หมู่บ้านเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้

หมู่บ้านเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้ - สองภาษาดอทคอม


แม่น้องพลอยชมพูได้เคยเปิดประเด็น Home School ในห้องโรงเรียนของลูก ผมคิดว่าแนวคิด Home School เป็นแนวคิดที่น่าสนใจมากๆ ตราบใดที่โรงเรียนยังประเมินนักเรียนฝ่ายเดียว แต่อ้ำอึ้งที่จะให้ผู้ปกครองประเมินโรงเรียนกลับบ้าง ไม่ว่าสาเหตุของการอ้ำอึ้งนี้มาจากขยะใต้พรมหรือเหตุอื่นก็ตาม ผมคิดว่าทางเลือกในการให้การศึกษา ควรจะมีหลายๆทางเลือก


ผมอยากจะหยั่งเสียงความคิดเห็นเรื่องนี้หน่อยครับ อยากให้สมาชิกคลิกโหวต แล้วให้เหตุผลต่อท้ายกระทู้ตรง "ตอบกลับกระทู้นี้" ด้วยครับ



บทความ Home School
อ้างอิงจากที่นี่ค่ะ http://www.elib-online.com/doctors2/child_homeschool02.html
" พ่อแม่ก็เป็นครูได้ บ้านก็กลายเป็นโรงเรียนได้ " นี่เป็นแนวคิดใหม่ ที่กำลังเป็นที่กล่าวถึงกันมากในขณะนี้

Home School หรือการสอนลูกเองอยู่กับบ้านโดยไม่ส่งเข้าโรงเรียน ปกตินับเป็นการศึกษาทางเลือกที่ฮือฮามาพร้อมกับ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2542 ซึ่งเปิดโอกาสให้พ่อแม่มีสิทธิในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานแก่ลูกได้

คุณพ่อคุณแม่หลายท่านคงเคยได้ยินเรื่องนี้กันมาแล้ว แต่อาจยังไม่เข้าใจถึงรูปแบบ ที่แท้จริงของโฮมสคูล รวมถึงบางท่านแม้ทราบแล้วแต่ก็ยังรีๆ รอๆ ไม่กล้าทำจริงทั้งที่อยากจะสร้าง "บ้านแห่งการเรียนรู้" นี้เหลือเกิน

อยากให้ติดตามคอลัมน์นี้กันต่อๆ ไปนะคะ เพราะเราจะนำทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับโฮมสคูล มาเล่าสู่กันฟังเพื่อเป็นความรู้และเป็นแนวทางเลือกให้สำหรับคุณพ่อคุณแม่ ที่สนใจ

โฮมสคูลคืออะไร

โฮมสคูล (Home School) เป็นแนวคิดและรูปแบบการศึกษาทางเลือกที่ให้สิทธิพ่อแแม่ จัดการศึกษาให้ลูกได้ด้วยตนเองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โฮมสคูลเกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศตะวันตก จนแพร่หลายและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ โดยมีการประมาณการว่าปัจจุบันมีเด็ก ที่เรียนอยู่กับบ้านทั่วโลกราว 2-3 ล้านคน โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกามีมากถึง 1.23 ล้านคน และคาดว่าในปี 2008 คืออีก 8 ปี นับจากนี้จะมีเด็กอเมริกันที่เรียนอยู่กับบ้านเป็นจำนวนถึง 6.87 ล้านคนทีเดียว

อะไรคือสาเหตุที่ทำให้โฮมสคูลเป็นที่นิยมในหมู่พ่อแม่

คำตอบก็คือ พ่อแม่เริ่มไม่มั่นใจในระบบการศึกษาในโรงเรียนห่วงว่าครูจะสอนลูกได้ไม่ดี โรงเรียนไม่มีคุณภาพหรือไม่มีความสามารถพอที่จะพัฒนาศักยภาพของลูกได้ มิหนำซ้ำสารพัดปัญหาสังคม ที่นับวันจะทวีความรุนแรงขึ้นไม่น้อยที่เกิดจากโรงเรียนทั้ง ปัญหายาเสพติด การทำร้ายร่างกาย แม้แต่อาชญากรรมในเด็กด้วยกันเอง

