หมู่บ้านเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้

หมู่บ้านเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้ - สองภาษาดอทคอม

 A. ปัจจุบันการสอนภาษาอังกฤษในประเทศไทยนั้น ยังคงใช้ระบบท่องจำคำศัพท์ และอ่านออกเสียงแต่ละคำตามครูผู้สอน เช่นเดียวกับวิธีการที่เราเคยเรียนมาในอดีต ซึ่งหากครูผู้สอนขาดทักษะการใช้ภาษาอังกฤษที่ถูกต้อง ย่อมทำให้ผู้เรียนจำวิธีการออกเสียงไปใช้อย่างคลาดเคลื่อน ประสบปัญหาในการสื่อสาร ซึ่งบ่อยครั้งที่เราเองยังรู้สึกว่าพูดไปอย่างไร ผู้ฟังซึ่งเป็นเจ้าของภาษาก็ไม่สามารถเข้าใจคำพูดที่เราต้องการสื่อสารได้ 

B. ระบบ Phonics สอนให้เด็กรู้จักเสียงที่ถูกต้องของตัวอักษร ไม่ได้ให้อ่านตามชื่อตัวอักษรเท่านั้น...

ในระบบปกติเด็กๆ จะถูกสอนให้อ่าน A=เอ, B=บี , C=ซี  แต่เมื่อเรียนตามระบบ Phonics จะอ่านออกเสียง A=แอะ, B=เบอะ, C=เคอะ 
ดังนั้นเวลาผสมคำว่า CAT จะต้องสะกด "เคอะ-แอะ-เทอะ=แคท" ไม่ใช่ "ซี-เอ-ที=แคท" ซึ่งทำให้เด็กสามารถอ่านหรือสะกดคำได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องอาศัยการท่องจำคำศัพท์ (เช่น "ซี-เอ-ที-แคท-แปลว่าแมว") แต่เป็นการอ่าน จากความเข้าใจในระบบการออกเสียงที่ถูกต้องตามหลัก Phonics
       เราเคยสังเกตหรือไม่ว่า ตัวอักษร C ออกเสียงอย่างไร ในเวลาใช้ตัว C ในการผสมคำต่างๆ เช่น CAT, COOK, CUP หากออกเสียงตามชื่อเรียกตัวอักษร "ซี" เราจะไม่สามารถออกเสียงเป็นคำว่า "แคท" ได้เลย (น่าจะเป็นเสียง "แซด" เสียมากกว่า) ฉะนั้นตามที่เราเรียนมาแบบดั้งเดิม จึงเป็นเพียงการสอนให้จำเสียงของคำที่เราได้ยินจากการเรียกชื่อตัวอักษรเท่านั้น และนั่นหมายความว่าเราไม่เคยรู้จักเสียงที่แท้จริงของตัวอักษรหรือสามารถออกเสียงที่ถูกต้องของตัวอักษรนั้นๆ เลย
C. การถอดรหัสเสียงในระบบ Phonics จะช่วยสร้างความเข้าใจในการออกเสียงหรือผสมคำในภาษาอังกฤษ ซึ่งจะทำให้เด็กรู้จักตัวอักษรและคำศัพท์โดยไม่ต้องอาศัยการท่องจำ แม้แต่คำที่เราไม่เคยเห็นไม่เคยได้ยินมาก่อนได้อย่างถูกต้อง ชัดเจน เช่นเดียวกับเจ้าของภาษา ขณะที่เด็กที่ผ่านการเรียนแบบท่องจำมาตลอด จะรู้จักเฉพาะคำศัพท์ที่ท่องมาเท่านั้น
D. สิ่งสำคัญของการเรียนระบบ Phonics แท้จริงแล้วไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การออกเสียงเท่านั้น แต่ยังสร้างความสามารถในด้านการผสมเสียงและสะกดคำ เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาสู่ทักษะการอ่านจับใจขั้นสูง และการเขียนเชิงสร้างสรรค์ได้เร็วยิ่งขึ้น  ซึ่งจะทำให้เด็กที่เรียนในระบบนี้รักการอ่านและการเขียน ซึ่งนับเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยเปิดโลกใบนี้ให้กว้างขึ้น โดยไม่ถูกจำกัดขอบเขตของการเรียนรู้อยู่ที่แหล่งความรู้ที่เป็นภาษาไทยเพียงอย่างเดียว
E. ที่สำคัญระบบการเรียนแบบโฟนิกส์นั้น มีความสัมพันธ์กับการเรียนภาษาอังกฤษในทุกๆ ทักษะ ไม่ว่าจะเป็นฟัง พูด อ่าน เขียน หรือสะกดคำ จะเห็นได้ว่าเมื่อเด็กสามารถแยกแยะหน่วยเสียงได้ จะทำให้ฟังได้ง่ายขึ้นเมื่อฟังเจ้าของภาษาพูดหรือสนทนา (Listening) และเมื่อเข้าใจที่พูดก็จะสามารถโต้ตอบได้ (Speaking) และเมื่อพบคำใหม่ ก็ใช้จะหลักแยกแยะหน่วยเสียงอ่านได้ (Reading) ซึ่งเมื่อสามารถอ่านได้ก็จะสามารถเขียนคำตามที่อ่านได้ (Spelling และ Writing) นั่นเอง 
 
