิร์กช็อปทั้งหมด

Events

หนังสือในชุดเด็กสองภาษา



© 2020   Created by ผู้ใหญ่บิ๊ก.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service