หมู่บ้านเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้

หมู่บ้านเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้ - สองภาษาดอทคอม

อุทาหรณ์ ยัดเยียดการเรียนลูกมากเกินไป

ที่มา http://www.ranthong.com

หัวตาหลิว:
โปรดอ่านให้จบ เป็นประโยชน์กับทุก ๆ ท่าน
อุทาหรณ์***ยัดเยียดการเรียนเกินไป ทำให้เด็กสติขาดเรื่องจริงที่ใหญ่ที่สุดในชีวิต
หวัดดีค่ะ ก่อนอื่นจะเล่าเรื่องให้ฟังค่ะ เพิ่งได้รับทราบมาเหมือนกันจากปากของเพื่อนทั้งน้ำตา และคิดว่ามีประโยชน์ไม่มากก็น้อย

เพื่อนคนนี้ไม่ได้ติดต่อมานานประมาณ เกือบๆๆ4 ปีเห็นจะได้ คือไม่สนิทเท่าไร แต่พูดคุยกันได้ และตอนนี้เพื่อนมีลูกแล้วค่ะ แต่มีเพื่อนน้อย เพื่อนแต่งงานกับวิศกร(สามี)ที่เก่งมากค่ะ และตัวเพื่อนเองก็จบมหาลัยเอกชน ก็เกียรตินิยมอันดับ 2 ด้านภาษาต่างประเทศค่ะ คือเหมาะสมถึงไม่รวยมาก แต่ก็เกินปานกลางนะคะ พอแต่งงานก็ไม่ได้ติดต่อใคร แต่ทราบว่ามีลูก ณ. ปัจจุบันก็ 5 ขวบกว่าแล้วค่ะ ได้โทรไปหาเพื่อน เพระตอนนี้เรามีลูก 4 ขวบกว่าค่ะ ก็หาข้อมูลเรื่องการเรียนในนี้เป็นหลัก และอาศัยถามคนอื่นด้วย และไม่อายที่จะถามด้วย เพราะคิดว่ายิ่งรู้มาก ก็ยิ่งดี จึงได้โทรไปหาเพื่อนค่ะ และถามเรื่องลูก สิ่งที่ได้รับ คือ การปล่อยโฮอย่างแรง ร้องไห้จะเป็นจะตายเดียวนั้น เราก็ตกใจ เฮ้ย แกเป็นไรว่า เป็นไร

มันบอกว่ามันอึดอัด มันจะบ้าอยู่แล้ว ปรึกษาใครก็ไม่ได้ ทุกวันนี้มันถูกตราหน้าว่าเป็นคนผิด “ผิดอย่างร้ายกาจ” จากครอบครัวสามี และ แม่ตัวเอง มันปรึกษาใครก็ไม่ได้ เพระพื้นฐานคือ ทั้งสามีและเพื่อน เป็นคนเสียเงินเท่าไรเท่ากัน แต่อายหรือไม่สมบูรณ์ไม่ได้ ดังนั้นมันจึงไม่ปรึกษาใครเลย เพราะมันอายและไม่อยากให้ใครดูถูกมัน เรื่องคือ ลูกชายเข้าเรียนตอน 3 ขวบกว่านิดๆ ได้เข้าเรียนในระดับโรงเรียนดังเลย ค่าเทอมเป็นแสน คอมพร้อม เพื่อนดี สังคมดูดี เพอร์เฟ็กและโรงเรียนเป็นที่หมายตามักมาก ..

ให้ข้อมูลผิดนิดค่ะ คือลูกชายเพื่อน อายุจะ 7 ขวบแล้วค่ะ ที่นี้โรงเรียนดัง ก็พ่อแม่ต่างก็ผลักและดันกันสุดฤทธิ์(มันบอกอย่างนี้ค่ะ) เงินพร้อมซะอย่าง ก็คุยกันต้องติวอย่างนั้น ต้องครูคนนี้ ฝรั่งคนนี้ ต้องเรียนนี้เสริม เจ๋งค่ะ เพื่อนก็เป็นเช่นนั้น และมันบอกว่าก็มีการเม้มที่เด็ดๆไว้ไม่บอกใครก็มี........ฮื่อ....

