หมู่บ้านเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้

หมู่บ้านเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้ - สองภาษาดอทคอม

ลูกต่อต้านภาษาที่สองหรือลูกเป็น LD ช่วยตอบหน่อยค่ะ

 

สวัสดีค่ะ คุณแม่เป็นสมาชิกใหม่นะคะ เพิ่งมาเจอ website  (เชยหรือเปล่าเนี๊ยะ)อ่านแล้วสนใจมากค่ะ

รบกวนเพื่อน พี่ ช่วยแชร์ประสบการณ์และความคิดเห็นหน่อยนะคะ .....

 

น้องนนท์ ตอนนี้อายุประมาณ 4 ขวบค่ะ คุณแม่คุยกับน้องในชีวิตประจำวันเป็นภาษาอังกฤษตั้งแต่ 1 ขวบ น้องฟังดีค่ะ บอกให้หยิบอะไร หรือทำอะไร ได้ดี แต่ไม่ยอมพูดภาษาอังกฤษ จะตอบแต่ภาษาไทย บ้างครั้งตอบบ้างครั้งไม่ยอมตอบ  คุณแม่ก้อเข้าใจว่าน้องคงยังไม่เข้าใจ ไม่เป็นไร  จนน้องอายุ 2 ขวบ พาน้องไปเข้าเรียน nursery  น้องนนท์ร้องไห้มากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ จนต้องเอาออกจากโรงเรียน

 

ตั้งแต่นั้นมา ไม่ยอมให้พูดภาษาอังกฤษอีกเลย ถ้าคุณแม่พูดจะโกรธมาก ถึงขั้นวิ่งหนี สอบถามที่โรงเรียนก็บอกว่าไม่มีอะไร they said, just's normal.

 

หลังจากนั้นคุณแม่ไม่พูดเลยแต่มีพูดทับศัพท์บ้าง จนน้องเข้าเรียนอนุบาล ชั้น1 ผ่านไปด้วยดี (เปลี่ยนที่เรียนนะคะ)

 

พอปีนี้ อนุบาล 2 เริ่มท่าจะดีเพราะน้องนนท์เริ่มกลับบ้านมาพูดแนะนำตัวเป็นภาษาอังกฤษ What's your name? My name is .... How are you? What would you like? I like ...He can manipulate his wording around sentence. คุณแม่เริ่มดีใจว่าเริ่มได้ผล น้องแสดงออกอยากพูดภาษาอังกฤษมาก อยากดูการ์ตูนเป็นภาษาอังกฤษ แต่วันนี้เหมือนทุกอย่างกลับไปเป็นเหมือนเดิม

 

น้องนนท์มาบอกว่า I don't want to learn enlish anymore. I asked him why?, he said, because I don't understand english!!!! That is! end the story!. น้องนนท์ขอคุณแม่ย้ายมาเรียนสามัญ

 

คุณแม่ไปสอบถามคุณครูที่โรงเรียน บอกว่าเวลาอยู่ในห้องเรียนวิชาภาษาไทย น้องเขียนไม่ได้ คุณครูบอกให้เขียน ตัวอักษรจะทำไม่ได้ ให้เขียนตามคำบอก ก็ทำไม่ค่อยได้ แล้วไม่ยอมทำ เวลาให้ทำมากๆ น้องจะเอาดินสอมาขีดเส้นให้เละๆไปเลยเหมือนไม่พอใจ

 

ส่วนวิชาภาษาอังกฤษเวลาเรียนดูน้องสนุกดีเพราะได้เล่น แต่พอให้สอบ  writting, maths น้องไม่ยอมเขียนตอบอะไรนั่งนิ่งๆเฉยๆ เหมือนทำไม่ได้ แล้วร้องไห้

 

คุณครูแจ้ว่า ให้คุณแม่พาน้องไปตรวจเพราะเหมือนสมองทางด้านวิชาการน้องไม่ทำงาน""" แต่น้องกับมีความสามารถทางด้านการเข้าใจภาษาไทยสูงมากกว่าเด็กในรุ่นเดียวกัน พูดคุยโต้ตอบดี เล่านิทานได้ จับใจความเรื่องดี

 