ในอเมริกามีดัชนีที่น่าตกใจมากมายเกี่ยวกับเด็กอเมริกัน เช่น มีเด็กพกปืนไปโรงเรียนวันนึงๆ ร่วมแสนคน มีทารกซึ่งคลอดจากแม่วัยรุ่นที่อยู่ในวัยเรียนปีนึงถึงห้าแสนคน นี่เป็นปัญหาซึ่งใครเป็นพ่อแม่ก็หนาว

บ้านเราก็ดัชนีที่น่าตกใจมากมายไม่แพ้กัน ที่เห็นและเป็นข่าวกันครึกโครมก็คือ เรื่องของยาบ้าและการพนัน แทบไม่น่าเชื่อแม้แต่เด็กประถม 4 ก็เล่นพนันบอลเป็นแล้ว

ปัญหาเล่านี้คือ สาเหตุที่ทำให้พ่อแม่ที่วิตกกังวลและกล้าลองของใหม่เลือกโฮมสคูลให้กับลูก

ข้อได้เปรียบของ Home School ที่มักจะถูกอ้างอิง
พ่อแม่ผู้ปกครองมีเวลาอยู่กับลูกเต็มที่ ความผูกพันอบอุ่นระหว่างพ่อแม่ลูกย่อมแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
พ่อแม่ผู้ปกครองมีโอกาส "เลือก" และ "ปรับ" แนวทางการจัดหลักสูตร และการสอนให้เหมาะกับแบบแผนชีวิต ความเชื่อตลอดจนความต้องการ และความพร้อมของลูกได้อย่างยืดหยุ่นแทนการส่งลูกไปรับการศึกษาแบบ "เหมาโหล" ที่บังคับให้ลูกต้องเรียนทุกอย่างเหมือนๆ และพร้อมๆ กับเด็กอื่นๆ ในขณะที่ลูกยังอาจไม่สนใจหรือไม่พร้อมที่จะเรียนเรื่องนั้นๆ
เด็กได้รับการปฏิบัติในฐานะเพื่อนมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจและสิทธิเสรีภาพของ ตนเอง ไม่มีพ่อแม่คนใด "ตีตรา" ลูกว่าเป็น "เด็กเรียนช้า" หรือ "เด็กมีปัญหา" เหมือนในโรงเรียน
การเรียนรู้สามารถเกิดขึ้นได้ต่อเนื่องตลอดเวลาโดยไม่มี "เปิดเทอม" หรือ "ปิดเทอม" ที่ชัดเจน การเรียนรู้อย่างสนุกสนานต่อเนื่องจะค่อยๆ ปลูกฝังจิตวิญญาณ แห่งการเรียนรู้อยู่เสมอเช่นกัน
และในชีวิตจริงการเรียนรู้และพัฒนาตนเองก็ไม่มีเปิดเทอมหรือปิดเทอมเช่นกัน การเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง ลงมือปฏิบัติจริงเป็นได้ง่ายขึ้นในบรรยากาศของครอบครัว ที่สามารถจัดกิจกรรมเสริมการเรียนรู้ทั้งในบ้านนอกบ้านได้มากมาย แทนที่จะให้เด็กเรียนแต่จาก "หนังสือ" และ "คำบรรยาย" เท่านั้น

โฮมสคูล ทำอย่างไร

ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยนโยบายการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ทำการศึกษาวิจัยเรื่องการจัดการศึกษาโดยครอบครัว หรือ Home School ได้บอกถึงหัวใจหลักของโฮมสคูลว่า

" โฮมสคูล จริงๆ มันก็คือโรงเรียนแบบหนึ่งโดยนิยามของมัน ประการแรก การสอนในบ้าน ก็ต้องถูกวางแผนอย่างตั้งใจ แปลว่าคุณจะต้องมีแผน ส่วนจะยืดหยุ่นแค่ไหนแล้วแต่ความเหมาะสม ประการที่สอง โดยที่กิจกรรมการเรียนรู้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในบ้าน คำว่า "ส่วนใหญ่" แปลว่า พ่อแม่ไม่ต้องสอนในบ้านก็ได้ หลายคนที่ชอบกล่าวหาว่า โฮมสคูลเป็นการเอาลูกไปขังไว้ในบ้าน ลูกไม่ได้มีสังคม ไม่ได้เจอโลกภายนอก ไม่จำเป็น พ่อแม่อาจจะพาลูกไปโรงเรียนร่วมกับเด็กที่อื่นก็ได้ หรืออาจมีกิจกรรมบางอย่างร่วมกับโรงเรียนก็ได้ ประการที่สาม พ่อแม่เป็นคนสอนหรือควบคุมดูแลการสอน บางเรื่องที่พ่อแม่ไม่ถนัดอาจจ้างครูมาสอนก็ได้ "