F. นอกจากนั้นยังมีผลสรุปงานวิจัยด้านการเรียนรู้ทางด้านสมอง (Brain-based learning /Neuron-scientific research) ของมหาวิทยาลัยเยล ที่ได้ทำการสแกนสมองของผู้เรียนภาษาอังกฤษด้วยวิธีการแบบโฟนิกส์ กับวิธีการสอนแบบดั้งเดิม สรุปไว้ว่า วิธีการสอนแบบโฟนิกส์นั้น ช่วยกระตุ้นเซลล์สมอง ทำให้มีการสร้างเส้นใยสมองใหม่ ทั้งทำให้เส้นใยสมองเดิมแตกตัวและเบ่งบานอย่างถาวร มีผลทำให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางด้านการเรียนภาษาอังกฤษสูง เมื่อเปรียบเทียบกับการสอนด้วยวิธีอื่นๆ
 
ข้อมูลจาก

Tags: phonics

Views: 1117

Reply to This

Replies to This Discussion

ขออธิบายนิดหนึ่งนะค่ะ คืออย่างนี้ค่ะ ที่บ้านซื้อหนังสือทั้งสองเล่มคือ Green eggs and ham ของ Dr.Seuss กับ We are going on a bear hunt. ตอนแรกก็จะให้ฟังเสียงจาก MP3 ก่อนค่ะ แล้วพอฟังจนค่อยๆ คุ้นเคยแล้ว ก็จะเอาหนังสือมาให้อ่านค่ะ ทีนี้เค้าชอบค่ะ ถามหาเล่มอื่นอีกค่ะ ว่าแม่มีอีกไหม ถ้าคุณ supaporn ชอบและอยากได้ file เสียง อาจจะลองส่งไปทาง อีเมล์ ดูก่อนน่าจะได้นะค่ะ ลองแจ้ง email address ไว้ให้ก่อนดีไหมค่ะ
ขอบคุณค่ะคุณปอ

