หมู่บ้านเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้

หมู่บ้านเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้ - สองภาษาดอทคอม

ขอเพิ่มเติมนิดนึงนะคะ รู้สึกสงสารเด็กไทยสมัยนี้จัง พ่อแม่ส่งเรียนติวกันจนเด็ก ๆ ไม่มีเวลาแม้ที่จะเล่นตามวัยของเขา  เวลาที่เขาควรจะได้เล่นในวัยเด็กมันผ่านไปซึ่งไม่สามารถหวนกลับมาได้อีก จริง ๆ แล้วโลกนี้เปรียบเสมือนตำราเรียนเล่มใหญ่ แต่เวลาของเด็กสมัยนี้โดยเฉพาะเมืองไทยกลับไปนั่งอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ เพื่อเรียนติวกันอย่างน่าดำคร่ำเครียด

สิ่งนี้ดิฉันเป็นคนนึงรู้สึกเป็นห่วงเด็กไทยสมัยนี้จริง ๆ ค่ะ มันเป็นการแข่งขันของพ่อแม่กันเองแท้ ๆ แต่ความเครียดไปตกอยู่ที่เด็ก เด็กแต่ละคนมีอัจฉริยะภาพที่แตกต่างกัน  ม้นถึงได้มีหลากหลายอาชีพให้เลือกตามความถนัดของเขา เมื่อเขาโตขึ้นเขาก็จะมีเส้นทางชีวิตของเขา เขาสามารถคิดของเขาเองได้

จากที่ดิฉันพักอยู่ที่นี่นะคะอิตาลี่ การเรียนการสอนของที่นี่ไม่ยัดเยียดเด็ก เด็กอนุบาลจะเล่น พูดคุย การเข้ากลุ่ม วาดภาพ ร้องเพลง ทำกิจกรรม อย่างเดียวเลยค่ะ ไม่มีหนัีงสือเรียนในชั้นอนุบาล  เด็กที่นี่จะมีหนังสือเรียนกันก็ตอนเข้าป๑ ซึ่งเป็นช่วงที่เด็ก ๆ พร้อมเต็มที่แล้วนะคะ

ก่อนหน้านี้ดิฉันเคยคิดว่า เอ้ระบบการเรียนการสอนของยุโรปจะล้าหลังไทยหรือเปล่า เพราะเด็กไทยเขียนได้อ่านได้ตั้งแต่วัยอนุบาล เด็กที่นี่ยังเขียนอ่านไม่ได้เลย แต่พอมาอ่านหนังสือเล่มนี้นะคะ สุดยอดเทคนิคการอ่านสร้างลูกอัจฉริยะ ความคิดของดิฉันก็เปลี่ยนไป  สรุปว่าการเรียนการสอนแบบของยุโรปเป็นแบบที่ถูกต้องกว่านะคะ เด็กที่นี่ไม่มีสถาบันติวค่ะ ดิฉันยังไม่เห็นเลยค่ะ โดยเฉพาะที่อิตาลี่  การเรียนในโรงเรียนเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เด็กเรียนรู้เอง อ่านหนังสือเอง ทำความเข้าใจไปพร้อม ๆ กับคุณครู ซึ่งจะทำให้เด็กรักโรงเรียน รักและเคารพคุณครูที่สอนด้วย เด็กที่นี่เรียนกันแค่ครึ่งวัน ส่วนช่วงบ่ายเด็กก็จะกลับบ้านมาทานข้าวที่บ้าน ทำการบ้าน มีเวลาทบทวนบทเรียน หลังจากเสร็จแล้ว เด็ก ๆ ก็มีเวลาทำกิจกรรม เช่น เตะบอล เล่นดนตรี ปั่นจักรยาน ฯลฯ 

อันนี้ข้อมูลได้มาจากหนังสือ  "สุดยอดเทคนิคการอ่านสร้างลูกอัจฉริยะ"  ลองซื้อมาอ่านกันดูนะคะดีมาก ๆ ค่ะ แบ่งปันค่ะ อยากให้พ่อแม่ทุกคนได้อ่านกัน

ถ้าการเรียนพิเศษ เป็นการเรียนเพื่อทบทวนสิ่งที่เรียนในห้องเรียนปกติคงช่วยให้นักเรียนเข้าใจในวิชานัั้น ๆ ได้มากขึ้น  แต่รูปแบบที่โรงเรียนสอนพิเศษที่กำลังดำเนินการสอนอยู่ เป็นการเรียนแบบเรียนล่วงหน้า  บางแห่งสอนล่วงหน้าก่อนโรงเรียนเปิดเทอม หรือบางทีเป็นปีก็มี ที่โรงเรียนสอนพิเศษทั้งหลายดำเนินรูปแบบการสอนเช่นนี้ ก็เพื่อจูงใจให้เด็กคิดว่าการเรียนล่วงหน้า รู้ล่วงหน้สจะทำให้ตัวเองโดดเด่นในชั้นเรียน ดูเป็นคนเรียนเก่ง ผลกระทบที่นักเรียนจะได้รับจากการเรียนล่วงหน้าในโรงเรียนสอนพิเศษ ได้แก่