ฟังดูแล้ว โฮมสคูลก็ไม่น่าจะใช่เรื่องใหม่อะไร เพราะแต่ไหนแต่ไรมาพ่อแม่ก็ทำหน้าที่ครูของลูกอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่ได้ทำจริงจังและไม่มีกฎกติกาที่แน่นอนเท่านั้นเอง

รูปแบบของโฮมสคูลนั้น อาจจัดหลักสูตรที่ไม่มีโครงสร้างตายตัวแต่เน้นความหลากหลาย ให้ลูกเรียนรู้คู่ไปกับการสัมผัสชีวิต นั่นก็คือเป็นไปตามธรรมชาติของวิถีชีวิตในแต่ละครอบครัว ในแต่ละวันนั่นเอง

คุณแม่ท่านหนึ่งในประเทศอังกฤษเล่าถึงประสบการณ์การทำโฮมสคูลว่า

…ฉันเริ่มต้นด้วยอุปกรณ์ต่างๆ ที่เหมือนโรงเรียนจริงๆ มีทั้งโต๊ะ กระดานดำ ปากกา หนังสือเรียน ฉันคิดว่าฉันพร้อมและกำลังจะเริ่มต้นให้การศึกษาแก่ลูกอย่างเป็นเรื่องเป็น ราว แต่เมื่อสิ้นสุดเย็นวันแรก ฉันกลับพบว่าทั้งฉันและลูกแทบจะประสาทเสียไปพร้อมๆ กัน เพราะเด็กๆ ไม่ได้ทำอะไรตามหลักสูตร ที่เตรียมไว้แม้แต่อย่างเดียว และฉันก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการว๊ากพวกเขา ฉันรู้ในบัดนั้นว่า ฉันเดินมาผิดทางแล้ว ฉันกำลังพยายามที่จะทำตัวเป็นโรงเรียนเสียเอง ฉันกำลังพยายามจะทำ ในสิ่งที่ฉันเองคัดค้านก็เพราะความเป็นโรงเรียนมิใช่หรือที่ทำให้ฉันเอาลูก ออกมา…

…วันรุ่งขึ้นท่ามกลางความประหลาดใจของเด็กๆ ฉันพาพวกเขาไปปิคนิคเราไปเก็บดอกไม้ ก้อนหิน เดินดูนกและแมลงด้วยกัน แล้วก็พูดคุยกับใครต่อใครในหมู่บ้านไปตลอดทั้งวันนั้น คืนนั้นหลังจากเด็กๆ เข้านอนแล้วฉันจึงจดบันทึกการสอนของฉันในวันนั้นลงไปว่า …เนื้อหารายวิชาที่ครอบคลุมในวันนี้ ได้แก่พลศึกษา ประวัติศาสตร์ชุมชน ธรรมชาติวิทยา ภูมิศาสตร์และทักษะทางสังคม… เป็นไงล่ะ หลักสูตรของฉัน ต่อมาไม่นานหลักสูตรของฉันก็เริ่มเข้าที่ ถึงแม้ฉันกับลูกจะเห็นพ้องต้องกันว่าเราต้องเรียน อ่าน เขียน เรียนคณิตศาสตร์อย่างเด็กตามโรงเรียนทั่วไปบ้าง แต่เราก็ไม่เคยลืมที่จะสนุกกับการเรียนรู้ จากทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวในชีวิตประจำวันของเรา ตั้งแต่การทำกับข้าว ซ่อมจักรยาน ทำสวน แต่งบ้าน เยี่ยมญาติ เล่นเกม ฟังเพลง…และทุกสิ่งทุกอย่างเป็นการเรียนรู้จากชีวิตจริง…

คุณสมบัติของพ่อแม่โฮมสคูล

พ่อแม่แบบไหนที่สามารถทำโฮมสคูลได้ คำตอบนี้ไม่ยากขอเพียงให้มีความพร้อมทั้งสถานะทางเศรษฐกิจ สังคมและการศึกษา ไม่จำเป็นว่าจะต้องร่ำรวยหรือเรียนสูงระดับดอกเตอร์