Class เรียนที่นี่จะออกแบบ Active learning มากกว่า Passive learning ค่ะ จนบางทีเราก็ห่วงเรื่องวิชาการของเด็กว่ามันจะได้อะไรกลับมาไหมหนอ ก็แบบยึดติดกับความที่เราเคยเรียนมางัยค่ะ เชื่อไหมว่าการบ้านของเด็กที่นี่ไม่มีเหมือนบ้านเราเลยที่ให้มาทำแบบฝึกหัดเป็นเล่มๆ การบ้านของน้องนิวจะมีกระดาษแปะมา 2 หน้า A4 ใบนึงเป็นการบ้านเลยแบบเป็นโจทย์ให้คิดครึ่งหน้า อีกครึ่งนึงเป็นท่องศัพท์ กับการผสมคำ โดยครูให้ตัวอักษรมา 20 ตัว แล้วให้นักเรียนไปนั่งคิดมาว่าผสมคำ 3 ตัวอักษร 4 ตัวอักษร 5 ตัวอักษร หรือมากกว่านั้นได้อะไรบ้าง อีก 1 หน้ากระดาษจะมีวงๆอยู่ 5-6 วงแล้วแต่อาทิตย์ เป็นโจทย์หรือโปรเจคให้ทำ ที่เคยผ่านมามีโจทย์ให้ทำเช่น ให้วิ่งรอบบ้าน 10 รอบ แล้วอย่าลืมเรียกคนในบ้ามมาแข่งวิ่งด้วยนะ หรือ วัดขนาดขวดต่างๆในบ้านมา 5 ขวด ดูว่าขวดไหนสูงที่สุด เตี้ยที่สุด หรือ ให้หัด juggling ball 3 ลูก หรือ ให้ไปสังเกตดอกไม้ว่ามีส่วนประกอบอะไรบ้าง หรือ ให้ทำ paper sculpture มาส่ง หรือ ให้สังเกตุ Ramp and Wedges อีกอันค่ะ อันนี้ล่าสุดเลย เพราะน้องนิวอยู่ ป.3 ให้ไปถามเด็กรุ่นน้องว่าชื่ออะไรบ้าง แล้วถามด้วยว่าน้องๆชอบอะไรกัน ทุกอาทิตย์จะมีการบ้านสลับกันมา แต่การบ้านที่นี่มีแค่ 2 หน้ากระดาษ A4 ต่อ 1 อาทิตย์ แถมลงท้ายที่กระดาษด้วยว่า "Home work is optional but valuable to do" คุณหญิงก็รีบบอกเลยว่า ครูบอกว่าไม่ต้องทำก็ได้ ก็มัน optional นี่ค่ะ

เคยถามครูที่โรงเรียน เค้าบอกว่าเด็กๆเรียนที่โรงเรียนพอแล้ว (8:45 - 2:45) การบ้านที่ให้ทำ อย่าให้ทำเกินครึ่งชั่วโมงต่อวัน

แต่ที่นี่ดีอย่างค่ะ ทุกๆปีจะมีการอบรมผู้ปกครองในแต่ละวิชาที่ลูกเรียน ซึ่งของเด็กเล็กก็จะมีแค่ภาษา (รวมการอ่านการเขียน แล้วแต่ระดับของเด็ก) เลข สังคม (ล่าสุดหัวเรื่องคือ Changing and Me) เค้าจะมีแยกอบรมในแต่ละระดับชั้น ว่าคุณครูจะสอนอะไรนักเรียนบ้าง คุณพ่อคุณแม่มีอะไรสงสัยบ้าง มีอุปกรณ์เสริม เป็นเกมส์ (ทำเองค่ะ) ให้เอากลับไปเล่นกับลูกที่บ้าน มี snack เลี้ยง แถมมีจับฉลากของขวัญให้กับผู้ปกครองที่มาร่วมอบรมด้วย อบรมแต่ละครั้งก็ประมาณ 1-2 ชั่วโมงตอนค่ำของวันธรรมดา แพทพยายามจะไปทุกครั้งที่เค้าจัด เพราะคิดว่าเราควรที่จะต้องทราบแนวทางการสอนเด็กของทางโรงเรียน และก็อย่างที่คุณปอบอกคือ เด็กจะประสบความสำเร็จได้ มันต้องเป็นความร่วมมือของทั้งตัวเด็กเอง โรงเรียน และผู้ปกครองค่ะ

แม่แพทคนนี้นี่เสนอหน้าทุกอย่างเลยนะค่ะ งานโรงเรียนมีต้องไป เค้ามีย่างไส้กรอกหาเงินเข้าโรงเรียนเพื่อซื้ออุปกรณ์กีฬา เราก็เสนอหน้าไปทุกครั้งเหมือนกัน ไปช่วยย่างไส้กรอกค่ะ มีกิจกรรมถือศีลอด ให้ทุกคนในโรงเรียนทานข้าวสวย ลูกเราก็สบายทานข้าวทุกวันอยู่แล้ว ขอความร่วมมือจากคุณแม่ๆ ให้ไปช่วยหุ่งข้าว ก็ได้เลย Expert อยู่แล้วหุ่งทุกวัน ด้วยหม้อไฟฟ้า 555 สร้างสัมพันธภาพที่ดี ระหว่าครูกับผู้ปกครองค่ะ สาเหตุหลักๆ คือ แพทเองก็ต้องเรียนรู้ระบบการเรียนการสอนที่นี่ จริงอยู่มาเรียนต่อ ม.ปลายที่นี่ แต่มันก็นานมาแล้ว แถมของเด็กเล็กกะเด็กโตก็ไม่เหมือนกัน ไม่ตีสนิทที่โรงเรียนเอาไว้ เราคงตามเค้าไม่ทันจริงๆค่ะ

