หมู่บ้านเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้

หมู่บ้านเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้ - สองภาษาดอทคอม

สอบถามความคิดเห็นทุกท่านครับ ว่ามีเป้าหมายอย่างไรกับการสอนให้เด็กพูด 2ภาษา

เกิดความคิดขึ้นมาว่า ผมคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นแน่ๆคือลูกกล้าใช้ภาษาที่สองมากขึ้น มั่นใจมากขึ้น กว่าการที่ไม่ได้ฝึก

แต่ผมมองว่าถ้าเราคาดหวังว่าลูกจะสื่อสารกับต่างชาติแบบธรรมชาติเลยเนี่ย ไม่ง่ายนัก ถ้าไม่ได้มีสังคมกับชาวต่างชาติเลย
เพราะถ้ามองลึกไปอีก ว่าถ้าเข้าไปในสังคมภาษาที่สองจริงๆ ลูกจะใช้ภาษาได้คล่องแคล่วขนาดไหน
เพราะสำเนียงแตกต่าง รวมถึง speedในการพูด ของชาวต่างชาติจริงๆ ย่อมฟังได้ยากกว่า
ด้วยเหตุที่เราสอนลูกจากตัวเราที่เป็นต้นแบบ

แต่ยังไงเด็กสองภาษายังเป็นสิ่งที่ท้าทายผมมาก

Views: 237

Reply to This

Replies to This Discussion

เป้าหมายก็คืออยากให้ลูกนี้ได้สื่อสารภาษาอังกฤษที่ดี
เพราะในอนาคตดิฉันมองว่าไม่ว่าจะเป็นภาษาอะไรก็ตามถ้าลูกพูดได้มากกว่า2
ภาษาย่อมมีภาษีดีกว่าภาษาเดียวแน่นอนค่ะ
คำตอบง่ายๆ สั้นๆ

เป้าหมายอยากให้ลูก "รอบรู้ -มีสังคมที่กว้าง"

ดิฉันสอนลูก 3 ภาษา มา 9 ปีเต็ม ตอนนี้ลูกสามารถหยิบหนังสือทั้ง เยอรมัน-อังกฤษ-ไทย ขึ้นมาอ่านเองได้ มานั่งนึกย้อนหลังตอนตนเองอายุ 9 ขวบเท่าๆ กับลูก อ่านภาษาไทยคล่องก็ดีใจจะแย่แล้ว เป็นคนชอบอ่านหนังสือมาก เห็นหนังสือภาษาอังกฤษ อ่านไม่ค่อยออก แปลไม่เข้าใจ ก็โมโหตนเอง เราทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ อันนี้อาจจะเป็นปมอดีตของดิฉันนะคะ หุ หุ

แหล่งรวมความรู้ของคนเราก็หนังสือนี่แหละ ยิ่งรู้หลากหลายภาษา ยิ่งมีโอกาสเพิ่มความรู้ให้ตนเองได้มาก ยิ่งสังคมสมัยใหม่นี้เปิดกว้าง การสื่อสารระหว่างคนต่างเผ่าต่างพันธุ์ก็เพิ่มมากขึ้น หากลูกสามารถสื่อสารได้คล่องแคลวย่อมเป็นผลดีสำหรับตัวลูกเอง เหมือนประตูแห่งโอกาสบานใหญ่มากๆ ที่ลูกเราสามารถเข้าออกได้ตลอดเวลา

