หมู่บ้านเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้

หมู่บ้านเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้ - สองภาษาดอทคอม

บทความ: ขอแอบเครียดเรื่องทำไมคนไทยพูดภาษาอังกฤษไม่ได้

โดย kati_kati
วันจันทร์ ที่ 30 กรกฎาคม 2550
http://www.oknation.net/blog/kati/2007/07/30/entry-1
ว่าจะเขียนเรื่อง ชีวิตการเรียนน้ำเน่าต่อก็ยังไม่มีเวลาและอารมณ์แต่บังเอิญถูกจุดประกายทาง ความคิดจากรายการทีวีว่าทำไมคนไทยพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ซะที ก็เลยจะขอเครียด ขอคิด ขอเขียนกับเขาด้วยคนค่ะ ในฐานะเคยคลุกวงใน(และอาจจะต้องกลับไปคลุกแล้วคลุกอีก)กับวงการสอนภาษา อังกฤษบ้านเราค่ะ ผู้รู้หลายๆคนก็พุดกันไปแล้วเรื่องเทคนิคที่นักเรียนจะไปใช้ในการพัฒนาตัว เองไปแล้วว่าทำอย่างไรถึงพูดได้ สื่อสารได้ เช่นต้องกล้า ต้องไม่อาย ต้องตั้งใจฝึก ฯลฯ และได้ลองมองปัญหาจากมุมมองของผู้เรียนไปมากแล้ว ดิฉันขอมองเรื่องนี้โดยมองถึงความบกพร่องของระบบบ้าง

(อ้อ แล้วบุคคลที่อ้างอิง เช่น ครู นักเรียนนั้น ก็พูดถึงภาพรวมๆเท่าที่เห็นๆมานะคะ คนที่เป็นข้อยกเว้นก็มีอยู่เยอะแยะ)

-----------------------------------------------------------------------------

เวลา ที่เราออกมาพูดกันว่าเด็กไทยไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษ หรือไม่ประสบความสำเร็จในการเรียนภาษาอังกฤษ ดิฉันคิดว่าส่วนใหญ่เราอ้างอิงมาจากผลการสอบโทเฟิลว่าเด็กไทยคะแนนสู้เพื่อน บ้านไม่ได้ และก็มองจากภาพรวมว่าคนไทยสื่อสารกับฝรั่งไม่รู้เรื่อง เจอฝรั่งแล้วก็วิ่งหนีก่อนเลย แต่ในเมื่อเราก็เรียนภาษาอังกฤษกันตั้งแต่อนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัย ทำไมปัญหานั้นจึงยังเกิดขึ้นอยู่

ตาม ทฤษฎีการเรียนภาษา ดูเหมือนว่าหากเราเริ่มเรียนภาษาที่สองตอนเด็ก และได้รับฟัง ได้ยิน ได้คลุกคลีกับภาษาใดภาษานั้นๆมากพอ จากเจ้าของภาษา เราจะสามารถรับรู้ภาษา นั้นได้โดยอัตโนมัติ อย่างเป็นธรรมชาติ (แม้ประเด็นนี้จะยังเป็นที่โต้เถียง กันก็ตาม แต่คนส่วนใหญ่ก็ดูเหมือนจะยอมรับมันกลายๆ) ดิฉันว่านั่นเป็นที่มาของการเริ่มเรียนภาษาอังกฤษแต่เด็ก