อ้าว จากเรื่องการเรียนในห้องเรียน ยาวมาเรื่องสัมพันธภาพของผู้ปกครองกะโรงเรียนไปได้ กลับไม่ถูกแล้ว จบเลยละกันนะค่ะ คริคริ
ไม่เสียแรงตั้งกระทู้จริงๆเลย ได้ความรู้เพิ่มมาเพียบ ดีคะ ชอบ ชอบ ชอบ อิ อิ
สวัสดีตอนเย็นๆค่ะ

คุณแพทและพี่ทิพย์ คุณแอน..เป็นปกติของหลักสูตร inter ค่ะ เน้นให้คิดมากกว่าให้จำอย่างเดียว..ที่คุณ pat บอกว่าโรงเรียนให้วัดขวดขนาดต่างๆน่ะค่ะ ถ้าเป็นปอจะแถมเพิ่มจากโรงเรียนคือ ให้วัดเป็นหน่วย Metric เทียบกับ Inch ด้วย.... หรือบางทีก็ใช้นิ้วมือ มือ แขนขาวัด ทำแบบคนโบราณเลยค่ะ เพื่อให้เค้ากะประมาณ ได้...

อย่างเรื่องคณิตศาสตร์นั้นคนไทยเราเข้าใจว่าต้องคุมอง หรือเป็นเรื่องเกี่ยวกับ จำนวน (Number) ซึ่งนั่นก็คือ Arithmetic อย่างเดียว แต่คนตะวันออกไม่คิดอย่างนั้น เค้าคิดว่าคณิตศาสตร์คือสิ่งที่อยู่รอบๆตัวเรา เช่นการ sorting measurement time หรือเรื่อง Geometry ที่สคัญคือเรื่อง word problem ค่ะ แก้ปัญหาโจทย์ที่ไม่ใช่แค่บวกลบคูณหารแล้วตอบ แต่คือการวิเคราะห์ว่าโจทย์ถามอะไรแล้วตอบอะไร
มีหลายอย่างเลยค่ะ ที่เรานึกไม่ถึงว่าคณิตศาสตร์จะแฝงอยู่ในนั้นหรือจะสอนคณิตศาสตร์ยังไงให้เด็กสนุก ปอไม่ได้เร่งลูกเลยนะคะ ปอขอให้ลูกปอเข้าใจ ความเข้าใจในวิชาคณิตศาสตร์สำคัญมากกว่าความจำค่ะ...คณิตศาสตร์สำหรับเด็กเล็กนั้น ควรจะผ่านเพลงผ่านนิทานค่ะ ให้เค้ารัก เช่น เพลง Baa Baa Black Sheep สอนเรื่องจำนวน ลูกปอ ชอบสุดๆ ค่ะ

หรืออย่างเรื่องเวลา น้องก็เรียนผ่าน Hickory Dickory Dock

inch by inch ก็สอนเรื่องการวัด


ทำให้เรารู้ว่า ภาษาคณิตศาสตร์อยู่ใน Nursery Rhymes และนิทานมากมาย ตอนเล็กเพนนีก็ผ่านกิจกรรมพวกนี้มาหมดค่ะ เป็น montessori premath