๑.ความกระตือรืนร้นและความเอาใจใส่ต่อการเรียนในโรงเรียน ลดลงจนน่าตกใจ

๒.ทำให้นักเรียนเข้าใจผิด คิดว่าต้วเองเรียนล่วงหน้าไปแล้วและเก่งกว่าเพื่อน ๆ จึงขี้เกียจเรียนในโรงเรียนปกติ

๓. ทำให้นักเรียนมีพฤติกรรมการเรียนแบบสมาธิสั้น เช่น หลับในเวลาเรียน

๔. ทำให้นักเรียนขาดความเคารพครูผู้สอนในโรงเรียนปกติ

๕. ทำให้เกิดพฤติกรรมการเรียนแบบรับรู้เพียงผ่าน ๆ เพราะเนื้อหาที่สำคัญครูในโรงเรียนสอนพิเศษเก็งข้อสอบมาให้หมดแล้ว

๖. หากคำถามในข้อสอบของโรงเรียนปกติ เปลี่ยนไปเพียงนิดเดียวจากที่เคยจำมาในชั้นเรียนพิเศษ นักเรียนจะตอบคำถามนั้นไม่ได้

๗. โยนความผิดให้พ่อแม่เมื่อผลการเรียนตกต่ำ โดยคิดว่าการที่ผลการเรียนตัวเองตก เกิดจากพ่อแม่ไม่มีเงินส่งไปเรียนในโรงเรียนสอนพิเศษแพง ๆ

๘. ถ้าผลการเรียนตก เกรดออกมาไม่ดี ก็จะเรียนพิเศษมากขึ้น

๙. ถ้าผลการเรียนตก จะโทษว่าเป็นความผิดของครูอาจารย์และโรงเรียนที่ล้มเหลวในการสอน

ในทางตรงกันข้าม จากผลวิจัย เด็กที่มีความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ได้วิเคราะห์เด็ก ๆ เหล่านี้ ออกมาดังต่อไปนี้

๑. เป็นเด็กที่ชอบอ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็ก  และอ่านหนังสือมามาก

๒. คิดว่าการเรียนในโรงเรียนเป็นสิ่งสำคัญ

๓. ถึงแม้ไม้่มีใครสั่งให้อ่านหนังสือ ก็จะวางแผนอ่านหนังสือด้วยตัวเอง

๔. อ่านหนังสือแบบเข้าใจความคิด ทฤษฎี แก่นหลักของเนื้อหา มากกว่าท่องจำ

๕. หมั่นอ่านทบทวยสม่ำเสมอ และอ่านหลาย ๆ รอบ

๖. หากมีข้อสงสัยจะค้นหาคำตอบจนคลายความสงสัยไปได้หมดสิ้น

๗. หากวางแผนสิ่งใดไว้มักจะทำตามแผนนั้นจนเสร็จสิ้นได้

๘.  เรียนรู้สิ่งที่ไม่รู้หรือยังไม่เข้าใจ จนกว่าจะเข้าใจถ่องแท้แจ่มแจ้ง

๙. เมื่ออ่านหนังสือจบเล่มหรือหมดเนื้อหาแล้ว จะเรียบเรียงความคิดเนื้อหา เพื่อ ให้เข้าใจในภาพรวม สามารถบูรณาการและนำไปประยุกต์ใช้ได้

๑๐. อ่านหนังสือติดต่อกันเป็นเวลาอย่างน้อยสองชั่่วโมงในแต่ละครั้ง

๑๑. ชอบอ่านหนังสือด้วยตัวเองมากกว่าไปเรียนพิเศษ

๑๒. มีความสามารถและได้คะแนนยอดเยี่ยมในวิชาทางด้านภาษา หรือวิชาเรียงความที่ต้องใช้ความคิดของตนเป็นหลัก

ผลวิจัยข้างต้นสรุปได้ง่าย ๆ ว่า เด็กประเภทนี้รักและชำนาญในการอ่าน มีสมาธิ สามารถจดจำเนื้อหา วิเคราะห็ รู้เนื้อหาโดยภาพรวม มีความสามารถในการคาดคะเน ฯลฯ  โดยรวมก็คือ มีทักษะในการอ่านเป็นอย่างสูง

การอ่านหนังสือ เปรียบเสมือนงานที่ต้องทำเพียงลำพัง แม้คนอื่นจะช่วยอธิบายในระหว่างกำลังอ่าน ก็ถือว่าเป็นการช่วยเหลือเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่การนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ให้เกิดความคิดของตน สร้างสรรค์สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตนขึ้นมา เป็นเรื่องที่ต้องทำด้วยตัวของเราเอง

Views: 352

Comment

You need to be a member of หมู่บ้านเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้ to add comments!