ดิฉันไม่ติดใจเรื่องสำเนียงค่ะ ยังเนียงเจ้าของภาษาฟังยากยังไง ลูกก็ต้องฟังออกถึงจะไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ และแม้ลูกจะพูดสำเนียงอังกฤษไม่ดี แต่เชื่อว่าพูดออกไป เจ้าของภาษาเข้าใจแน่นอน เพราะงั้นไม่มีความจำเป็นต้องกังวลเรื่องสำเนียงค่ะ
อยากให้ลูกฟังฟาหรั่งออก ไม่เหมือนแม่ อ่านออกเขียนได้ พูดได้เล็กน้อย แต่ฟัง original มึนตื๊ปป+++
หัวข้อกระทู้อันนี้ดีจังเลยค่ะ เพราะตอนที่เริ่มพูดกับลูก คือ ได้อ่านหนังสือปุ๊บรู้สึกว่า "ใช่" ก็เริ่มเลยแต่ไม่เคยถามตัวเองว่า "ใช่" ยังงัย พอมานึกย้อนก็เลยได้คำตอบแบบนี้ค่ะ

คือจิ๊อยู่ต่างจังหวัดเพราะธุรกิจของแฟนอยู่ที่นี่ ก็เลยมานั่งคิดเรื่องโรงเรียนลูก ว่าจะส่งเรียนที่ไหนดี ก่อนที่จะได้อ่านหนังสือ เคยคุยกับแฟนว่า เราส่งลูกเรียนในเพชรบุรีก็ได้เนอะ ไม่ต้องให้ลูกไปลำบากที่ กทม เราสองคนเห็นตรงกันว่า สิ่งที่สำคัญสำหรับลูกคือการเติบโตขึ้นอย่างมีความสุข และเรียนรู้ทักษะในการเข้ากับผู้อื่น การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ทักษะทางสังคมได้อย่างดี เราไม่เน้นเรื่องว่าลูกจะต้องสอบเข้าที่โน่นที่นี่ได้ แต่อย่างนึงที่เราสองคนเห็นตรงกันคือ ความสามารถทางภาษา เพราะมันคือพี้นฐานที่จะเปิดโอกาสทางสังคมต่าง ๆ ให้กับลูก แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะทำยังงัย

พอได้มาเจอหนังสือเล่มนี่ จึงรู้สึกว่า "ใช่เลย" เราต้องเริ่มเองที่บ้าน และวิธีการของคุณพงษ์ระพีก็ดูเป็นธรรมชาติมาก ลูกน่าจะมีความสุขกว่าการไปนั่งเรียนพิเศษกับครูต่างชาติ สังเกตจากน้องกันต์ จิ๊เริ่มตอนแปดเดือน ในเวลาสองอาทิตย์แรกเราก็เห็นแล้วว่าลูกเข้าใจ ทุกวันนี้ ลูกก็เข้าใจทั้งสองภาษาอย่างเป็นธรรมชาติจริง ๆค่ะ
คุณ Prit's Papa คะ

เป้าหมายหรือความคาดหวังของแต่ละบ้าน ย่อมแตกต่างกันไป...บางบ้านแค่อยากให้ลูกกล้าพูดภาษาอังกฤษกับชาวต่างชาติ (มากกว่าที่พ่อหรือแม่ทำได้) มั่นใจมากขึ้น และเป็นธรรมชาติเหมือนที่คุณ Prit's Papa ตั้งประเด็นไว้...บางบ้าน อยากให้พูดจนใช้การได้ดี และพัฒนาต่อยอดไปจนถึงเรื่องการอ่าน-เขียนที่ดีในอนาคต...บางบ้าน ตั้งเป้าไว้ว่า อยากให้ลูกใช้ภาษาอังกฤษได้ดีใกล้เคียงขนาด native speaker และสามารถนำไปใช้งานได้ดีในระดับสากล

ซึ่งลูกจะไปได้ไกลขนาดไหน...อยู่ที่สองปัจจัยค่ะ ๑. พ่อแม่ และสภาพแวดล้อมทางบ้าน...ยิ่งตั้งเป้าสูง พ่อแม่ก็ยิ่งต้องทำการบ้านเยอะ ทั้งเรียนและฝึกฝนไปพร้อมกับลูก เพราะถ้าไม่ทำ อย่างมาก ลูกก็คงได้เท่าที่พ่อหรือแม่ทำได้ ๒. ตัวเด็กเอง...สนใจสิ่งที่เราพยายามใส่ให้มากน้อยแค่ไหน และ(มีโอกาส)นำไปฝึกฝน ใช้ในชีวิตปจว.แค่ไหน เมื่อเขาโตขึ้นไป

