หมู่บ้านเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้

หมู่บ้านเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้ - สองภาษาดอทคอม

เก่ง ดี มีสุข อะไรควรมาก่อนกันนะนี่.

กำลัง สงสัยว่า 3สิ่งนี้ถ้าเรียงตามลำดับความสำคัญแล้วอะไรน่าจะมาก่อนกัน เพราะกำลังจะเลือกมาใช้กับลูกๆครับ
a. 1.เป็นคนเก่ง   2.คนดี         3.มีความสุข
b. 1.เป็นคนเก่ง   2.มีความสุข  3.เป็นคนดี
c .1.เป็นคนดี     2.มีความสุข   3.เป็นคนเก่ง
d. 1.เป็นคนดี     2.เป็นคนเก่ง  3.มีความสุข
e. 1.มีความสุข   2.เป็นคนเก่ง  3.เป็นคนดี
f.  1.มีความสุข   2.เป็นคนดี     3.เป็นคนเก่ง
ถ้าต้องเป็นคนออกข้อสอบและมีข้อถูกต้องเพียงข้อเดียวผมก็คงงงงงนะครับว่าข้อไหนน่าจะเป็นคำตอบที่ถูกต้อง ถึงแม้คำถามเป็นแบบมีสักษณะเฉพาะของแต่ละครอบครัวที่ไม่มีข้อผิดหรือข้อถูก หรืออาจจะถูกทุกข้อ แต่เวลาใช้จริงก็ต้องเลือกมาหนึ่งข้ออยู่ดี...Hmmm..เลือกข้อไหนดี