การจับคู่แบบ one on one


ปอเองตอนที่ไปเรียนก็ได้เรียนรู้ว่า คนตะวันตกนับถือกันที่ความคิด นับถือกันว่าคุณมี Concept ในการคิดไหม Block of Knowledge คุณดีแค่ไหน ถึงความคิดจะไม่ถูกก็ไม่เป็นไร..แต่ขอให้คุณคิด..และปอก็เชื่อว่าเมื่อเด็กพร้อมแล้วศักยภาพของเด็กจะออกมาเอง จะกระตุ้นให้เด็กคิดเอง..เหมือนอย่าง Einstien ที่ไม่ถูกจำกัดกรอบความคิด เนื่องจากตอนเล็กๆเรียนหนังสือไม่รู้เรื่อง เลยไม่มีใครมาตีกรอบน่ะค่ะ....นี่เป็นเหตุผลหนึ่งว่าทำไม ที่ USA คนออกมาทำ homeschool กันเยอะมากๆ เพราะเค้าคิดว่าหลักสูตรของโรงเรียนมีเนื้อหาที่ให้เด็กท่องจำเยอะมากกว่าการเรียนรู้จากตัวเด็กเองน่ะค่ะ

ปกติเราอยู่ที่นี่ ข้อสอบส่วนใหญ่จะเน้นท่องจำใช่ไหมคะ ใครจำได้เยอะตอบได้เหมือนในหนังสือจะได้คะแนนมาก ตอนไปเรียนที่โน่นแทบร้องไห้ อะไร ฟะ เนี่ย ตอบเหมือนในหนังสือ ตั้ง 5 เล่มแน่ะ..อาจารย์เรียกไปคุยให้โอกาส บอกว่า ขอให้ไปทำใหม่อาจารย์รู้ว่าเราขยันอ่านหนังสือมาก แต่ที่เราเขียนเนี่ยมันคือ Frankenstien นึกภาพออกไหมคะ มันคือการตัดปะเอาความคิดของคนโน้นผสมคนนี้ จากหนังสือหลายเล่ม อาจารย์ชอบที่เราขยัน แต่อยากได้ยินเสียงของความคิดของเราอะไรก็ได้ไม่ต้องกลัว..อาจารย์อยากรู้ว่าเราคิดอะไร ..อยู่เมืองไทย มีแต่ต้องตอบตามหนังสือ ไปอยู่ที่โน่นตอบอะไรก็ได้..เจ๋งอ่ะ..รอฟ้าเปิดมานานแล้วค่ะ ...แต่ว่าต้องมีเหตุมีผลนะคะ

พอมีลูกถึงลูกจะเรียนโรงเรียนไทยแต่แม่ก็กระตุ้นให้คิดค่ะ โดยเฉพาะการเรียนรู้ผ่านการเล่น..การทำ part time homeschool ของเราไม่ได้เน้นให้ลูกเก่งน่ะค่ะ ไม่รู้จะเอาอะไรมาวัด เราไม่ได้ไปแข่งกับใครแม่เหนื่อยค่ะ เราแค่วัดว่าวันนี้ลูกเราได้รู้อะไรมากขึ้นเราก็มีความสุขน่ะค่ะ


แต่ปอคิดว่า ภาษาอังกฤษปอคงไม่เก่งเท่า คุณ pat แน่ๆค่ะ เพราะปอเป็นเด็กสายวิทยาศาตร์ไม่ได้จบอักษรศาสตร์แต่อย่างใดการไปเรียนที่ต่างประเทศก็เน้นวิจัยเน้น lab นึกภาพหนอนหนังสือออกใช่ไหมคะ แต่อาจจะโชคดีอยู่บ้างที่ปอคนหนึ่งล่ะค่ะ ทีเรียนท่องศัพท์ แบบ Phonics มาตลอดไม่รู้ใครสอน แต่เท่าที่ทราบคือเทียบกับเสียงภาษาไทยมาตลอด และ การท่องศัพท์ ส่วนใหญ่มาจาก scrabble ค่ะ เล่น scrabble กับพ่อค่ะ อยากชนะพ่อก็ท่องคำศัพท์ Scrabble เหมือนกัน..เพราะพ่อจะถามว่าแปลว่าอะไร...นอกจากนี้ อาจารย์ที่โรงเรียนก็สอนเรื่อง root prefix suffix ในโรงเรียนทำให้ เราแตกคำศัพท์มาได้เยอะ ยังมีการหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ ฟังวิทยุ BBC เดาคำจากประโยคข้างๆ ฝึก listening จากเพลงกับหนัง มีการเอาเทปกาวปิด เอาไว้ตรง subtitle ที่เป็นภาษาไทย ให้นักเรียนดูหนัง แล้วแล้วแปลกันเอาเอง พวก the sound of music ประมาณนี้น่ะค่ะ สำเนียงภาษาอังกฤษของปอก็ไม่ได้ดีมากมายค่ะ ..ธรรมดามาก..วันหลังจะอัดเสียงโหดๆให้ฟังค่ะ..