จากการศึกษาภูมิหลังของพ่อแม่กลุ่มที่ทำโฮมสคูล พบว่าส่วนใหญ่เป็นคนชั้นกลาง มีรายได้พอกินพอใช้ถึงมากเล็กน้อย และมักมีการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งระดับการศึกษาเพียงเท่านี้หากบวกกับประสบการณ์ชีวิตอีกส่วนหนึ่งก็เพียง พอแล้วสำหรับการทำโฮมสคูล

หัวใจของความสำเร็จของโฮมสคูล

หัวใจของความสำเร็จของโฮมสคูลคือ ความเอาจริงเอาจังและความเอาใจใส่ของพ่อแม่ ที่สำคัญคือความสัมพันธ์ที่อบอุ่นในครอบครัวและสิ่งแวดล้อมในบ้านต้องมี ลักษณะกระตุ้นการเรียนรู้ เช่น บ้านต้องเงียบสงบพอที่เด็กจะมีสมาธิในการเรียน หรืออ่านหนังสือ มีหนังสือประเภทต่างๆ ที่หลากหลาย มีสิ่งแวดล้อมที่สร้างความอยากรู้อยากเห็นในเชิงสร้างสรรค์ เป็นต้น

พ่อแม่ต้องมีระเบียบวินัยในตนเอง ยอมปฏิเสธภาระอื่นที่มารบกวนหรือขัดจังหวะการเรียนรู้ของลูก เพื่อให้มีเวลาสอนลูกได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้พ่อแม่ควรขยันหมั่นหาความรู้ใส่ตัวอยู่เสมอ โดยเฉพาะในเรื่องที่จะนำมาสอนลูก

ญาติพี่น้องเพื่อนฝูงรอบข้างก็ควรต้องเห็นด้วย และคอยสนับสนุนเป็นกำลังใจ เพื่อที่พ่อแม่จะได้ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวจนท้อแท้ เพราะการทำโฮมสคูลถือเป็นภาระหนักระยะยาว ที่มีอนาคตของลูกเป็นเดิมพัน

เด็กโฮมสคูลมีพัฒนาการด้านต่างๆ ดีกว่าเด็กที่เรียนในโรงเรียน ?

น่าทึ่งที่ผลงานวิจัยในต่างประเทศหลายชิ้นชี้ว่า เด็กโฮมสคูลมีพัฒนาการและความสามารถ ทั้งในด้านวิชาการ บุคลิกภาพ และพัฒนาการทางอารมณ์ดีกว่าเด็กที่เรียนในโรงเรียน และเด็กโฮมสคูลไม่มีปัญหาในการเข้าสังคมอย่างที่หลายคนห่วงเรื่องนี้ ดร.อมรวิชช์ อธิบายว่า

" ในห้องเรียนเราเรียน 1 ต่อ 40 พออยู่บ้าน เราเรียนตัวต่อตัว หรือ 1 ต่อ 2 เพราะฉะนั้น เรื่องคุณภาพ ความเอาใจใส่มันก็ต่างกัน อีกประการพ่อแม่รักลูก การเรียนส่วนนึงที่มันไม่บรรลุผล เพราะเราบังคับให้เด็กเรียนในเวลาที่เด็กไม่อยากเรียน แต่พออยู่กับพ่อแม่เบื่อแล้วเหรอ อ้าวออกไปเดินเล่น ไป ชอปปิ้ง ไปขี่จักรยานเล่น ฉะนั้นความเบื่อหน่ายซึ่งเป็นศัตรูตัวฉกาจของเด็กเนี่ย มันก็น้อยลงในรูปแบบโฮมสคูล
แต่ก็มีงานวิจัยบางชิ้นที่พูดถึงเรื่องทักษะทางสังคม บอกว่าเด็กเก็บตัวซึ่งผมเองมองว่า เรื่องนี้มันแล้วแต่พ่อแม่ ถ้าพ่อแม่เป็นคนเก็บตัวแนวโน้มที่ลูกจะปั้นออกมาเป็นเด็กซึ่งเก็บตัวก็เป็น ไปได้ "

และประการสำคัญคือ เด็กโฮมสคูลดูจะมีความสุขกับการเรียนมากกว่าเด็กที่เรียนในโรงเรียน คำอธิบายที่ยืนยันได้ก็คือความแตกต่างของบรรยากาศของการเรียนรู้นั่นเอง ในขณะที่ในโรงเรียนครูผู้สอน จะยืนเผชิญหน้ากับเด็กอยู่หน้าชั้น แต่บรรยากาศโฮมสคูลครูผู้สอนคือพ่อแม่ไม่ใช่ครูที่ยืนอยู่หน้าชั้น แต่คือคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ลูก