แต่ ทว่า ตอนเด็กๆเราเรียนอะไร เราแทบไม่เคยได้พูดภาษาอังกฤษยาวๆเลย เราได้พูดภาษาอังกฤษเป็นคำๆ ด้วยการออกเสียงและลงเสียงหนักเสียงเบาที่ถูกบ้างผิดบ้าง นั่นเป็นเพราะอะไร เพราะแม้แต่ครูภาษาอังกฤษเองยังไม่อยากจะพูดภาษาอังกฤษเลย ลองคิดย้อนกลับไปถึงครูสอนภาษาอังกฤษของคุณระดับประถมนะคะ ครูกี่คนที่พูดภาษาอังกฤษให้คุณเห็น พูดแบบที่สื่อสารจริงๆและสร้างความรู้สึกว่า อืม เราต้องเรียนภาษาอังกฤษเพื่อพูดให้ได้นะ กลับกลายเป็นว่าเราดันใช้ช่วงเวลาเด็กกับการอ่านออกเสียงเป็นคำๆ เรียนไวยากรณ์ แต่ไม่ได้มีโอกาสสื่อสาร ทั้งๆที่มันเป็นโอกาสทองของการพัฒนา

และ ในขณะเดียวกัน ปัญหาการขาดแคลนครูก็น่าหนักอกยิ่งนักค่ะ มีคนกี่คนที่พูดภาษาอังกฤษกับฝรั่งได้รู้เรื่องจะยินยอมพร้อมใจที่จะมาสอน ภาษาอังกฤษระดับประถมด้วยเงินเดือนเริ่มต้นประมาณเจ็ดพันบาท ไม่นับการที่คุณจะต้องทำหน้าที่อีกประมาณห้าร้อยประการ (เช่นไปค่ายลูกเสือกับนักเรียน ดูแลนักเรียนทำความสะอาด พร้อมๆกับอบรมจริยธรรม) ในขณะที่เพื่อนร่วมรุ่นของคุณมีเงินเดือนเริ่มต้นหลายหมื่นบาทหากเลือกไป ดูแลผู้โดยสารอยู่บนเครื่องบิน แล้วทำไมครูถึงได้เงินเดือนน้อยขนาดนั้น ก็เป็นเพราะคนไม่ให้ความสำคัญกับอาชีพ และมองว่า ครูประถมก็คือ คน "เก่งน้อย ด้อยประสบการณ์กว่าครูมัธยม และอาจารย์มหาลัย" ซึ่งจริงๆแล้วไม่ควรจะเป็นเช่นนั้นเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นหากต้องเลือกระหว่างจบครุศาสตร์แล้วไปเป็นแอร์กับสอนหนังสือโรงเรียน ประถม จะมีกี่คนที่เลือกอย่างหลังด้วยความภาคภูมิใจในอาชีพพร้อมทั้งได้รับ ฉันทานุมัติจากพ่อแม่ หรืออีกเหตุการณ์หนึ่งที่เจอบ่อยก็คือ การสอนภาษาอังกฤษระดับประถมเป็นเพียง "อาชีพทางผ่าน" ของเด็กจบใหม่ คือมาสอนเล่นๆ รอไปเรียนต่อ หรือไม่ก็มาสอนเอาเงินกินขนมไปก่อน แล้วก็ลาออกอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

ใน ทางกลับกัน หากมองจากมุมมองของโรงเรียน เมื่อไม่สามารถหาครูที่มีคุณภาพ "ถึงเกณฑ์" ได้ วิธีที่ต้องดำเนินการต่อไปก็คือ การ "ลดเกณฑ์" ใครมาสมัคร คุณสมบัติพอได้ ก็เอาไว้ก่อน เพราะถ้าไม่รับใครไว้เลย ก็ไม่มีคนสอน และยิ่งเป็นพวกสอนได้หลายวิชายิ่งดี เช่น สอนเลข ภาษาอังกฤษ พลศึกษาได้ในเวลาเดียวกัน ดังนั้นครูชั้นประถมศึกษาบางคนจึงไม่มีความมั่นใจ แม้กระทั่งจะพูดภาษาอังกฤษออกมา