คุณแม่ฟังแล้วตกใจมาก งงไปหมด ว่าลูกเป็นอะไร  แอนตี๊หรือว่า เป็น LD(learning Disabilities)

คิดว่าพรุ่งนี้จะไปคุยกับคุณครูชาวต่างชาติสอบถามว่าคิดเห็นอย่างไร

 

ตอนนี้น้องนนท์ ไม่สบาย และดูเครียดๆด้วย ตอนกลางคืนนอนละเมอ เป็นภาษาไทยบ้าง ภาษาอังกฤษบ้าง

แรกๆคุณแม่ยังนึกว่าตลกดี มาตอนนี้ชักยังงัยเนี๊ยะ

 

คุณแม่เลยไม่ให้ไปโรงเรียน หยุดก่อนดีกว่า..... ใครๆพอมีประสบการณ์ช่วยบอกทีว่าควรทำอย่างไร

 

พรุ่งมา Updated ต่อค่ะ

 

 

 

 

 

Views: 475

Reply to This

Replies to This Discussion

Learning disabilities จะวินิจฉัยค่อนข้างยากในเด็กอายุ ต่ำกว่า 6 ขวบนะคะ ดูจากที่คุณแม่เขียนมา น้องเข้าใจ และพูดได้ดี ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ จึงไม่น่าจะใช่เรื่องการต่อต้านภาษาอังกฤษนะคะ แต่ในเรื่องของการเขียน ทั้งภาษาไืทยและอังกฤษ ตรงนี้ที่เป็นปัญหา ซึ่งอาการบางอย่างที่บอกก็เข้าข่ายกลุ่มเสี่ยงของ LD กลุ่ม Dysgraphia เหมือนกันนะคะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเนื่องจากมันวินิจฉัยให้ชัดเจนค่อนข้างยาก คงต้องไปให้คุณหมอตรวจดูให้ละเอียดนะค่ะ ถ้าพบปัญหาเร็วก็ยิ่งทำให้การช่วยเหลือทำได้เร็วค่ะ

อาการของเด็ก LDจะมีมาตั้งแต่กำเนิด ทั้งที่มี IQ และร่างกายทุกส่วนปกติ แต่ปรากฎชัดเมื่อเข้าเรียน คือ เบื่อการอ่าน อ่านหนังสือตะกุกตะกักไม่สมกับวัย เมื่อพ่อแม่ ครู ให้อ่านหรือทำการบ้าน ก็จะไม่ยอมอ่าน ทำให้สอบตก ถึงขั้นต้องเรียนซ้ำชั้น คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่มักเจอปัญหามากที่สุด เนื่องจาก อ่านจับความไม่ได้ ตีความโจทย์ไม่เป็น ทั้งที่เมื่ออ่านให้ฟังก็สามารถตอบได้ถูก

อาการของ LD แบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม คือ

1. Dyslexia กลุ่มนี้มีปัญหาในการอ่านหนังสือ อาจจะอ่านไม่ออก หรืออ่านได้บ้าง แต่สะกดคำไม่ถูก ผสมคำไม่ได้ สลับตัวพยัญชนะ สับสนกับการผันสระ วรรณยุกต์ บางทีสนใจแต่การสะกดคำ ทำให้อ่านแล้วจับความไม่ได้

2.Dysgraphia กลุ่มนี้มีปัญหาในการเขียนหนังสือ ทั้งๆที่รู้ว่าจะเขียนอะไร แต่ก็เขียนไม่ได้ หรือเขียนได้ช้า เขียนตกๆหล่นๆ เขียนพยัญชนะสลับกัน หรือคำเดียวกันแต่เขียนสองครั้งไม่เหมือนกัน บางคนเขียนแบบสลับซ้ายขวาเหมือนส่องกระจก ลายมือโย้เย้ ขนาดของตัวอักษรไม่เท่ากัน ขึ้นลงไม่ตรงบรรทัด ไม่เว้นช่องไฟ อาจจะเกิดจากมือและสายตาทำงานไม่ประสานกัน หรือการรับภาพของสมองไม่เหมือนคนอื่นๆ