Views: 909

Reply to This

Replies to This Discussion

เห็นด้วยค่ะ อย่าเรียกว่าเป็นการสอนเลยค่ะ เรียกว่าเราเริ่มปลูกฝังกันตั่งแต่เล็กแต่น้อยเลยดีกว่า ทุกสิ่งที่เราจับ ที่เราทำ ทุกคำพูดที่พูดออกมา พ่อและแม่คือแบบอย่างที่ดีให้แก่ลูก การสอนให้ลูกเป็นคนดีก็เริ่มจากตรงนี้ ทำดีให้ลูกเห็น ถ้ามีโอกาสเราก็อธิบายให้เค้าฟังถึงสิ่งที่เราทำ เค้าก็จะซึมซับไปเองว่านั่นคือสิ่งที่พ่อและแม่ทำ พอเริ่มโตที่จะคิดได้ เค้าก็จะรู้ว่าสิ่งที่เค้าได้รับการปลูกฝังมาคือสิ่งดีหรือไม่ดี
มาช้าดีกว่าไม่มา ขอมีส่วนร่วมด้วยนะครับ "เราสอนลูกให้เป็นคนดีช้าไปหรือเปล่า" เห็นด้วยกับคุณTao's mamyและคุณแพทครับ ถ้าจะให้ตอบก็งคงจะตอบแบบนี้ละครับ "ไม่ช้าไปหรอกครับหากคุณแม่เป็นคนดีอยู่แล้ว" คือคิดว่าคงจะต้องแยกระหว่างคำว่า "เรียน"กับ"สอน"ให้ขาดจากกันก่อนนะครับ ปกติเด็กๆนี่จะเริ่มเรียนรู้จากการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง5หรือพวกSensory Motor ตั้งแต่ตอนแรกเกิด ตอนเด็กๆก็แค่ หิว เจ็บ ปวด อึดอัด ไม่กี่อย่างหรอกครับส่วนประสาทสัมผัสในเรื่องของการได้ยินนี่เริ่มตั้งแต่อายุครรภ์ได้5เดือนแล้วครับ แล้วประมาณสักขวบนึงนี่ก็เริ่มพัฒนาเป็นการรับรู้แบบที่เรียกว่าPerception คือรับรู้ว่าพ่อแม่และคนใกล้ชิดต่างๆเขาทำอะไรกันบ้างแต่ก็ยังไม่รู้เหตผลหรอกครับ หลังจากนั้นประมาณ2-3ขวบก็จะเกิดการเรียนรู้แบบ Cognitionคือเริ่มทำความเข้าใจถึงเหตุและผลของการกระทำต่างๆที่ได้พบเห็นหรือจากคำสอนต่างๆ (เรื่องระยเวลานี่ยังไม่ชัเจนนะครับแต่ก็คงประมาณนี้หากใครมีข้อมูลที่มีความเที่ยงชัดเจนกว่านี้ขอความกรุณาช่วยแก้ไขให้ด้วยนะครับ)จะเห็นว่าเด็กๆเริ่มเรียนรู้ในเรื่องต่างๆก่อนที่เราจะสอนเขาเสียอีก เพราะการเป็นตัวอย่างให้ลูกเห็นหรือได้ยินได้ฟังทุกๆวันนั้นเป็นการสอนแบบไม่สอนไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนเรื่องเซลกระจกเงาที่ทำหน้าที่ลอกแบบจากตัวอย่างที่ได้พบเห็น ได้ยิน ได้ฟังนั้น ก็ทำงานตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุประมาณ7ขวบ ดังนั้นที่จริงแล้วการที่คุณแม่เป็นคนดีอยู่แล้วนี่ก็หมายความว่าได้เริ่มต้นสอนให้ลูกเป็นคนดีโดยพัฒนาการของมนุษย์ชาติอย่างพวกเราๆนี่อยู่แล้วครับ
(ดีใจมากนะครับที่คุณแม่ตั้งข้อสังเกตด้วยประเด็นนี้ สิ่งที่ผมได้ตอบคุณแม่ไปนั้นเป็นแค่หลักวิชาการที่รู้กันทั่วไปนะครับมีให้หาอ่านกันได้เยอะแยะแต่ที่ไม่รู้เลยก็คือผมก็ไม่เคยถามตัวเองเหมือนกันว่า เราเผลอเป็นต้นแบบให้ลูกในแบบไหนกัน่ไปบ้างแล้วนะนี่ ขอบคุณสำหรับประเด็นที่ทำให้ได้คิดนะครับ)
ต้องขอขอบคุณคุณรัตน์ คุณแพท และคุณฆนวันต์ด้วยนะคะ วันนี้ก็เลยเริ่มเลยค่ะ เช่นปรกติเวลาป้อนข้าวเค้า เค้าก็ชอบเอาตุ๊กตาพี่หมี พีcow พี่moose มาให้เราป้อนด้วย เราก็ป้อนไปอ้ำ ๆ ลุ้นให้เค้ากินแต่ละคำไป วันนี้ก็เลยเริ่มพูดกับเค้าว่า น้ำหนึ่งใจดีจังเลยรู้จักแบ่งปันให้พี่ ๆ กินข้าวด้วย หนูเสียสละให้พี่หมีกินก่อนเหรอ อะไรประมาณนี้