Views: 4047

Reply to This

Replies to This Discussion

คิดว่าน่าจะเป็นไปได้และควรส่งเสริมสำหรับครอบครัวที่พร้อมจริงๆ เพราะการเรียนที่ได้เห็นจริง ทำจริง มีความสุขกับการเรียนจะทำให้เด็กเรียนรู้ได้เร็ว
โดยส่วนตัวเห็นด้วยคะ กับระบบ Home school แต่แค่ช่วงระยะเวลานึง คือช่วงก่อนปฐมวัย ถ้าเข้าช่วงอายุ 7 ขวบไปแล้ว ก็คงต้องให้เข้าสู่ระบบการศึกษา
ที่เป็นแบบ โรงเรียนทางเลือก พอเข้าสู่มัธยม ค่อยเข้าสู่ระบบการเรียนเหมือนทั่วๆไป จะดีมากเลย
แต่อย่างไทยเรา โดยสภาวะเศรษฐกิจ และสังคม คิดว่าทำได้ค่อนข้างจะยาก ถ้าจะให้ตลอดรอดฝั่ง คงมีน้อยครอบครัวมากคะ ที่จะทำได้ หรือเคสพิเศษ จำเป็น อย่างเช่น tata young ที่เรียนแบบ home school หลักสูตร ตปท. แล้วเทียบชั้นเอา เพราะเค้าเป็นนักร้องตั้งแต่เด็ก ไม่ว่างไป รร. เหมือนคนอื่นนะคะ

แต่ที่ จ.ชลบุรี รร.ทางเลือกไม่ค่อยมี ส่วนใหญ่ อยู่ กทม. กับแถวๆ จังหวัดข้างเคียง สมุทรปราการ นนทบุรี สมุทรสาคร ปทุมธานี หรือแถวโคราช ก็มี
มีแต่ รร.นานาชาติ จะเยอะ ค่าเทอม พอๆกัน อยากให้ลูกเรียน รร.ทางเลือกมากกว่านะคะ
ถ้าที่ ชลบุรี มีใครรู้ช่วยบอกที นะคะ
ดีค่ะแต่พ่อแม่ต้องทุ่มทั้งแรงกายแรงใจรวมถึงเวลาเพื่อสร้างทักษะ ในทุก ๆ ด้านให้ลูก ......ตอนนี้สังคมไทย(โรงเรียน + หลักสูตร) เราอ่อนแอ....ฉะนั้นผู้ปกครองมีบทบาทและมีส่วนช่วยในเรื่องการเรียนของลูก ....เราสามารถออกแบบเองได้...เขียนหลักสูตร...
น่าสนใจการเรียนการสอนแบบ Home School (HS) แต่การเรียนแบบนี้ จะไม่เป็นการปิดกั้นลูกในการอยู่ร่วมกับสังคมข้างนอก หรือการที่ลูกต้องเล่นกับเพื่อนในวัยเดียวกันหรือคะ .... จริงๆ มันมีทั้งข้อดี และข้อเสีย คงต้องมาชั่งนน.ว่า อย่างไรมันจะดีกว่ากัน ถ้าไม่สามารถทำ HS ได้ ควรจะเลือกโรงเรียนให้ลูกอย่างดีที่สุดคะ
สนับสนุนhome school มากค่ะ พยายามหาข้อมูลอยู่ อยากให้คุณพ่อคุณแม่มีความตั้งใจที่จะทำก่อนนะคะ เพราะคุยกับหลายคน สร้างกำแพง กลัวไปก่อน กลัวสอนลูกไม่ได้ กลัวเหนื่อย สำหรับตัวเอง ตอนนี้ลูก7เดือนแล้ว เลี้ยงลูกเอง และคิดว่าจะสอนลูกในช่วงอนุบาล แล้วค่อยสอบเข้าป.1 คิดว่าองค์ความรู้และกิจกรรมสำหรับเด็กเล็ก ไม่น่าจะยากเกินความสามารถของพ่อแม่นะคะ
เป็นแนวคิดที่ดีค่ะ แต่ถ้าพอแม่ไม่ค่อยมีเวลา และต้องทำงานทั้งคู่ เด็กต้องเข้าสังคมด้วย คนไทยยังไม่ค่อยยอมรับเท่าไหร่
โดยส่วนตัวชอบแนวคิดนี้เช่นกันครับ แต่ด้วยความจำเป็นที่ทั้งพ่อและแม่ต้องออกไปทำงานทั้งคู่ ทำให้โอกาสที่จะทำHome schoolคงเป็นไปได้ยาก
เห็นด้วยกับแนวคิด นี้ค่ะ เพราะเคยอ่านแนวคิดเกี่ยวกับ Home school หลายๆแนวคิด ก็เห็นด้วยเพราะปัจจุบันสถาบันการศึกษา ทั้งของรัฐและเอกชน รู้สึกว่า(ส่วนตัวค่ะ)ไม่ได้มาตรฐานและก็ให้ความสนใจในเด็กน้อยมาก เพราะปริมาณของบุคลากรต่อจำนวนเด็กและก็ความเอาใจใส่ น้อย แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าสังคมไม่เปิดโอกาสให้ได้ลอง
เห็นด้วยมี homeschool แต่พ่อหรือแม่ 1 คนต้องละเวลาเพื่อให้กับลูกอย่างเต็มที่ แต่ถ้าทั้งพ่อทั้งแม่ทำงานลำบากที่จะทำ homeschool ได้ เลยไม่แน่ใจว่าทางเมืองนอกที่มี homeschool ฐานะทางครอบครัวเป็นอย่างไร เวลาที่ให้กับลูกเป็นอย่างไร น่าจะได้ศึกษามากกว่านี้
ที่เมืองนอกส่วนใหญ่พ่อทำงานหาเลี้ยงครอบครัวค่ะ เพื่อนๆ เราอยู่หลายๆ ประเทศ ก็เป็นแม่บ้านอย่างเดียวเหมือนกับเรา คือว่าการที่จะจ้างใครมาเลี้ยงลูกทั้งวันจะแพงมากๆ เขาคิดเป็นชั่วโมงเลยทีเดียว แม่จึงรับหน้าที่เลี้ยงลูกอยู่กับบ้านประหยัดกว่าการที่ต้องออกไปทำงานแล้วเอาเงินไปจ่ายค่าพี่เลี้ยงมันไม่คุ้ม