3. Dyscalculia กลุ่มนี้มีปัญหาในการคำนวณ อาจคำนวณไม่ได้เลย หรือทำได้แต่สับสนกับตัวเลข ไม่เข้าใจสัญลักษณ์ ไม่เข้าใจค่าของตัวเลข บางคนสับสนตั้งแต่การจำเครื่องหมายบวก ลบ คูณ หาร ไม่สามารถจับหลักการได้ เช่น หลักหน่วย หลักสิบ หลักร้อยต่างกันอย่างไร บางคนบวกลบเป็น เข้าใจเครื่องหมาย แต่ตีโจทย์คณิตศาสตร์ไม่ได้ เช่น ถามว่า 2+3 เท่ากับเท่าไร ตอบได้ แต่ถ้าบอกว่ามีของอยู่ 2 อย่าง ซื้อมาเพิ่มอีก 3 รวมเป็นเท่าไหร่ เด็กกลุ่มนี้จะตอบไม่ได้

ยังงัยก็รอการ update นะคะ ขอให้ทุกอย่างผ่านไปด้วยดีค่ะ
ลืมบอกไปค่ะ เพื่อความสบายใจลองนัดปรึกษาคุณหมอที่หน่วยพัฒนาการเด็ก โรงพยาบาลรามาธิบดี โทรศัพท์ 02-201-1772-3
สำหรับตารางการออกตรวจตามนี้ค่ะ http://www.ra.mahidol.ac.th/th/dpt/PD/unitth/pdd
คุณหมอน่ารักทุกคนค่ะ
แล้ว เด็กที่เข้าข่ายนี้จะหายมั้ยคะ หมายความว่าถ้าได้มีการพัฒนา ที่ถูกทางตามหมอรักษาแล้ว เด็กจะเรียนได้ปกติมั้ยคะ และมีข้อสังเกตอย่างไรว่าเด็กเข้าข่ายคะ
อย่างที่บอกไป เนื่องจากการวินิจฉัย LD ทำได้ค่อนข้างยาก โดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี ส่วนใหญ่มักจะรู้เมื่อเด็กเข้าโรงเรียน จึงต้องอาศัย การสังเกตของครู และพ่อแม่ ถึงแม้ว่า โรคนี้จะทำให้การเรียนรู้ลำบาก แต่ถ้ารู้จัก ตรวจพบ และรักษาช่วยเหลือได้ทัน เด็กที่มีปัญหาเหล่านี้ ก็สามารถเรียนได้ตามปกติ และความสามารถอื่น ๆ รวมทั้งการเรียนรู้ก็จะไม่ด้อยไปกว่าคนอื่น ๆ หรืออาจดีกว่าด้วยซ้ำค่ะ

คำว่า ความบกพร่องในการเรียนรู้ หรือ LD ค่อนข้างกว้าง และไม่มีนิยามเฉพาะ อาจจะบกพร่องแค่การอ่าน การเขียน การพูด หรือการคำนวณ หรือทุกอย่าง ซึ่งต้องแยกจากโรคอื่นๆที่อาจมีลักษณะสัมพันธ์กันพวก ADD หรือสมาธิสั้น หรือพวก ADHD เด็ก hyper และต้องแยกจากโรคที่มีความผิดปกติของสมองทั้งหลายด้วย

แต่เด็กที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้ ไม่ได้หมายความว่าเขาจะมีความฉลาดน้อยกว่าคนอื่นนะคะ เด็กจะมีระดับสติปัญญา และความเฉลียวฉลาดเป็นปกติ หรืออาจสูงกว่าค่าเฉลี่ยด้วยซ้ำค่ะ

ถ้าจะให้แน่นอน ก็คือสังเกตลูก สอบถามคุณครู ถ้าพบว่าอาจจะเข้าข่ายก็ลองไปทำการทดสอบดูค่ะ มีอะไรก็จะได้ช่วยเหลือในแนวทางที่เหมาะสมได้อย่างรวดเร็ว