หาก เรามองประเทศเพื่อนบ้าน อย่างเช่นประเทศไต้หวัน เกาหลี ฯลฯ ครูสอนภาษาอังกฤษในระดับประถม มัธยม ต้องจบปริญญาโทด้านการสอนภาษาอังกฤษ อาชีพครูเป็นอาชีพที่มีการแข่งขันสูง คนอยากมีอาชีพสอนหนังสือ เพราะมีเกียรติและได้รับค่าตอบแทนที่ดี และเขาให้ความสำคัญกับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษตั้งแต่ในระดับโรงเรียน คนจากประเทศดังกล่าวมักแสดงความแปลกใจมากกว่าในประเทศไทยคนจบปริญญาโทด้าน การสอนภาษาอังกฤษสามารถเข้าสอนภาษาอังกฤษในระดับมหาวิทยาลัยได้ด้วย ประเทศเขา แม้แต่คนจบปริญญาเอกยังไม่สามารถหางานทำในมหาลัยได้ง่ายๆเลย (โดยส่วนตัวดิฉัน ไม่ได้เห็นว่าใบปริญญามีความสำคัญขนาดนั้นนะคะ ความรู้ที่ไม่น้อยเกินไปบวกกับความตั้งใจสอนสำคัญกว่าใบปริญญาเป็นหลายๆๆๆ เท่า)

เอา หละคะ สมมติว่าเราได้ครูที่มีความรู้ ความสามารถ เรียนทฤษฎีการเรียนการสอนมาอย่างเชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ หากครูมาเจอขนาดห้องเรียนที่มีนักเรียนห้าสิบคน แถมอยู่ในโรงเรียนที่มีบรรยากาศเสียงดังจ๊อกแจ๊กจอแจ จะมีนักเรียนคนไหนที่มีสมาธิเรียนและจะมีครูคนไหนที่สามารถดึงความสนใจของ นักเรียนห้าสิบคนให้อยู่กับที่ พร้อมๆกับทำกิจกรรมพูดภาษาอังกฤษในห้องเรียนได้บ้าง แค่จะให้นั่งเรียบร้อยฝึกฟัง อ่าน เขียน ยังยากเลยค่ะ และในเมื่อการเป็นสิ่งที่ครูก็ไม่ถนัด บรรยากาศก็ไม่อำนวย ครูหลายๆคนก็เลือกที่จะให้นักเรียน ฟัง อ่าน เขียน มากกว่าพูด เพราะมันควบคุมได้มากกว่า เห็นผลชัดเจนกว่า ตรวจให้คะแนนง่ายกว่า

------------------------------------------------------------

พอ ขึ้นไประดับมัธยม ปัญหาเดิมคือห้องเรียนขนาดใหญ่และคุณภาพของครูก็ยังคงมีอยู่ค่ะ แต่ปัญหาใหม่ที่เพิ่มมาก็คือ นักเรียนไม่ได้ให้ความสำคัญกับการอยากพูด อยากเขียน อยากฟังเท่าไหร่แล้ว แต่นักเรียนอยากสอบเอเนต โอเนต ให้ได้คะแนนดีค่ะ ถ้าเกิดมีครูฟิตๆไปสอนให้นักเรียนพูด ฟัง อ่าน เขียน ในขณะที่นักเรียนต้องการให้ครู"ติว" เพื่อสอบเอเนต โอเนตอะไรนั่น ก็กลายเป็นว่าดีมานด์กับซัพพลายสวนทางกันอีก สู้ไปเรียนโรงเรียนติวดีกว่า เพราะมีเทคนิคการจำคำศัพท์และเลือกคำตอบในข้อสอบ ก็กลับกลายเป็นว่าเด็กเอ็นต์ติดเพราะรู้วิธีทำข้อสอบมากกว่ามีทักษะในภาษา เอาหละ พอนักเรียนหนีไปโรงเรียนติวหมด ครูมัธยมก็ต้องเริ่มสอนแนวติวบ้างตามความต้องการของนักเรียน ดังนั้น การฝึกทักษะ ก็ลืมไปได้เลยค่ะ