ถ้าหวังสูง ก็ต้องลงทุนสูง...อาจไม่ใช่เรื่องการเงินเสมอไป (แม้จะหนีกันไม่ค่อยพ้น) แต่เป็นการลงทุนเวลา...ความพยายามในการหาโอกาสให้ลูกได้ฝึกใช้ภาษากับเจ้าของภาษาอย่างธรรมชาติ...ส่วนตัวเชื่อว่า เด็กๆที่พ่อแม่ดูแลเอาใจใส่เรื่องการเสริมทักษะต่างๆ ตั้งแต่ยังเล็ก (ไม่ได้หมายถึงต้องไปเรียนพิเศษ) จะมีพื้นฐานที่ดีแน่นอน และไม่ตกเกณฑ์เด็กรุ่นเดียวกัน...แต่จะ"ดีเท่า"หรือ"ดีกว่า"ลูกคนอื่นหรือไม่ (ขอประทานโทษค่ะ)...ขึ้นอยู่กับทั้งตัวลูกเอง และความคาดหวังของพ่อแม่ค่ะ

"ถ้าไปอยู่ในสังคมภาษาที่สองจริงๆ ลูกจะใช้ภาษาได้คล่องแคล่วขนาดไหน"....ในเคสของลูกชาย (๕ ขวบ) ซึ่งที่บ้านเป็นไทยแท้ พูดภาษาอังกฤษได้คล่องเท่าภาษาไทย และอ่านภาษาอังกฤษได้เร็วกว่ามาก...สำเนียงใกล้เคียงเด็กฝรั่งและคลังคำศัพท์ค่อนข้างเยอะ เล่นกับเด็กฝรั่งได้ดีกว่าเด้กไทย.......ตรงนี้ ถามว่า ลงทุนไปขนาดไหน....มากค่ะ ทั้งเรื่องเวลาของพ่อแม่และการเงิน (ไม่ถึงขั้นลำบาก)....แต่กว่าจะปั้นลูกได้อย่างที่เขาเป็น ก็เหนื่อยไม่น้อย ทั้งเรื่องหาข้อมูล เตรียมอุปกรณ์ต่างๆเอง ใช้เวลาเสริมให้ลูกช่วงวันหยุด หาโอกาสแลกเปลี่ยนปสก.กับพ่อแม่คนอื่นๆ เช่นการเข้าเว็บบอร์ด

ที่สำคัญกว่าคือ ยอมไม่พูดภาษาไทยกับลูกเลยตั้งแต่เขาเกิด หรือพูดก็น้อยมาก ตามความจำเป็นของสถานการณ์ ตรงนี้ ลึกๆแล้วแรกๆก็ไม่อยากทำ แต่ทำๆไปแล้วก็ชินจนดูเหมือนลูกจะคิดว่า ภาษาอังกฤษคือภาษาแม่อีก ๑ ภาษาสำหรับเขา....ถามว่า ภาษาที่ลูกได้มา เป็นเพราะเรียนอินเตอร์มาตั้งแต่เล็กหรือเปล่า...บอกว่ามีส่วน แต่ไม่ใช่ทั้งหมดค่ะ เป็นเพราะลูกพูดภาษาอังกฤษกับแม่ที่บ้านเกือบตลอดเวลา...เพราะเด็กไทยที่เรียนรร.อินเตอร์ (รร.เดียวกับลูก) ก็ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษได้ดีเท่านี้ทุกคน...ขึ้นอยู่กับชม.บินและการฝึกฝนจากทางบ้านจริงๆ