ลูกของรุ่นพี่เป็น ADD เด็กคนนี้อยู่ในห้องเรียน ไม่ค่อยมีสมาธิ วิ่งเล่นตลอดเลย คุณครูก็มาบ่น ก็เลยไปตรวจก็พบว่าเป็น ADD ก็ได้รับยามาทาน หลังจากได้รับการรักษาไม่นาน เด็กก็มีอาการดีขึ้นสงบมากขึ้น และไม่ใช่ว่าเด็ก ADD ไม่ฉลาดนะคะ ฉลาดมากๆ พูดได้ 3 ภาษา จีน ไทย อังกฤษ เป็นตัวแทนโรงเรียนแข่งขันตอบปัญหาในระดับที่เขาเรียนอยู่ตอนนี้ คือ ประถมค่ะ
ขอบคุณทุกท่านนะคะ โดยเฉพาะคุณ supawadee ขอบคุณมากๆ นะคะ

พอดีคุณแม่ใจร้อนเลยได้นัดตรวจกับคุณหมอที่ร.พ.มนารมย์แถวลาซาล นะคะ เพราะเห็นว่าใกล้บ้านดีค่ะ นัดวันอังคารหน้านะคะ หลังจากพาไปทำบุญที่วัดวันเข้าพรรษาเสร็จนะคะ จะได้สบายใจค่ะ ดูเหมือนคุณแม่จะเครียดมากกว่าน้องนนท์แล้วคราวนี้

เมื่อ 2 วันก่อนได้นัดคุยกับคุณครู และ teacher ของน้องปรากฎว่า 2 ท่านมีความเห็นแตกต่างกัน

โดยคุณครูไทย มองว่าน่าจะบกพร่องเรื่องการเขียน

ส่วนteacher บอกว่าน่าจะเพราะความเครียด เพราะน้องกล้ามเนื้อมัดเล็กไม่ดีเท่าที่ควร ไม่ใช่เขียนไม่ได้ ส่วนเรื่องการสอบ teacher เล่าเหตุการณ์ให้ฟังว่า น้องโดน pressureมาก่อนเข้ามาสอบก็เริ่มร้องไห้อยู่แล้ว เลยไม่ยอมทำอะไรเวลาสอบ แต่ถ้า teacher ไปช่วยก็จะทำได้ คือเขียนได้ค่ะ (แต่เขียนไม่มากนะคะ เขียนเฉพาะตัวอักษร แต่ของคุณครูไทยต้องเขียนเป็นคำ ซึ่งนนท์จะจำไม่ได้บ่อยๆ)

แต่คุณครูไทยให้เขียนมาก และนนท์เหมือนเป็นคนถนัดทางด้านซ้าย แต่โดนบังคับให้เขียนทางขวา เพราะเวลาเล่นเกมส์ในห้องเรียน เพื่อนตีบัตรคำเรียบร้อยแล้ว แต่นนท์ยังไม่รู้ว่าจะใช้มือซ้าย หรือมือขวา จับค้อนตีเลย

คุณแม่งงมากเลยค่ะ ถ้าจริงอย่างที่ teacherบอก จะมีผลเสียไหมค่ะ เพราะคุณแม่สังเกตุเห็นแต่ไม่ใส่ใจอะไร เมื่อวานก็เห็นมีน้องทานข้าวมือซ้าย จับไมค์ร้องเพลงด้านซ้าย มีสลับขวาบ้างบางครั้ง แต่เขียนขวาอย่างเดียว

คุณแม่ถามน้องเรื่องที่โรงเรียน น้องก็บอกว่ามันมากเกินไป เบื่อ อยากจะเล่นอย่างอื่นบ้าง คุณครูไม่ยอมให้เล่นเลย คุณครูดุ เอาแต่เขียน นนท์อยากจะลืมๆ ให้หมดเลย

พอดีช่วงนี้ไม่สบายเลยให้หยุดเรียนค่ะ เหมือนว่าดีขึ้น เพราะอยู่บ้านเล่นอย่างเดียว คุณแม่ไม่ค่อยเน้นเขียนที่บ้านนะคะ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเราไม่ฝึกให้น้องหรือเปล่า แต่คุณแม่มีความคิดที่ว่า ถ้าเด็กพร้อมจะทำได้เองค่ะ เลยไม่อยากไปเร่ง เหมือนภาษาอังกฤษ น้องไม่ยอมฟังไม่ยอมพูดเลยค่ะ เพิ่งมาพูดตอนนี้เอง อาจยังไม่ได้มาก แต่มันบ่งบอกถึงความสนใจ ใส่ใจและกระตือรือร้นที่อยากจะทำมากขึ้น

เมื่อวาน นนท์เดินมาบอกว่า Mom,ฟัง My Way.... เราก็คิดโอ้โฮ ขนาดนี้เลยหรือ!!!!