(ผล พวงของปรากฎการณ์ดังกล่าวก็คือนักเรียนอาจจะจำคำศัพท์ได้เป็นหลายร้อยคำ แต่พอมาถึงระดับมหาวิทยาลัย อาการพูดไม่ได้เรื้อรังมันและอาการเอาความรู้คำ ศัพท์ โครงสร้างและไวยากรณ์มาใช้ไม่ถูก มาเขียนเป็นประโยคไม่ได้ ก็จะออกฤทธิ์อย่างรุนแรงค่ะ กล่าวคือ นักเรียนมีความรู้มท่วมหัวแต่เอาตัวไม่ค่อยจะรอด)

อีก ประการหนึ่ง ต้องยอมรับค่ะว่าการสอนนักเรียนมัธยมไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเหมือนเด็กเล็กที่ทำให้ตื่นเต้นและหลอกล่อได้ง่ายกว่า หากครูทำให้บทเรียนน่าเบื่อ นักเรียนก็หนีเรียนอีกตามเคยหละค่ะ ทีนี้ ผลพวงของการเบื่อของนักเรียนระดับมัธยมมันก็ร้ายแรงกว่าระดับประถมนะคะ ตอนอยู่ประถม พ่อแม่ก็ต้องสอนการบ้าน อย่างน้อย ลูกก็ต้องคัด เอ ถึงแซด และคำศัพท์อะไรง่ายๆได้บ้าง แต่พอมาเป็นระดับมัธยม ถ้าลูกคุณไม่ทำการบ้าน พ่อแมสักกี่คนที่จะรู้ พอไม่ทำการบ้านไปเรื่อยๆ ก็กลายเป็นไม่รู้ พอไม่รู้ก็ไม่อยากเรียนไปเรื่อยๆๆๆๆๆ

ดิฉัน ว่ามัธยมเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญกับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษมากๆ ค่ะ การเลือกวิธีสอนและตัวครูผู้สอนเป็นสิ่งสำคัญจริงๆนะคะ ดิฉันจำได้ว่า ดิฉํนเคยเข้าไปในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งซึ่งครูให้นักเรียนอ่านออกเสียง เหมือนท่องอาขยานเป็นการฆ่าเวลา ไม่ได้มีการอธิบายอะไรใดๆ หรือแม้จะให้อ่านออกเสียงดังๆ ก็ไม่ได้มีการแก้การออกเสียงผิดๆของนักเรียนด้วยซ้ำ เห็นแล้วเห็นใจนักเรียนค่ะ แล้วนักเรียนที่ไหนจะเงยหน้ามองครูล่ะคะ ทุกคนก็ก้มหน้าเล่นโทรศัพท์มีอถือส่งข้อความกันเป็นแถว ไม่ว่าหน้าห้องหรือหลังห้อง

การ เลือกตำราก็เป็นสิ่งสำคัญค่ะ ตำราที่ใช้ในปัจจุบันส่วนใหญ่ก็เป็นพวก commercial texts ซึ่งบางครั้ง รูปสวยก็จริง แต่ก็ดูจะcultural specific มากเกินไป ไม่เหมาะกับนักเรียนไทย หรือตำราที่สร้างขึ้นเอง บางครั้งก็จะมีแต่หลักไวยากรณ์ๆๆๆๆๆๆ ดิฉันว่า คงไม่เป็นเรื่องขอขาดบาดตายหรอกนะคะ ที่ครูจะเอาเรื่องชีวิตรักของเดวิด วิคตอเรีย เบคแฮมมาสร้างสีสันเป็นครั้งคราว หรือดึงเรื่องที่ใกล้ๆตัว ล่อใจให้นักเรียนมาออกมาพูด มาเขียนอ่าน แสดงความเห็น หรือแม้กระทั่งให้ดูการ์ตูนง่ายๆ