ที่นี้ ลูกเรียนวันจันทร์ – ศุกร์ ยัน 6 โมงเย็น และเป็นอย่างงี้ มาตั้งแต่ อนุบาล 1 ถึง 3 เข้านอน ไม่เกิน 3 ทุ่ม เพราะต้องตื่นเช้าไปส่ง ตื่นตอน ตี 5 ครึ่ง เพราะเพื่อนมีบ้านในหมู่บ้านใหญ่แห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่นอกเขตและห่างจากโรงเรียนค่อนข้างมาก ออกจากบ้าน ไม่เกิน 6 โมงเช้า เท่านั้น และไปถึงโรงเรียน ประมาณ เกือบ 7 โมง วันเสาร์ เรียนพิเศษเสริม เริ่ม 8 โมงเช้าถึง บ่ายโมง และ ตอนบ่าย 3 เรียนว่ายน้ำ จึงได้กลับบ้าน ส่วนวันอาทิตย์ ครึ่งวันเช้าเรียนที่สถาบันคุมองต์ เสริม ครึ่งวันหลังผักผ่อน...ตอน 1 ทุ่มวันอาทิตย์ต้องทบทวนงานและเตรียมความพร้อมเพื่อไปเรียนวันจันทร์ และแนะนำจากพ่อและแม่ ไม่เกิน 3 ทุ่มเข้านอน

และเหตุการณ์ที่มันเล่าแบบสะเทือนใจตอนหลังคือ .....ลูกไม่มีเพื่อนในหมูบ้านเลยสักคนเดียว...เพระไม่ได้คุยกับใครอยู่แล้ว สังคมเมืองของแท้ ปั่นแต่จักรยานของเค้าเท่านั้น วันนั้น วันอาทิตย์ ลูกก็ปั่นจักยานไม่ยอมเข้าบ้าน แม่ก็เรียก ให้มาอาบน้ำได้แล้ว 6 โมงเย็นแล้ว เตรียมกินข้าว และทบทวนการบ้าน ลูกก็ไม่ฟัง จนเพื่อนและสามีโมโห บอกว่า เสียงดังนะคะ ....เข้าบ้านเดียวนี้ เข้าบ้านเลย ทำไมดื้ออย่างนี้ ยิ่งโตยิ่งดื้อ (เพื่อนว่าลูก) จะไม่ให้ขี่จักรยานอีกต่อไป ตัวสามีก็ไปดึงจักรยานออกจากลูก และแม่มาจับลูก (สามี)เข้าบ้าน ป๋าจะโยนจักรยานทิ้งซะ ถ้าทำอย่างนี้อีก

ลูกชายเข้าไปกอดขาพ่อ และยกมือ ป๋าอย่าทำ หนูไม่มีเพื่อนที่ไหน จักรยานคือ เพื่อนของหนู หนูมีจักรยานเป็นเพื่อนเท่านั้น ป๋าอย่าทำนะ ทั้งเพื่อนและสามีก็ไม่ใส่ใจอะไร เพียงต้องการให้เข้าไปอ่านหนังสือเท่านั้น :(