วันอังคารมา update ต่อนะคะ

ขอบคุณมากค่ะ
พอดีลืมถามนะคะ ว่า พวก ADHD และ ADD คืออะไรค่ะ สังเกตุอย่างไร
ส่วน hyper คิดเอาเองนะคะว่าไม่เป็นเพราะนนท์เริ่มต่อจิ๊กซอว์ขนาด 20ชิ้นได้ค่ะ นั่งเรียนในห้องได้ค่ะ

อย่าเพิ่งเบื่อนะคะ

คุณsu เป็นคุณหมอหรือค่ะ ทางด้านไหนค่ะ
อืมตอบได้สมกับเป็นคุณหมอจริงๆค่ะ คุณสุ ตอบได้เยี่ยม
น้องเจเคยเป็นคล้าย ๆ แบบนี้ตอนเรียน Nursery ค่ะ ตอนนั้นเราพูดภาษาอังกฤษกะน้องเจเยอะเลย (เยอะกว่าตอนนี้) เวลาน้องเจไปโรงเรียนก็จะร้องว่าไม่ไป เพราะมะม๊าก็สอนได้ และบางอย่างที่น้องเตรียมเรียน น้องเจเรียนเกินความรู้จริงไปแล้ว ซึ่งอาจจะทำให้น้องเจเบื่อก็เป็นได้ ตอนหลังเราได้คุยกะครูประจำชั้นถึงวิธีการสอน บอกครูว่าอยากให้ปรับให้ดูสนุกมากขึ้น มีเพลงมากขึ้น แล้วเราก็พยายามลดบทบาทที่จะสอนให้น้องเจรู้เยอะลง เพื่อให้น้องเจไปค้นหาคำตอบที่โรงเรียน หลังจากนั้นก็ดีขึ้น

ตอนนี้น้องเจเรียนชั้น อ.1 อายุ 4 ขวบ (เท่ากับน้องนนท์เลย แต่ที่ต้องเรียนซ้ำ อ.1 เพราะอายุไม่ถึงเกณฑ์ ขาดไป 2 เดือนค่ะ) จริง ๆ แล้วที่โรงเรียนให้สอบเทียบขึ้น อ.2 ได้ แต่เราไม่ให้สอบ ก็เรียนไปเลยตามขั้น สนุกไปตามเรื่องค่ะ น้องเจก็เรียนรู้ไปพร้อมเพื่อน (แม้ว่าครูจะบอกว่าคลังศัพท์น้องเจเยอะมากเกินกว่า อ.1 รุ่นเดียวกัน ครูบอกว่าน้องเจรู้ศัพท์ของ อ.1 เกินกว่า 90% และพยายามพูดภาษาอังกฤษเลียนแบบครู ผิดถูกยอมพูด) เราใช้ภาษาอังกฤษกะน้องเจแบบ OTOL เพื่อให้น้องเจได้มีช่องว่าง เวลาว่างได้ใช้ภาษาไทย (และจีนบ้าง) รวมถึงกิจกรรมเล่นสนุก ๆ กะครอบครัวค่ะ ซึ่งก็ได้ผลดีพอควร)

ส่วนเรื่องหัดเขียน ลากเส้น เราไม่ได้บังคับให้น้องเจหัดคัดหรืออะไร ส่วนใหญ่จะเล่นสีน้ำกัน วาดกันเป็นรูปต่าง ๆ สอนผสมสี บางทีก็มีบ้างสอนร้องเพลง เปิดให้ดูวิธีการลากเส้นเขียนตัวอักษร บางสื่อก็น่าดู น้องเจก็ครูพักลักจำเอามาหัดเขียนเอง กล้ามเนื้อมือมัดเล็ก ก็พัฒนาขึ้นไปตามลำดับค่ะ แต่ตอนนี้พูดภาษาอังกฤษได้เป็นประโยคเยอะขึ้น และเข้าใจหาศัพท์ใหม่ ๆ มาเชื่อมประโยคด้วย :)