ทีนี้เล่าถึงโรงเรียนน้องบ้างค่ะ ถึงจะเป็นโรงเรียนไทยแต่ที่นี่มี reading show มี Shows and Tells มีการให้เขียนนิทาน มีหนังสือมาให้ยืมอ่านทุกอาทิตย์ การเรียนแบบไม่เร่งรีบเน้นความเข้าใจ..มีสมุดบันทึกความสุข มีการอบรมธรรม มีการทดลองวิทยาศาสตร์ และการเรียนคณิตศาสตร์ที่เน้นความเข้าใจ มีเรียนว่ายน้ำในโรงเรียน..มี teacher ทั้ง Native Speaker และก็มี Teacher ที่เป็นครู Phillipines ที่สำเนียงใช้ได้ดีเลยทีเดียว แต่ก็โรงเรียนไทยค่ะ หลักสูตรไทย ทั้งสังคม การงาน ..ยังเรียนแบบท่องจำอยู่น่ะค่ะ...แม่ก็ทำใจค่ะ บอกได้ว่าเน้นแค่ 3 วิชา เลข ภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์..อย่างอื่นต้องบอกว่า รับภาระไม่ไหวเหมือนกันค่ะ....ปอสงสารเด็กมากๆเลยค่ะ เด็กทุกคนในอนาคตต้องเรียนจบปริญญาตรีกันหมดเป็นอย่างน้อยแต่เรื่องคุณภาพและการคิดแก้ปัญหาเองได้เป็นอีกเรื่องหนึ่ง Key success factor ไม่ได้อยู่ที่ผลการเรียนอย่างเดียวแล้วค่ะ คุณ Pat เรื่อง EQ MQ และเรื่องการอยู่ร่วมกับคนอื่นเข้าใจตัวเองและเข้าใจผู้อื่นก็สำคัญเช่นกันค่ะ...ที่คุณแพททำก็ถือว่าเป็นฑูตวัฒนธรรมที่ดีมากๆแล้วค่ะ...โลกใบนี้สำหรับเด็กมีอะไรให้เรียนรู้ตั้งเยอะค่ะ ใจเค้าใจเรา ตอนเราอ่านหนังสือแล้วต้องจำอย่างเดียวเราก็เบื่อจะแย่ แต่ถ้าเราได้ทดลองได้เข้าใจ มันจะไม่ลืมง่ายๆนะค่ะ แหะๆ ยาวเหมือนกัน ขอจบง่ายๆนะคะ พรุ่งนี้ดีใจ จะมีครูบาอาจารย์มาเทศน์ทีทำงานตอนพักเที่ยง นอนไม่หลับค่ะ....
5555 ขอปรับความเข้าใจหน่อยนะค่ะ สั้นๆง่ายๆวันนี้ เดี๋ยวจะพาแม่ไปทำบุญ ไม่มีเวลาพิมพ์ยาวๆค่ะ อิอิ

แพทเรียนสายวิทย์ที่เมืองไทยค่ะ มานี้มาต่อสายคอม ส่วนภาษาอังกฤษ ไม่งูไม่ปลาละค่ะ เพราะตกยาวตั่งแต่ตอนที่เรียนประถมยันมัธยม (แต่บรรดารุ่นน้องและคุณครูโดยหลอกกันตอนแพทอยู่ ม.4 เพราะแต่งตั่งให้เราเป็นประธานชมรมภาษาอังกฤษ ทั้งๆที่เพื่อนที่เข้าชมรมมาด้วยกันมีแพทคนเดียวที่เรียนสายวิทย์ คนอื่นเค้าศิลป์ภาษาหมดเลย หึหึ และปีนั้นก็ต้องซ่อมอังกฤษอีกเช่นเคย ครูบอกขายหน้ามาก)