ความเห็นส่วนตัว โปรดพิจารณา
ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่ตั้งใจจะพูดภาษาอังกฤษกับลูกหลังจากที่อ่านหนังสือ "รอให้ถึงอนุบาลฯ" จบ คิดจะพูดไทยผสมอังกฤษ แต่พอมาเจอหนังสือคุณพงษ์ระพี ความคิดก็เปลี่ยนไป ต้องพยายามพูดกับลูกเป็นอังกฤษอย่างเดียวจะดีกว่า และหวังเพียงให้ลูกชายได้ฟังและสัมผัสภาษาอังกฤษ และต่อไปถ้าเค้าได้เรียนเพิ่มเติมก็คงจะเรียนรู้ได้เร็วและง่ายกว่าที่เราไม่ได้สอนอะไรเค้าไว้เป็นพื้นฐานเลย และการสอนโดยใช้ภาษาในชีวิตประจำวัน ก็น่าจะช่วยให้เด็กเรียนรู้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

ดิฉันไม่ค่อยแคร์มากนักกับเรื่องสำเนียง เพราะฝรั่งด้วยกันเองก็ยังมีสำเนียงที่ต่างกัน ขอให้สื่อสารกันเข้าใจก็เป็นอันใช้ได้
ความรู้เป็นมรดกที่มีค่ามาก โดยส่วนตัวดิฉันคิดเสมอว่า อยากให้ในสิ่งที่เราทำได้ ทำอย่างดีที่สุด ผลจะเป็นยังไงก็ตาม แต่เราจะเสียใจมากกว่าถ้าวันนี้ไม่ได้ทำ สู้ๆค่ะ ทุกคน
ไม่อยากให้ลูกเป็นในแบบที่เราเป็น จึงอยากสอนลูกให้เป็นธรรมชาติ โดยการพูดในชีวิตประจำวัน เน้น ย้ำเป็นปีๆ
ให้เค้าซึมซับในภาษาพูด เวลาไปโตขึ้นไป เค้าได้เรียนลึกๆ เค้าก็จะได้แกรมม่าเองโดย ไม่ต้องจำ
เพราะว่ามันฝังอยู่ในหัว แต่เราก็ต้องใส่และย้ำให้ลูกอย่างถูกต้องค่ะ