จากที่อ่านมา เราว่าน้องนนท์ไม่น่าจะใช้ LD ค่ะ แต่เป็นภาวะเด็กเครียดมากกว่า น่าจะหากิจกรรมอะไรให้ลูกผ่อนคลาย เช่น ร้องเพลง (ไมค์จะถือมือซ้ายหรือขวา เราว่าอยู่ที่ความถนัดเด็กมากกว่า เรื่องนิดเดียว ไม่น่าจะบังคับกันอะค่ะ) หรือลองเล่นระบายสี สีน้ำ ผสมสี แบบที่เราเล่นกะน้องเจ หรือจะระบายสีปูนปาสเตอร์ก็ดีนะคะ มีผลงานเก็บมาให้ได้เชยชมด้วยล่ะ สร้างความภูมิใจให้ลูกด้วย เล่นต่อบล็อค หรืออะไรก็ได้ที่ไม่เป็นการบังคับจิตใจ (แต่อยู่ในกรอบที่แม่อย่างเรารู้เองว่าเค้ากำลังเรียนรู้อะไรอยู่) หรือน้องแอนตี้ภาษาอังกฤษ ก็หาการ์ตูนที่มี subtitle ให้น้องดู แม่ก็ดูกะน้องด้วย อาจจะเล่นทำเสียงตลก ๆ เลียนแบบก็ได้ (ดู Caulliou ก็ดีค่ะ เพราะครอบครัวของ Caulliou สอนลูกดี ได้ไอเดียดี ๆ มาปรับใช้กะลูกได้เยอะเลย โดยเฉพาะจิตวิทยาเด็ก) สิ่งที่ลูกเล่น กิจกรรมที่ลูกทำ เราลงมือเล่น ลงมือทำกะลูกเลย บางทีแม่อาจจะอยากให้น้องหัดเขียน ก็หาเทคนิคสนุก ๆ มาเขียนกันก็ได้ค่ะ เช่น เขียนตัวอักษรแล้ววาดต่อเป็นตัวการ์ตูนได้ มันก็จะกลายเป็นเรื่องสนุกค่ะ
มาอีกรอบค่ะ ...

เราว่าถ้าให้น้องได้ผ่อนคลาย คุยกับคุณครูที่โรงเรียนถึงแนวการสอน การบังคับ ขู่ เปรียบเทียบน้องนนท์กะเพื่อน ความคาดหวังของพ่อแม่ที่ลงไปที่ลูก ฯลฯ น่าจะทำให้น้องเครียด ก็อย่างที่คุณแม่เล่ามา ก็เห็นปัญหาของน้องนนท์ชัดเจนว่าน่าจะมาจากแนวการสอนของครู และเป็นโรงเรียนแนววิชาการเน้นเขียน เน้นวิชาการ (รึป่าวคะ) คุณแม่น่าจะช่วยให้น้องผ่อนคลายอย่างที่แนะนำค่ะ อ.2 เอง ยังมีกิจกรรมสนุก ๆ ให้น้องทำได้อีกเยอะเลย