และ.อีกเหตุการณ์หนึ่ง กว่าจะจับใจความได้มันร้องไห้ไม่หยุดเพื่อนจุดพลุเลย....ลูกกลับจากบ้าน คุยกับพ่อและแม่ อยากดู อุลตล้าแมน มดเอ๊ก บ้าง เพื่อนๆ คุยกันที่โรงเรียน เค้าไม่รู้เรื่องเลย เพื่อนยังบอกว่าที่บ้านไม่มีทีวีหรือไง (เด็กอนุบาลนะค่ะ) ทำให้เค้าไม่มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนๆ เค้าได้ดูแต่การ์ตูนเสริมความรู้ เช่น ถ้าดู UBC ก็ประมาณ ดอร่า หมาบลู ประมาณนี้ สามีและเพื่อนบอกว่า ลูกอย่าทำตัวไร้สาระได้หรือเปล่า ตอนนี้เพื่อนเพื่อนๆ ลูกอยากทำอะไรก็ปล่อยเค้าไป การ์ตูนมีแต่ความรุนแรงไม่เสริมความรู้อะไรเลย เราได้เปรียบ เราใช้เวลาทบทวนและเรียน ในขณะที่คนอื่นเค้าไร้สาระ ลูกลองคิดดู โตขึ้นลูกก็จะเป็นนาย ของคนพวกนี้ และคนพวกนี้จะไม่เหนือลูกเด็ดขาด การสอนจะประมาณนี้ตลอด แต่เพื่อนบอกว่า เค้าและสามีทำดีที่สุดและ ให้ในสิ่งที่ดีที่สุด ที่คนทั่วไปบางทีก็ให้ไม่ได้ด้วยซ้ำไป

ที่นี้หนักสุด ต้องติว เข้า ป. 1 ที่นี้เวลาเล่นแทบน้อยมาก แต่ก็ได้ ติดที่ ป. 1 ตามที่หวังไว้ แต่ก็ต้องเรียนเสริมเหมือนเดิม.ฯลฯ จนถึงวันที่ลูกทนไม่ได้ จนลูกโกรธจนตัวสั่น และพูดว่า เค้าจะไม่เป็นคนดี เค้าเบื่อที่สุดแล้ว เค้าอยากเล่นฟุตบอล เค้าอยากวิ่งเล่น อยากดูการ์ตูน อยากอ่านขายหัวเราะให้พ่อแม่อนุญาตอ่านให้ เค้าเกลียดพ่อและแม่ ทำไมต้องบังคับ ทำไมต้องอาย ทำไม เค้าจะเป็นคนชั่ว (เพื่อนมันบอกว่า ลูกพูดจนลิ้นพันกัน ตัวสั่นไปหมด จับลำดับคำพูดยาก (ป 1) อะไรก็พูดๆๆๆๆออกมา ร้องไห้ หน้าแดง กำหมัด ขว้างข้าวของ เสียงดัง ในระหว่างนั้น สามีและเพื่อนก็ใช้เสียงดังเพื่อหยุดพฤติกรรม แต่ไม่เป็นผล ยิ่งดัง ก็ยิ่งดังใส่ จนเด็กเป็นลม คงสะสมมานาน

พอผ่านไปสักระยะ จนทางโรงเรียนมีจดหมายมาถึงเพื่อเชิญผู้ปกครองไปพบ พอไปถึงโรงเรียน ทางครูบอกว่า ตอนนี้น้องมีอาการเหม่อลอย ไม่มองกระดาน และไม่มีปฎิสัมพันธ์กับเพื่อนเลยแม้แต่คนเดียว ให้ทำอะไรทำได้หมด แต่ทำไปอย่างให้จบไป ไม่มีอารมณ์ร่วมแม้แต่น้อย บางครั้งก็มีน้ำตาเอ่อ แต่ไม่ไหลออกมาเป็นระยะ และพูดน้อยลง ใช้สายตาและท่าทางคิดมากขึ้น....ฯลฯ เพื่อนและสามีไม่ยอมรับและไม่เชื่อ ก็สักพักใหญ่ๆ จึงไปพบหมอที่สมิตเวช หมอแจ้งว่า.....น้องกระทบกระเทือนทางจิตใจอย่างแรง บวกกับเก็บกดภายในสิ่งที่ฝืนความรู้สึกมานาน จนระเบิดออกมาเหมือนคนเสียสติ เค้าไม่ได้บ้า หรือพิการทางสมอง แต่เค้าปิดกั้นทุกสิ่งทุกอย่างเอง ไม่รับเอง ไม่เอาเอง ซึ่งตรงนี้น่าวิตกคือ แล้วเมื่อไรเค้าจะรับ และเปิดใจกลับมาเหมือนเดิม สมาธิและจิตใจได้ถูกตัดด้วยตัวเค้าเอง...... เค้าอยากอยู่แต่ในโลกจินตนาการที่เค้าคิดว่านั้นคือความสุขของเค้า ไม่อยากออกมาเลยด้วยซ้ำ คงต้องใช้เวลามาก เพราะถ้าเรารู้ว่าเค้าสมาธิสั้น เรามีทางแก้ ถ้าเค้าเป็นดาว เรารู้วิธี แต่เค้าเลือกเองที่จะปิดตัวเองอย่างเด็ดขาด ถ้าปล่อยไว้จะกลายเป็นคนวิกลจริตทางความคิดในอนาคต ทุกวันนี้ผลคือ สามีก็ยอมรับในระดับหนึ่ง แต่ก็เริ่มโทษภรรยา มากกว่าโทษตัวเอง ตอนนี้มันรับกรรมเต็มๆ ลูกไม่สามารถเรียนได้แล้วคะ ต้องพบจิตแพทย์เด็กโดยตรง ถึงตรงนี้ มันบอกว่ามันเรียกลูกกลับมาไม่ได้แล้วจริงๆ มันเศร้ามากค่ะ มันก็กำชับไม่ให้ดิฉันบอกใครเพระมันอาย..
:'(