แถวบ้านเราก็มีแบบสามีอยู่บ้านเลี้ยงลูกสาว 3 คน ภรรยาไปทำงาน เพราะว่ารายได้ของภรรยามากกว่าสามี ส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนี้ทั้งนั้นใครรายได้น้อยก็อยู่บ้านเลี้ยงลูก นอกจากคนที่มีอาชีพสูงๆ ทั้งสามีภรรยา ก็ทำงานทั้งคู่ แต่เขามีรายได้มากพอที่จ่ายค่าพี่เลี้ยงค่ะ

แต่ที่เยอรมนีที่เราอยู่ไม่มีกฎหมายรองรับ homeschool เด็กทุกคนต้องไปโรงเรียน ยกเว้นเด็กเยอรมันที่อยู่นอกราชอาณาจักรสามารถทำโฮมสคุลเรียนผ่านอินเตอร์เน็ตได้ และได้ใบประกาศจากกระทรวงฯ ของเยอรมัน ซึ่งอันนี้เราเพิ่งค้นเจอและคิดว่าจะเอาทางเลือกนี้ให้ลูกเมื่อกลับไทยในปีหน้า ลูกจะได้เรียนหลักสูตรของเยอรมันต่อเนื่องไปเลย
ตอบกลับโดย Danui เมื่อ 28/10/2009 เวลา 10:07am
เห็นด้วยค่ะ และคิดอยากให้ลูกได้เรียนHome school มาตั้งแต่ตั้งท้องแล้ว
แต่เหตุที่ต้องให้ลูกเข้าโรงเรียนนั้น เพราะไม่มีกลุ่มสนับสนุนมากพอในจ.เชียงใหม่
ตัวนุ้ยเอง พยามศึกษา และหากิจกรรมที่เรียกว่า Home school และทำการเรียนรู้ผ่านการเล่นให้กับลูก ตั้งแต่แบเบาะ
เราทำกิจกรรม สอนลูกผ่านการเล่น จนลูกตอนนี้ได้ 2.9 ขวบ ซึ่งวัยนี้ต้องการกลุ่มเพื่อนมากขึ้น
ต้องการการเรียนรู้มากขึ้น รอบข้าง สิ่งแวดล้อมที่อยู่ ล้วนแต่ผู้ปกครองทำงานนอกบ้านทั้งนั้น จะมีรวมตัวกัน ก็ตอนเย็นๆ
ระหว่างเช้าถึงเย็น นุ้ยกับสามีต้องหากิจกรรมให้ลูกทำทุกวัน บางครั้งก็หมดมุกค่ะ เพราะลูกสาวเป็นเด็ก Active มากพอสมควร
และหนึ่งปีมาแล้ว ลูกสาวไม่มีการนอนกลางวัน ทำให้พวกเราเหนื่อยมากขึ้น
หาข้อมูลกิจกรรมสร้างสรรค์ให้กลับลูก ไม่ว่าจะเป็นกีฬากลางแจ้ง เพาะปลูกต้นกล้า รดน้ำต้นไม้ วาดเขียน ระบายสี
หัดเขียน หัดอ่าน ดูธรรมชาติ ออกเทียวธรรมชาติ ให้รู้จักรับผิดชอบสิ่งของตัวเอง หรือทำความสะอาดจักรยาน และช่วยเหลือพ่อกับแม่
พยายามหากิจกรรมที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน บางครั้งดูว่า ทำกับเองครอบครัวเล็กๆ ก็เหนื่อยเหมือนกัน
เลยต้องพึ่งโรงเรียนค่ะ