โดยส่วนตัวเราจะไม่บังคับอะไรน้องเจมากมาย แต่จะเน้นเรื่องวินัย เวลา และความรับผิดชอบต่อตัวเองและคนอื่น แต่ก็หาเทคนิคหลาย ๆ เทคนิคมาใช้เพื่อให้น้องเจรักและชอบที่จะไปโรงเรียน เรียนหนังสือ เขียน อ่าน เล่น ตามแต่วัยที่ควรจะเป็น กิจกรรมที่เราพาไป เช่น เล่นบาส ระบายสี เล่นสีน้ำ ต่อบล็อค ระบายสีไม้ ปั้นแป้ง หลาย ๆ กิจกรรมเราทำเองที่บ้านได้ เช่น ตอนน้องเตรียม เราอยากให้น้องเจเรียนเกี่ยวกับ ABC ถ้าเป็นพ่อแม่บางคนอาจจะใช้ Flashcard บางคนใช้ DVD (เราก็ใช้) แต่ว่าก็มีอีกอย่างที่เราเล่นและน้องเจก็มีส่วนร่วมด้วยคือ ปั้นแป้ง นั่งปั้นกันไป ง่าย ๆ คลึงเป็นเส้นยาว ๆ แล้วขดเป็นตัวอักษร น้องเจก็จะสนุก เล่นไปกะเราด้วย ขดตาม เหมือนมั่งไม่เหมือนมั่ง แต่ก็ได้ใช้กล้ามเนื้อมือหัดขดไปพร้อมเรา หรือบางทีอยากให้เขียน เราก็จะเขียนให้น้องเจดู เนี่ย เค้าเรียก A ข้าง ๆ เราก็จะวาดรูป มด ให้ดู เค้าเรียก ANT แล้วจะถามน้องเจว่าอยากเขียน A มั๊ย (น้องเจก็อยากรู้ พยักหน้า ก็เข้าทางเราเลย ส่งดินสอให้ ถือกันคนละแท่ง) เราลากทีละเส้นให้น้องเจลากตาม จนได้ตัว A พอเค้าเขียนได้ ก็ชมเลยว่าเก่งจัง เขียนเป็นแล้ว เค้าก็จะภูมิใจอะค่ะ แล้วก็เล่นอย่างงี้ไปเรื่อย ๆ แต่ว่าก็ไม่ได้วันละนาน ๆ นะคะ หาเทคนิคใหม่มาเล่นด้วย ตอนนี้น้องเจเขียนเองได้แล้ว A-Z บางตัวเขียนไม่สวย ก็จะทำแบบเดียวกันอย่างงี้แหละ จนน้องเจเขียนสวย เขียนได้โดยไม่ต้องจับมือเลย :) เทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ มาแชร์ค่ะ เผื่อว่าจะปรับใช้และทำให้น้องนนท์หายเครียดได้ค่ะ :D
รอคุณเจ้าของกระทู้มาอัพเดทนะคะ

เห็นด้วยกับคุณ MaMa n'JaY ค่ะ
คิดว่าน้องน่าจะค่อนข้างเครียดค่ะ เพราะความเห็นของครูไทย กับ ครูต่างชาติ ก็ยังต่างกันเลย

เรื่องกล้ามเนื้อไม่แข็งแรง สามารถสนับสนุนได้ด้วยการเล่นค่ะ เช่น เล่นปั้นดินน้ำมัน ขยำกระดาษหนังสือพิมพ์ ปีนป่ายเครื่องเล่น

ไม่รู้ว่าอยู่ที่โรงเรียน คุณครูจะกดดันน้องมากหรือไม่นะคะ
มีวันหนึ่งดิฉันไปรับลูกชายที่โรงเรียน คุณครูพูดว่า ลูกชายดิฉันขี้เกียจต่อหน้าเขา ลูกชายเขาอึ้งไปเลย ดิฉันก็พูดว่า ลูกชายไม่ขี้เกียจครับ เป็นคนขยันครับ
วันหลังอาม่าเจอคุณครู อาม่าก็พูดเพราะๆกับคุณครูว่า หลานชายชอบให้คนชม คนชมแล้วเขาจะดีใจ
บางครั้ง เราก็ไม่รู้เหมือนกันนะคะ ว่าอยู่โรงเรียนเขาเจอความกดดันอะไรบ้าง