Views: 213

Comment

You need to be a member of หมู่บ้านเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้ to add comments!

Join หมู่บ้านเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้

Comment by แม่เฮียคิดและน้องแคน on October 15, 2009 at 12:11am
อ่านแล้วเศร้าจังค่ะ เดินทางสายกลางกันดีกว่านะคะ ... แต่ถ้าเกิดอะไรผิดพลาด อย่าโทษกันไปมาเลยค่ะ ค่อย ๆ หาทางแก้ไขปัญหาดีกว่านะคะ

ขอให้น้องหายไว ๆ นะคะ
Comment by แม่น้องTammy on October 11, 2009 at 11:14am
อ่านแล้วสะเทือนใจตัวน้องจังเลยค่ะ น้องได้เกิดมาทีครอบครัวมีฐานะ แต่ไม่ได้ความอบอุ่นที่เขาจะได้รับ มันกับเหมือนกับว่าพ่อแม่รังแกฉัน
Comment by mommy & suri on October 10, 2009 at 7:41pm
อ่านแล้วก็เศร้าใจ....หดหู่....เฮ้อ! ....
สงสารเด็กน้อย...
พ่อแม่ก็เกินไป จิง จิง
แต่ก็ต้องขอบคุณมาก...นะค่ะ ที่นำเรื่องแบบนี้มาเล่าสู่กันฟัง....
Comment by แม่น้องข้าวหอม on October 10, 2009 at 1:32pm
อ่านแล้วสะเทือนใจมากเลยค่ะ ต้องขอขอบคุณมาที่นำเรื่องนี้มาเล่าให้ฟัง และขอเป็นกำลังใจให้เพื่อนของคุณด้วยนะค่ะ
Comment by แม่น้องกุน & น้องญาญ่า รักในหลวง on October 9, 2009 at 10:20am
รู้สีกว่าเคยอ่านในเวบของ....ในกระทู้ห้องเรียนพ่อแม่ลูก ก็ระมัดระวังเหมือนกัน ส่วนมากจะเลี้ยงลูกปล่อยตามอารมณ์เขามากกว่าแต่ต้องอยุ่ในกรอบมีมารยาท ระเบียวินัยเราไม่เน้นวิชาการมาก เป็นธรรมชาติของเขาชอบอะไรก็สนับสนุนเขาถ้าเป็นสิ่งที่ดีคะ
Comment by ทิพย์หทัย แพงจักร on October 9, 2009 at 8:48am
อ่านแล้วเศร้าจังค่ะ น่าสงสาร เค้าน่าจะเอะใจตั้งแต่ลูกบอกว่าหนูไม่มีเพื่อนที่ไหน จักรยานคือเพื่อนหนู น้องเค้าขาดการส่งเสริมด้าน EQ ว่ามั๊ยคะ ส่งเสริมอยู่ด้านเดียวคือวิชาการ ต้องเก่ง ต้องดีกว่าใคร สอนลูกแบบนี้น่ากลัวมากค่ะ
Comment by MaMa n'JaY on October 8, 2009 at 11:04pm
ยังงัยเป็นกำลังใจให้เพื่อนของคุณ fah_koh สามารถผ่านช่วงวิกฤตินี้ไปให้ได้นะคะ