Join หมู่บ้านเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้

Comment by คุณแม่น้อง silvana & valentino on April 2, 2014 at 10:21pm

ขอพูดอีกหน่อยนะคะไม่รู้เป็นไงตัวดิฉันอยู่ไกลเมืองไทย แต่หัวใจก็รักเมืองไทย รักเด็กไทยจริง ๆ ค่ะ เป็นห่วงอนาคตของชาติมาก รู้สึกเครียดและก็กังวลนะคะ เพราะว่าเด็กมันก็คืออนาคตของชาติจริง ๆ ค่ะ ดิฉันกลับไปเมืองไทยก็ได้พูดคุยกับน้องสาวของดิฉันเกี่ยวกับการเรียนติวของเด็ก ๆ ซึ่งมันแพร่กระจายไปทั่วประเทศเลย การเรียนติวเหมือนเป็นการระบาดทั่วเมืองไทยเลย ซึ่งน้องสาวของดิฉันเองเขาก็รู้สึกเป็นห่วงเรื่องนี้เหมือนกัน

จริง ๆ แล้วดิฉันเข้าใจนะคะว่าทำไมพ่อแม่ถึงได้ส่งลูก ๆ เรียนติวกัน เพราะว่าการแข่งขันมันสูง พูดง่าย ๆ ว่าวัดคุณภาพของคนที่เกรดการเรียน เกรดดีก็ส่งผลให้ได้งานดี  เกรดต่ำก็สมัครงานไม่ได้ สังคมก็เลยสนองตอบ สถาบันติวก็เลยเกิดเกลื่อนเมืองไทยเลย  ยิ่งเมืองไทยเสรีด้วยจะทำจะเปิดอะไรกันก็ได้ ซึ่งไม่ได้คิดการณ์ไกลว่ามันส่งผลอะไรต่อประเทศชาติบ้าง ส่งผลอะไรต่อเด็กบ้าง คิดเรื่องเดียวเลยคือผลประโยชน์ที่จะได้รับกัน สถาบันติวรวยนับเงินกันไม่ทันเลยนะคะ

จริง ๆ มันเป็นผลเสียต่อสมองเด็กมาก ๆ เลย เพราะการที่ส่งเด็กเรียนติวมันมีผลทำให้เด็กคิดเองไม่เป็น เด็กไม่สามารถที่จะพัฒนาสมองของเขาด้วยตัวของเขาเองได้ เพราะว่าติวเตอร์คิดให้เด็กเสร็จสรรพเลยค่ะ เด็ก ๆ เพียงแค่ไปฝึกทำการบ้านอย่างเดียวให้คล่องเพื่อรอทำข้อสอบของโรงเรียน  

สมัยก่อนดิฉันจำได้ว่าคนที่เรียนพิเศษก็คือเด็กที่เรียนอ่อนเท่านั้น และเป็นการสอนแบบเน้นย้ำในบทเรียนเพื่อให้เข้าใจมากขึ้น เด็กที่เขาเก่งกันจริง ๆ จะไม่มีการเรียนพิเศษกัน  แต่สมัยนี้เก่งหรือไม่เก่งส่งเรียนติวกันหมดเลย เรียนล่วงหน้ากันอีกต่างหาก บอกตรง ๆ สงสารเด็กค่ะมันหนักนะคะวิชาการ ให้นึกถึงเราตอนสมัยเด็กนะคะเราเองก็ยังรู้สึกเลยว่ามันหนักมาก

หัวใจของดิฉันนะคะอยากผู้ปกครองหันมาเห็นใจลูกของตัวเองบ้าง ซึ่งมันเป็นความกังวลของพ่อแม่เกี่ยวกับอนาคตของลูกกลัวลูกจะเรียนไม่ทันคนอื่นเขา แต่จริง ๆ แล้วดิฉันเชื่อว่าเด็กเขาสามารถเรียนของเขาเองได้ค่ะไม่อย่างนั้นเราจะมีโรงเรียนไว้ทำไมคะ สมัยนี้โรงเรียนมีไว้แค่ออกเกรดให้เด็ก ๆ เท่านั้นเอง 