พอช่วงบ่ายวันนี้ไม่ยอมนอนกลางวันจะดู caillou เปิดไปแล้ว 3 ตอนยังไม่พอ เราก็พามานอน ก็ไม่ยอมดึงผมเราใหญ่เลยให้ลุกไปเปิดให้เค้า เราก็บอกว่าหม่าม๊าเจ็บนะ แล้วก็มองตากันไปมา เค้าก็หยุดนอนนิ่ง สักพักนึงเค้าเอาผ้ามาปิดหน้า พอเปิดผ้าออกมา เราก็บอกว่าน้ำหนึ่งมานี่ซิ เค้าก็เดินทำปากขมุบขมิบจะร้องไห้ เราก็บอกว่าหนูดึงผมหม่าม๊าเจ็บนะ ทีหลังไม่ทำแบบนี้นะหนูต้องขอโทษหม่าม๊าก่อนนะ เค้าก็พูดไปเีสียงสั่นพร้อม ยกมือขึ้นไหว้ เราก็บอกว่าหนูเป็นเด็กดีนะหนูขอโทษหม่าม๊าแล้ว เท่านั้นแหละน้ำหนึ่งปล่อยโฮออกมาเลยสะอึกสะอื้นไม่หยุด ทำเอาเราน้ำตาคลอไปด้วย เราก็บอกว่าหม่าม๊ารักหนูนะไม่ต้องร้องนะ มันทำให้เรารู้ว่าเค้ามีความรู้สึกผิดเป็นแล้วนะ มันเป็นช่วงการเริ่มต้นที่ดีจริงๆ (แต่วันหลังไม่รู้จะดึงอีกหรือเปล่า เจ้าตัวยุ่งเนี่ยะ)
ต้องขอบคุณกระทู้นี้อีกทีนะคะที่ทำให้ได้เริ่มค่ะ
อยากเสนอความคิดเห็นส่วนตัวของผมให้กับคุณแม่น้องน้ำหนึ่งนะครับ คือที่คุณแม่บอกว่าได้เริ่มนั่นน่ะ สำหรับผมคิดว่าถูกต้องแล้วครับเพราะถึงแม้ความรู้สึกที่ต้องทนเห็นลูกเสียใจ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสียใจนั้นเกิดขึ้นเพราะเรา)ที่จริงแล้วก็อาจทำให้เราเจ็บปวดอยู่บ้าง แต่อยากให้เกิดในเวลาที่เรารับและควบคุมสถานการณ์ได้ นั่นก็คือตอนเด็กนี่ละครับ หากไม่แลกกับความเจ็บปวดนิดๆหน่อยๆของเราตอนนี้โตขึ้นเราอาจจะเจ็บหนักนะครับ
อ่านแล้วก็นึกรักค่ะ
ขอบคุณค่ะ คิดว่ามันเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมากนะคะ กว่าจะถึงจุดหมายนั้นคิดว่าพ่อแม่เป็นคนดีอย่างเดียวคงไม่เพียงพอค่ะ ที่สำคัญต้องมีวิธีการจะรับมือกับเจ้าตัวน้อยอย่างเหมาะสมแต่ละช่วงของวัยด้วยเนี่ยซิคะยากมาก บางครั้งเคร่งเกินไปก็ไม่ได้ ปล่อยเกินไปก็ไม่ดี,บางครั้งต้องเด็ดขาด บางครั้งต้องผ่อนปรน,บางครั้งต้องให้อิสระเค้า เลือกเองตัดสินใจเอง แต่ให้มากไปก็ไม่ได้อีก ,ตามใจมากก็ไม่ได้ พอไม่ตามใจก็ไม่ยอม ช่วงวัยเด็กก็ต้องไม่ให้เค้ามีปมในจิตใจ ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ช่วงวัยรุ่นก็ต้องระวังให้มาก คิดแล้วก็กลัวเหมือนกัน แต่จะว่าไปถ้าเราให้ความอบอุ่นเค้า ให้เวลากับเค้า ให้เค้าไว้ใจพูดคุยกับเราได้ทุกเรื่อง น่าจะโอเคนะคะ ทำให้คลายกังวลไปได้เยอะเลย อาจจะมีอย่างอื่นอีกแต่นึกได้แค่นี้ก่อนค่ะ
EUREKA.ๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
แพทว่าการรับฟังอย่างตั่งใจ ฟังแล้วพยายามเข้าใจ ตัดสินใจอย่างเป็นธรรมคือวิธีที่แพทพยายามใช้ค่ะ
มุมมองนี้ดีจังค่ะ เด็กสามารถเป็นตัวของเค้าเองบนหลักการและเหตุผลที่ดี ขอเอาไปใช้ด้วยนะคะ
เมื่อวานดูรายการวู๊ดดี้ แขกรับเชิญคือ หมอช้างที่ดูฮวงจุ้ยและดวง บอกว่า

วู๊ดดี้ถามว่า "คนที่เค้ามีเงินเป็นพันล้าน หมื่นล้าน เค้าจะดูฮวงจุ้ยทำไม เค้ามีปัญหาอะไร "
หมอช้างบอกว่า ไปดูฮวงจุ้ยที่สิงคโปร์และนักธุรกิจท่านนึงถามว่า "เมื่อไหร่ผมจะรวย"

คนสมัยนี้เป็นอย่างนี้ไปแล้ว
ขอเข้าเก็บข้อมูลและประสบการณ์ของแม่ๆ พ่อๆ นะคะ ไ้ด้เเอาไปใช้กับเจ้าตัวเล็กได้เลยทีเดียว ขอบคุณคุณพ่อที่ตั้งกระทู้นี้นะคะ

RSS

--oO--

สแกนโค้ด แอดไลน์ @2pasa แล้วลุ้นของรางวัลรวมคลิปเวิร์กช็อปทั้งหมด

Events

หนังสือในชุดเด็กสองภาษา



© 2019   Created by ผู้ใหญ่บิ๊ก.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service