ปล. กันไม่แน่ใจว่า หากพ่อแม่ชวนลูกทำในสิ่งที่ลูกไม่เคยทำ เช่น พาไปว่ายน้ำ เที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ หรือพาเค้าไปเล่นอย่างที่เค้าอยากเล่น โดยที่พ่อแม่เองก็ต้องมีส่วนร่วมและสนุกไปกะลูก (อย่างพอเพียงนะคะ .. ไม่ใช่ว่ามากมายจนเกินไป) จะทำให้สิ่งขาดหายไปของลูก .. กลับมาได้มั๊ย .. เหมือนกับเป็นการเปิดใจให้ลูกให้ลูกได้เจอความเป็นจริง จะได้ไม่ตกอยู่ในจินตนาการของความคิดน่ะค่ะ ...
Comment by MaMa n'JaY on October 8, 2009 at 10:55pm
กันเคยฟัง ผอ. รร. ตอนไปปฐมนิเทศน์ค่ะ คุณครูบอกว่าถ้ายัดเยียดมากจนเกินไป ก็จะเป็นอย่างที่คุณ fah_koh เล่าค่ะ ผอ. ก็เคยยกตัวอย่างใกล้เคียงแบบนี้ และได้แนะนำผู้ปกครองทุกท่านที่ส่งลูกไปเรียนที่นี่ว่า เด็กอนุบาลเป็นวัยที่ควรเรียนรู้ด้วยความสนุกสนาน เรียนรู้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยใช้ธรรมชาติสอนให้เด็กรู้จักการต่อยอดทางความคิด โดยที่ไม่ต้องห่วงว่าลูกจะเขียนหนังสือไม่ได้ อ่านไม่ออก ครูการันตีว่าพอจบชั้นเตรียมอนุบาล ลูก ๆ ของคุณจะสามารถอ่านหนังสืออกได้บ้างโดยองค์รวม กล้ามเนื้อมือจะแข็งแรง และไม่มีการฝึกให้คัดไทยอังกฤษในชั้นนี้เหมือนที่พ่อแม่สมัยเก่านิยมบังคับลูกคัดกันค่ะ

วันนี้กันได้เห็นพัฒนาการของน้องเจ นับว่าพึงพอใจ ซึ่งก็เป็นอย่างที่คุณครูบอก (ถึงแม้จะเพิ่งหมดเทอมชั้นเตรียมไปแค่เทอมเดียว) น้องเจสามารถอ่านไทยและอังกฤษได้เป็นองค์รวมจริง ๆ คือเค้าจะสามารถจำได้ว่าคำ ๆ นั้นหมายความว่ายังงัย เช่น Hello. One. Fish หรือคำศัพท์อะไรก็ตามที่เค้าได้เรียนรู้มา และจะได้ทั้งไทยและอังกฤษ เพราะเค้าเรียนไปพร้อมกัน ไม่มีการแบ่งเป็นคาบวิชา ที่กันดีใจที่สุดคือ น้องเจเห็นคำว่า "ทรงพระเจริญ" น้องเจชี้แล้วบอกว่า ในคำนี้มีชื่อเค้าด้วย คือ จอ เอ เจ ตอนนี้น้องเจสนุกกะการไปโรงเรียนค่ะ เพราะมีหน่วยการเรียนที่สนุก เป็นไปอย่างทำธรรมชาติ ได้ออกไปพูดหน้าห้อง ได้หัดทำขนม ทำกับข้าว และได้เรียนรู้สิ่งที่อยู่รอบตัวและสามารถมาถ่ายทอดต่อให้กันฟังได้ เช่น เรื่อง กบ ผีเสื้อ รุ้ง ฝน ซึ่งจะได้ทั้งคำศัพท์ไทยและอังกฤษไปพร้อมกัน