แพทเป็นประเภทไม่เข้าใจก็ไม่เข้าหัวค่ะ ถึงชอบสายวิทย์เพราะเราต้องเข้าใจมัน ทุกวันนี้ที่พอมาตอบคำถามให้ได้ก็เพราะเราได้ใช้มันที่นี่ เลยมีโอกาสมากกว่าคนที่ไม่ได้ใช้ และเราก็เอาโอกาสตรงนั้นมาแบ่งปันให้คนอื่นเท่านั้นเองค่ะ

ป.ล. เกลียดมาเลยเวลาดูหนังมี Subtittle เพราะมันไม่ได้อัตถรส คนแปลหลายทีแปลไม่ตรง กับดูไปอ่านไปไม่รู้เรื่องค่ะ เลยกลายเป็นแรงบันดาลใจว่าฉันต้องฟังให้รู้เรื่องให้ได้ ไม่ได้ทุกคำก็ต้องเข้าใจทั้งประโยค

แพทนับถือคุณปอเรื่องการสอนลูกนะค่ะ แพทไม่ค่อยมีเทคนิคในการเล่นกับลูกเท่าไหร่ เด็กๆจะเบื่อง่าย T-T
จริงด้วย เท่าที่ติดตามบล็อก และเม้นท์ของคุณปอมา ต้องยอมรับว่า ทึ่งๆๆ มากๆ เลยค่ะ คุณปอขยัน และสรรหาหนังสือ และสื่อเรียนรู้หลายๆ รูปแบบมาให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ได้ดีมากๆ เลย ขอชื่นชมด้วยคนค่ะ
อ่านแล้วได้ประโยชร์มากมาย ขอบคุณค่ะ
ดีมากเลยคะคุณน้องแอน พี่ว่าคงเป็นประโยชน์กับหลายๆ ครอบครัวเลยคะ น่ารักมากๆ มีมาแบ่งปันด้วย
ขอเข้ามาเกาะติดกระทู้นี้ด้วยคนค่ะ มีประโยชน์มากๆ อยากให้เพื่อนๆ คนอื่นมีโอกาสได้มาอ่านเยอะๆ
แป่ว หน้าแตกกลางหมู่บ้าน อย่างแรง 555 ขอบคุณที่แนะนำค่ะ เห็นคุณ Pat ตอบได้เก่งมากๆ ในหมู่บ้านเลยนึกว่า เจอสาวอักษร ซะแล้ว..ขอ update firmware นิดนะคะ ตกรุ่นอย่างแรง 55555 อยู่ที่อื่นอาจซ่าได้ค่ะ แต่ว่าตอนนี้ขอเป็นลูกบ้าน หมู่บ้าน 2 ภาษาค่ะ เพราะว่า รู้สึกว่าเวลานี้ตัวเองแย่แล้วค่ะ ภาษาแย่ลงอยากใช้ลูกเป็นตัวฝึกด้วยกัน..ฝากตัวเป็นลูกศิษย์ครูแพทและครูหลายๆท่านบ้านนี้ด้วยนะคะ
คุณเม่ยคะ โดยตัวเองแล้วไม่คิดว่าเป็นคนเก่งแต่คิดว่าเป็นคนขยันค่ะ ไม่เคยอยู่นิ่งเลยหาอะไรทำกับสองลิงตลอดเวลาค่ะ ขืนปล่อยให้สองลิงอยู่เฉยๆได้รื้อฝาบ้านพังแน่ๆค่ะ ซนจน..หนุมานกับ หงอคงเรียกพี่ค่ะ