จุดประสงค์ค่ะ

1.เวลาฟังฝรั่งพูดแล้ว ไม่ต้องมาคิดแปลเป็นไทยก่อน
2.เวลาพูดกับฝรั่ง ไม่ต้องเรียบเรียงคำพูด คิดแกรมม่า เหมือนอย่างที่เราเป็น
3.สามารถสนทนากับชาวต่างชาติได้ ไม่กลัว หรือเดินหนี
เป้าหมายของดิฉันก็คือ อยากส่งเสริมให้ลูกพูดและสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี เพราะดิฉันทำงานกับชาวต่างชาติ(ญี่ปุ่น) เขามีค่าวิชาภาษาเพิ่มให้ด้วยเป็นรายได้อื่น ๆ ตั้งแต่ 2,000/3,000/5,000 บาท ต่อเดือน ตามความสามารถที่สอบวัดระดับ Toeic ได้ แต่ I can not เพราะว่าดิฉันสอบไม่ได้ และตอนนี้ชาวต่างชาติก็มาลงทุนในเมืองไทยเยอะและใครพูดภาษาได้ก็จะได้เปรียบผลตอบตอบแทนก็ค่อนข้างสูง และดิฉันก็คิดว่ามันจำเป็นที่จะสอนให้ลูกเราได้เรียนรู้ ตอนนี้ลูกคนโตอายุ 11 ปี ให้เขาเรียนพิเศษ ECC ตั้งแต่อายุ 9 ปี ก็โอเคนะคะ สามารถสื่อสารกับชาวต่างชาติได้ แค่นี้ก็พอใจระดับหนึ่งแล้วละค่ะ
ผมคาดหวังแค่ให้เขาพูดภาษาอังกฤษได้บ้างไม่ต้องนั่งเป็นใบ้เหมือนผมตอนเจอคนต่างชาติ แค่กล้าที่จะพูดกับชาวต่างชาติผมก็พอใจแล้ว
ดิฉันอยากให้เริ่มต้นจากที่ความเป็นธรรมชาติแบบในชีวิตประจำวันเนี่ยแหละค่ะ ดีที่สุด เค้าจะไม่รู้สึกกดดัน เป็นลักษณะให้เค้าซึมซับไปเรื่อย ๆ เพราะถ้าให้เข้าไปนั่งเรียนภาษาอย่างเป็นทางการ เด็กบางคนอาจจะไม่ชอบภาษาอังกฤษก็ยิ่งไปกันใหญ่ เค้าก็จะไม่ยอมเรียนรู้เลย จริงไหมค่ะ ลองเปรียบกับภาษาแม่ของทุกชนชาติสิค่ะ เด็กทุกคนก็ไม่ได้เกิดมาพูดเป็นเลยซะที่ไหน ก็ต้องคุณพ่อ คุณแม่ ทั้งนั้นที่ต้องคอยสอนให้เค้าพูดคำต่าง ๆ จากชีวิตประจำวันทั้งนั้น จริงไหมค่ะ แต่พอดีลูกดิฉันค่อนข้างโตแล้วอายุ 6 ปี กับ 4 ปี ซึ่งโชคดีที่วันนั้นได้ดูรายการทีวี ทำให้เกิดแรงบันดาลใจขึ้นมามาก ๆ เลย แต่ก่อนหน้านี้เคยพยายามพูดภาษาอังกฤษกับลูก ๆ แบบ เป็นคำ ๆ แล้วพยายามชวนให้เค้ารายการโทรทัศน์ที่มีสอนพูดภาษาอังกฤษวันละคำอะไรทำนองนี้ค่ะ ทำให้มีทัศนคติที่ดีต่อภาษาอังกฤษ และก็พยายามออกสำเนียงเป็นภาษาอังกฤษให้เค้าฟัง ซึ่งถ้าเทียบกับตัวเองสมัยก่อนไม่กล้าที่จะพูดออกเสียงแบบเจ้าของภาษา เพราะรู้สึกเขิน ๆ กับการต้องพยายามห่อปากบ้าง แลบลิ้นบ้าง กระดกลิ้นบ้าง คือ เป็นความเขินอายมาก แต่โชคดีที่สมัยนี้สื่อต่าง ๆ มีมากทำให้เด็กเค้ารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา ไม่รู้สึกเขินที่ต้องทำแบบนั้นค่ะ
ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาแบ่งปันข้อมูล

ได้ประโยชน์มากทีเดียว ได้ความคิดเพิ่มขึ้น

แนวความคิดผมเปลี่ยนแปลงไปนิดหน่อย แต่คิดว่าประโยชน์มหาศาลที่ได้คือยิ่งเด็กชินกับภาษามากแค่ไหน ความคล่องตัวต่อการพัฒนาในระดับ advance ก็จะง่ายมากขึ้น เมื่อเด็กโตขึ้น โดยเฉพาะเด็กสองภาษาที่พ่อแม่ยังกระตือรือร้นในการพัฒนาการพูด การฟัง (โดยเฉพาะการฟังจาก native speaker ที่คิดว่ายาก อาจจะไม่เป็นอย่างนั้นอีกแอย่างสม่ำเสมอแล้ว)

เด็กก็จะไม่อาย ถ้าพ่อแม่ไม่อายที่จะใช้ภาษาที่สอง ไม่เหมือนเด็กที่ใช้แค่ในห้องเรืยนกับหลักสูตรเดิมๆที่เราๆท่านๆเคยผ่านมาแล้ว

RSS

--oO--

สแกนโค้ด แอดไลน์ @2pasa แล้วลุ้นของรางวัลรวมคลิปเวิร์กช็อปทั้งหมด

Events

หนังสือในชุดเด็กสองภาษา



© 2020   Created by ผู้ใหญ่บิ๊ก.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service