สรุปปัญหาที่พบเจอคือ ขาดกลุ่มร่วมค่ะ ลำพังแค่คุณพ่อคุณแม่ทำกับเองสองคน บางครั้งมันเหนื่อยเกินไป ต้องการกลุ่มและผู้ปกครองที่มีเวลาให้กับลูก เหมือนครอบครัวของเรา แต่ที่เชียงใหม่บริเวรที่เราอยู่นี่ ส่วนใหญ่ผู้ปกครองทำงานนอกบ้านกันหมด และลูกๆไปโรงเรียนกันหมด ช่วงเช้าหมู่บ้านเลยเงียบค่ะ ต้องตะเลงลูกไปพบปะกับเด็กอื่นๆข้างนอกเอง....




"""""""""""
เห็นด้วยกับความคิดเห็น ของคุณ DANUI ค่ะ

เพราะว่าถ้าทำ home school กันเอง 2 คนพ่อ แม่ จะเหนื่อยมากค่ะ และ ถ้าเกิดว่ามีลูกมากกว่า 1 คน ยิ่งเหนื่อยมากขึ้นไปอีก และเรายังต้องทำงานกันอีก โอ๊ย..อุปสรรคมากมายหลายหลากค่ะ
คิดว่าต้องมีกลุ่มต้นแบบ ตอนนี้พ่อแม่หลายคนอาจมองว่าไม่มีเวลาหรือไม่น่าจะทำได้แต่ยังมีพ่อแม่อีกไม่น้อยที่มองในมุมกลัีบกัน พ่อแม่หลายท่านก็พร้อมพอที่จะสอนลูกเองได้และได้ดีกว่าการส่งลูกเข้าสถานศึกษาแบบวัดมาตรฐานที่ไม่มีมาตรฐาน ใครไม่เคยเจอประสบการณ์แย่ๆในโรงเีรียนคงไม่อยากเปลี่ยนแปลงระบบหรอก แต่ถ้าคนเคยเจอมันคือสิ่งที่แย่มาก อรเคยเปิดสมุดการบ้านของหลานครูสอนให้เด็กเขียนและอ่านตัว N มาก่อนตัว M เราพยายามชี้แจงเท่าไหร่หลานก็ไม่ยอมเชื่อบอกครูสอนแบบนี้ แล้วมาตรฐานครูเค้าวัดจากอะไรกันน่าเป็นห่วงมาก อยากเปลี่ยนนะน่าสนใจถ้ามีแนวความคิดหรือครอบครัวต้นแบบที่ทำจากประสบการณ์จริงมาแล้วส่งมาแชร์ความคิดกันบ้างซิคะ

RSS

--oO--

สแกนโค้ด แอดไลน์ @2pasa แล้วลุ้นของรางวัลรวมคลิปเวิร์กช็อปทั้งหมด

Events

หนังสือในชุดเด็กสองภาษา



© 2020   Created by ผู้ใหญ่บิ๊ก.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service