ในความคิดของดิฉันอยากให้รัฐบาลไทยหันมาตระหนักเรื่องนี้ด้วยซ้ำไปค่ะ เพราะว่าเด็กคืออนาคตของชาติ  เด็ก IQ สูง แต่ EQ ต่ำ ประเทศชาติก็ไปไม่รอดนะคะ เพราะว่าจริง ๆ แล้ว EQ สำคัญยิ่งกว่า IQ อีกค่ะ เพราะว่าเมื่อเขาโตขึ้นปัญหาต่าง ๆ มากมายที่จะเกิดขึ้นกับเขาการแก้ปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตมันล้วนแล้วแต่ต้องใช้ EQ ทั้่งนั้นในการแก้ปัญหา  ถ้าเด็ก EQ ต่ำ ปัญหาต่าง ๆ มันก็จะเกิดขึ้นมากมาย ปัญหาการฆ่าตัวตาย การติดยา ฯลฯ 

เด็กก็เปรียบเสมือนกับผัก ผลไม้  เร่งใส่ปุ๋ย มากเกินไป มันก็ออกมาไม่มีคุณภาพ  เมืองไทยน่าจะมีการปรับเปลี่ยนระบบการเรียนของเด็กใหม่นะคะ ไม่รู้ดิฉันพูดมากเกินไปหรือเปล่า ต้องของโทษด้วยนะคะถ้าผู้ปกครองท่านใดไม่เห็นด้วยกับดิฉัน

ปล. แต่การเรี่ยนการสอนภาษาอังกฤษแบบที่คุณบิ๊กแนะนำนี่ โอเคเลยนะคะ ดิฉันเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการเรียนการสอนแบบธรรมชาติมาก ๆ เด็ก ๆ ไม่รู้สึกหนักสมองเลยค่ะ และไม่รู้เลยว่าเรากำลังสอนภาษาอังกฤษให้เขาอยู่ แต่ตัวคุณแม่อาจจะหนักสมองหน่อยนะคะแต่ไม่เป็นไรค่ะเพื่อลูกทำได้ค่ะ  

Comment by puangpayom on March 31, 2014 at 10:59pm

ขอบคุณ ข้อมูลดี ๆ  อย่างนี้มากค่ะ

      ที่จริงแล้วพยายาม  จะคิดให้ได้อย่างนั้น  ทุก ครั้ง นะคะ  แต่บางครั้ง  มันก็ นะ   แต่ตอนนี้  คิดว่าเข้าใจ อะไรมากขึ้น กับ เด็ก ๆๆ  การเลี้ยงลูก   เพราะว่า มีญาติ ที่เป็นพี่ เขาเรียน  ตรี โท เอก   เกี่ยวกับ ปฐมวัย  นี่หละค่ะ   แนะนำอย่าง ข้อความที่คุณ แนะนั่นหละค่ะ    พี่เขามีลูกสาว  2 คน  คนโต 7.10  คนเล็ก 5.6  ปี  สังเกตว่าพี่คนโต  เขา ตอนอยู่ อนุบาล  และน้องคนเล็ก อยู่ อนุบาล  เขาจะไม่เน้นให้ลูกเรียนด้าน เขียน อ่าน เท่า เลข เท่าไรค่ะ  ไปบอกครู ว่า  ไม่ต้องสอนให้ลูก  บวกเลข  เขียน อ่าน  นะคะ   ประมาณนี้   เพราะว่า  พี่เขาว่า  วัยนี้  ยังไม่พร้อมหรอก   จะเน้น  และวัย อนุบาลน้  เขาจะประเมิน แค่  ด้าน  EQ   กับ  MQ   ไม่มี  ประเมิน  IQ ค่ะ    และพี่แกบอกว่า   ก็ปล่อยเขาไปก่อน   แล้วจะรอดูอีกที  ตอน ประมาณ  10 ขวบ   ค่อยว่ากัน   กับการอ่านคล่อง  เขียนได้   ประมาณนี้ ค่ะ   ( แต่ตอนนี้  น้องคนโต  ก็อ่านได้  เขียนได้  บ้างนะคะ   ถึงแม้จะไม่คล่อง)    และ ก็จะไป เรียนทันกัน  ช่วง  ประมาณ   10-14  ประมาณ นี้

                                    ข้อมูลดีมากค่ะ        PLAY & LEARN

                                                     แต่ว่า  พ่อ แม่ ท่านใด  ฝึก  ลูกได  เขารับได้  เขามีความสุข  ก็ สอน ได้ ฝึก ได้  ไม่ว่า กัน  เพราะ  ว่า  ศักยภาพ   เด็กแต่ละคน  ไม่เท่ากัน  จ้า  

--oO--

สแกนโค้ด แอดไลน์ @2pasa แล้วลุ้นของรางวัลรวมคลิปเวิร์กช็อปทั้งหมด

Events

หนังสือในชุดเด็กสองภาษา



© 2019   Created by ผู้ใหญ่บิ๊ก.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service