ตอนนี้ปิดเทอมกันส่งน้องเจเข้าแคมป์ที่โรงเรียน ช่วงนี้เรียนรู้เรื่องของสัตว์น้ำ ก็จะมีหน่วยการเรียนเปลี่ยนไปทุกวัน เช่น มีสัตว์อะไรบ้างในน้ำ อาหารของสัตว์เหล่านั้นคืออะไร แล้วสัตว์น้ำอะไรที่นำมาทำเป็นอาหารได้ เดี๋ยวประมาณปลายเดือน ก็จะปิดท้ายด้วยการพาเด็ก ๆ ไปทัศนศึกษาที่พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ ... ด้วยค่ะ

ส่วนเรื่องการเขียน กันไม่ได้ห่วงอะไร เพราะไม่ได้บังคับอยู่แล้ว แต่น้องเจก็มีกล้ามเนื้อมือที่แข็งแรงขึ้นจริง ๆ กันเคยเห็นน้องเจเอาสมุดหัดคัดตัวเลขมานั่งลากเอง กันก็แค่ให้คำแนะนำว่าต้องลากเส้นยังงัย แล้วน้องเจก็ลากเอง ก็ลากตามเส้นปะได้สวยในระดับนึงสำหรับเด็กที่เริ่มต้นหัดเขียนค่ะ

กันคิดว่ากันพาน้องเจมาถูกทางแล้วค่ะ ;)
Comment by ข้าวสวยกะข้าวจ้าว on October 7, 2009 at 12:09pm
ขอบคุณมากๆ ที่ส่งเรื่องนี้ทาเป็นอุทาหรณ์ค่ะ เพราะคนเป็นแม่ทุกคนก็คงอยากให้สิ่งที่ดีที่สุดกับลูก แต่บางครั้งมันก็อาจจะมากเกินไปเรื่องนี้ทำให้เราต้องกลับมาทบทวนดูค่ะว่าเท่าไหร่ถึงจะพอเหมาะค่ะขอบคุณจริง ๆ ค่ะ
Comment by อี๊โอ๊ะของหว่าหวา on October 7, 2009 at 8:56am
อ่านแล้วต้องย้อนมองตัวเองเลยค่ะ เพราะว่าลูกสาวก็เรียนวันเสาร์-อาทิตย์เหมือนกัน วันเสาร์เรียนติว วันอาทิตย์เรียนภาษา (conversation ยังไม่เน้น gramma) บัลเล่ต์ (แต่บัลเล่ต์เนี่ย ลูกขอเองเพราะชอบมากๆ) กลับบ้านไปคงต้องคุยกับลูกและใส่ใจลูกให้มากกว่าเดิมแล้วค่ะ ยอมรับว่ากลัวลูกจะเครียดเหมือนกัน แต่เท่าที่ดูนะตอนนี้ เค้ายังดูมีความสุขดีอยู่ จะมีแค่บางวันเท่านั้นที่จะไม่อยากไป อยากนอนตื่นสายๆ พอไปถึงโรงเรียนก็เป็นปกติค่ะ เล่นเหมือนเดิม

ขอบคุณที่นำเรื่องมาเล่าสู่กันฟัง ขอให้น้องเค้าหายเร็วๆ นะคะ

--oO--

สแกนโค้ด แอดไลน์ @2pasa แล้วลุ้นของรางวัลรวมคลิปเวิร์กช็อปทั้งหมด

Events

หนังสือในชุดเด็กสองภาษา



© 2019   Created by ผู้ใหญ่บิ๊ก.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service