เรื่องถนัดซ้าย ถ้าเขาเป็นคนถนัดซ้ายจริงๆ ก็สนับสนุนให้ใช้ทั้งมือซ้ายและขวาเลยค่ะ
มีเพื่อนคนหนึ่ง ตอนนี้เป็นคุณหมอแล้ว เขาเป็นคนถนัดซ้าย แต่ตอนเด็กๆก็ถูกสอนให้เขียนหนังสือมือขวา
เขาจึงใช้มือขวาเขียนหนังสือ แต่เวลาเล่นกีฬา เช่น แบดมินตัน เขาใช้มือซ้ายค่ะ
ตอนเด็ก ๆ น้องเจก็ถนัดซ้ายค่ะ แล้วพอโตอีกหน่อยก็เปลี่ยนมาใช้ขวา ทุกวันนี้ก็ใช้สลับกันสองข้าง แต่เราจะสอนน้องเจว่าน้องเจจะใช้มือไหนก็ได้มะม๊าไม่ว่า แต่ว่าหัดให้ข้างนึงคล่องแล้วจะลองอีกข้าง ก็ลองดู น้องเจก็จะทำตาม คือน้องเจจะเอาดินสอขีด ๆ เขียน ๆ ข้างขวา เพลิน ๆ ก็จะเปลี่ยนใช้ข้างซ้าย แต่เบื้องต้นก็หัดให้เขียนตัวหนังสือมือขวาก่อน เราทำให้น้องเจดูว่าถ้าเราถนัดข้างขวานี้เราทำได้ดี เราลองอีกข้างก็ได้ เราเขียนมือขวา แล้วเราก็เปลี่ยนมาเขียนมือซ้ายให้ลูกดู บางทีเราก็เขียนกลับหัวให้ดู เค้าก็จะยิ้ม ๆ ล่ะ รับรู้ว่า อืมมม .. น่าจะจริงอย่างที่มะม๊าสอนนะเนี่ย เรื่องใช้ช้อนอะไรก็เหมือนกันค่ะ เราก็สอนทำนองเดียวกัน เรื่องนี้ทำให้เราปรับไปใช้กับเรื่องอื่นด้วย เช่น อย่างน้องเจจะชอบเรียนภาษา เราจะเน้นที่ภาษา แต่ก็อยากให้มีดนตรีและคอมพิวเตอร์แทรก เราก็ถามความเห็นน้องเจก่อน และติดตามผลการเข้าเรียนกะคุณครู แรก ๆ มีปัญหาบ้างเพราะยังไม่คุ้นชิน ครูเองก็เล่าอย่างงั้น เราจึงให้เวลาอีกอาทิตย์นึงเพื่อปรับตัว ตอนนั้นคิดว่าหากไม่ดีขึ้นก็จะตัดในส่วนที่น้องเจไม่ชอบหรือทำแล้วไม่ดีออกไปก่อน แต่อาทิตย์นึงผ่านไป ครูประเมินว่าโอเคมาก นิ่งขึ้นเยอะ เราก็ถามน้องเจ น้องเจเองก็บอกว่าสนุกดี เริ่มชอบแล้ว และได้ร้องเพลง โด เร มี จากหน้าไปหลัง จากหลังมาหน้าได้ หรือได้ฝึกประสาทมือจากการคลิ๊กเม้าส์ ดูสนุกและมีความสุขดี สังเกตจากหน้าตาเวลาเล่าที่ยิ้มแย้ม ก็เลยให้สองอย่างนี้เป็นอีกกิจกรรมที่ใช้ผ่อนคลายนอกเหนือจากการเล่นในรูปแบบต่าง ๆ ที่เราเล่นด้วย น้องเจเองก็จะได้มีสังคมเพื่อนที่เรียนด้วยกันอีกด้วยล่ะ ส่วนโตกว่านี้จะยังงัยต่อไป เราคิดว่าเราคงปรับไปตามน้องเจ แต่คงไม่ได้ส่งเรียนทุกอย่างหรือเรียน "จับฉ่าย" เพราะเราคิดว่าการส่งเสริมลูกในสิ่งที่ลูกชอบ สิ่งที่ลูกเป็น จะดีที่สุด ดีกว่าเรียนหว่านแล้วไม่มีอะไรเป็นจุดเด่นเลยซักเรื่อง และเราเชื่อครูประจำชั้นน้องเจที่ comment ให้เรารู้ว่าน้องเจถนัดการใช้ภาษา อยากให้เราส่งเสริมด้านนี้ ทุกวันนี้เราก็ทำอยู่ แต่ไม่ทิ้งวิชาอื่นที่ลูกต้องเรียนต้องรู้ ที่โรงเรียนสอนแบบสองภาษา เราก็จะพยายามเน้นแบบสองภาษาให้ได้ทั้งไทยและอังกฤษไปพร้อมกัน สนุกกันทั้งแม่ทั้งลูกเลย :)

RSS

--oO--

สแกนโค้ด แอดไลน์ @2pasa แล้วลุ้นของรางวัลรวมคลิปเวิร์กช็อปทั้งหมด

Events

หนังสือในชุดเด็กสองภาษา



© 2020   Created by ผู้ใหญ่บิ๊ก.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service