พอดีไม่รู็จะไปตอบที่ไหน เลยขอตอบคำถามพี่ ทิพย์วัลย์ตรงนี้นะคะ
ที่พี่พูดถึงคือ Rhyming word ใช่ไหมคะ น้องที่บ้าน มี Flashcard ของ Barney น่ะค่ะ เดี๋ยวจะถ่ายรูปมา ไม่ทราบว่าพวกเราตอนสมัยเด็กๆเคยท่องศัพท์เป็นกลอนไหมคะ เช่น sky ท้องฟ้า car รถ มด Ant Pan กระทะ
นอกจากนี้ ยังมีพวก word families ประมาณนี้น่ะค่ะ เดี่ยวถ้าว่างจะถ่ายรูปมาให้ดู

http://www.abdopub.com/c/@q3Oo8p5FshCJU/Pages/product.html?nocache@...
นอกจากนี้ยังมี Homophones บ้านเราเรียกคำพ้องเสียงน่ะค่ะ

http://www.abdopub.com/c/@I4es5Xtfoht9E/Pages/product.html?nocache@...
นอกจากนี้ก็มี compound word เหมือนภาษาไทยล่ะค่ะ คิดไม่ออกเปรียบเทียบกับภาษาไทยก็ได้ค่ะ

นอกจากนี้มี Homonyms

Homographs


แต่ของ Scholastic จะมี word family tales เห็นคุณฝน มีขาย เดี๋ยวถ้าว่างๆจะถ่ายรูปตัวอย่างข้างในมาให้ดูนะคะ
หรือของ starfall
http://www.starfall.com/n/level-a/learn-to-read/play.htm?f
ดูตัวอย่าง Word Families and Rhyming Words
http://specialed.about.com/od/wordwalls/a/afam.htm
http://specialed.about.com/od/wordwalls/a/ifam.htm
http://specialed.about.com/od/wordwalls/a/efam.htm

ขอประชุมต่อก่อนนะคะ
ย่าอ่านเพลินเลยค่ะ ชอบทั้งคุณแพทและคุณปอ..ขอย่าเรียนรู้ด้วยคนนะคะ..ขอบคุณที่เอาสิ่งดีๆมาบอกค่ะ

compound word ภาษาไทยเรียก คำผสม ถ้ามาจากรากศัพท์ไทยหรือเขมร หรืออื่นๆ เช่น ลูกน้ำ, แม่เลี้ยง,
และเรียก คำสมาส,คำสนธิ ถ้ามีรากศัพท์มาจากคำ บาลี-สันสกฤต เช่น สุนัข ประวัติศาสตร เป็นต้นค่ะ
วันนี่มีเวลามากหน่อย ขอมาแจมด้วยนะจ้ะ คุณแพทมาทักนะ ไม่รู้ว่าเป็นเด็กวิทย์ คิดว่าเด็กศิลป์ ชอบการบ้านโรงเรียนของน้องๆค่ะ การบ้านโรงเรียนเซ็บไม่สร้างสรรเท่าไร แบบท่องศัพท์อย่างเดียว แต่อันที่ชวนคนในบ้านวิ่งอันนี้คิดหนัก กี่รอบนะค่ะ
แม่ปอ เจ๋งมาก :-)
ชอบอ่านให้ลูกเหมือนกัน อ่านเป็นนิทานให้ฟังสนุกดี เพลงเด็กๆจะสอนเกี่ยวกับเลขเยอะจริงๆ อย่าง หัดนับเลข เรื่องของบวกลบ
อย่าง five little ducks, five current buns และอีกมากมายเนอะ ชอบชุด Baa Baa Sheep กับ Hickory Dickory dock ของปอ
มีเอามาแต่งเพิ่มให้สนุกสนานด้วย
Hickory Dickory dock
The mouse ran up the clock,
The clock struck one
The mouse ran down,
Hickory Dickory dock. (tick tock tick tock)

Hickory Dickory dock,
The mouse ran up the clock,
The clock struck two
The mouse went boo,
Hickory Dickory dock. (tick tock tick tock)

Hickory Dickory dock,
The mouse ran up the clock,
The clock struck three
The mouse did flee,
Hickory Dickory dock. (tick tock tick tock)

Hickory Dickory dock,
The mouse ran up the clock,
The clock struck four,
The mouse said 'no more',
Hickory Dickory dock. (tick tock tick tock)

ลองแต่งต่อดูค่ะ 5 6 7
แบบหนุกๆ

RSS

© 2014   Created by ผู้ใหญ่บิ๊ก.

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service