อีก ประการหนึ่งคือ ครูมัธยมบ้านเราขาดโอกาสที่จะได้พัฒนาตนเองเท่าไหร่ และอาจจะมีอาการหมดไฟหากสอนไปสักพักหนึ่ง มีโรงเรียนหลายโรงเรียนที่ดิฉันชื่นชมนะคะ ที่มีการส่งครูไปเมืองนอกเพื่อได้ไปรู้ไปเห็นวัฒนธรรมและการเรียนการสอนของ ประเทศอื่นๆ นอกจากนั้น ครูยังไม่ค่อยมีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเทคนิคการสอนกันอย่างจริงๆจัง ระหว่างครูมัธยมด้วยกันเอง บรรยากาศในห้องพักครูก็จะเต็มไปด้วยการคุยกันว่าลูกดิฉัน สามีดิฉันเป็นอย่างงี้ อย่างงั้น อย่างโง้น (หรือไม่ก็นินทาเด็ก) น้อยครั้งนักที่จะได้ยินการระดมสมองเพื่อเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่าง (เข้าใจค่ะว่าแค่สอนก็เหนื่อยแล้ว แต่บางครั้ง การคุยกันทางวิชาการก็จำเป็นเช่นกัน)

--------------------------------------------------------------------

เอา หละค่ะ เอาเป็นว่าพอนักเรียนผ่านด่านมาได้ถึงระดับมหาวิทยาลัย ครูมหาวิทยาลัยก็เจอนักเรียนที่มีความสามารถภาษาอังกฤษหลากหลายมากๆ เช่น พูดไม่ได้เลย ใช้เทนส์ยังไม่ถูกด้วยซ้ำ กับพวก ลูกครึ่งแปลงกายมาเอง เอาหล่ะ จะสอนยังไงหล่ะทีเนี้ย

ครู มหาลัยส่วนใหญ่ก็มีความรู้ความสามารถในระดับพอไปวัดไปวาได้บ้าง แต่ครูมหาลัยหลายๆคนก็มีทัศนคติว่าชั้นสอนมหาลัยแล้ว คงไม่ต้องเสียเวลาไปจ้ำจี้จ้ำไชกับเธอแล้วนะ พูดภาษาอังกฤษได้หรือไม่เป็นเรื่องของเธอ ชั้นจะให้ความรู้เธอเท่าที่ชั้นจะให้นี้ จงไปทำอย่างไรก็ได้ให้มีความสามารถเพื่อที่จะได้เกรดเอ บี ซี หรือดี ตามที่เธอต้องการ (ซึ่งดิฉํนคิดว่าอาจารย์มหาวิทยาลัยจะคิดอย่างนี้ก็อาจจะไม่ผิดหากนักเรียน จบมัธยมมาแบบมีคุณภาพพอตัว แต่ความจริงมันไม่ได้เป็นเช่นนั้น นักเรียนบางคนยังต้องการความช่วยเหลืออย่างรุนแรงด้านภาษาอังกฤษ รุนแรงจริงๆค่ะ ประเภทยังใช้ สรรพนามบุรุษที่หนึ่งกับ is) หรือพูดอะไรไม่ได้เลยจริงๆ

แต่ ก็อีกหละนะคะ อาจารย์มหาลัยปัจจุบันก็มีหน้าที่ต้องมุ่งผลิตผลงานวิจัยให้พอเพียงกับความ ต้องการของมหาลัยเพื่อนำไปประกันคุณภาพ ทำงานบริหารอีกหลายร้อยอย่าง พร้อมทั้งสอนพิเศษเพื่อหารายได้ให้พอเลี้ยงลูกเมีย การสอนภาคปกติก็เลยกลายเป็นเรื่องรองๆลงไปและเป็นความรับผิดชอบของผู้เรียน ส่วนใหญ่ ดังนั้น ผู้เรียนที่มีความรับผิดชอบก็จะเริ่มกลับตัวในช่วงมหาลัย ออกไปเรียนฟัง พูด อ่าน เขียนบ้าง แต่สำหรับบางคนที่เรียนภาษาอังกฤษแค่เพียงพอผ่าน ตามข้อบังคับของหลักสูตร (ซึ่งบังคับแค่สามสี่วิชาสำหรับหลายๆคณะ)ก็คงยังพูดไม่ได้ต่อไป

อีก ประการหนึ่งที่ประสบมาก็คือ หาคนที่จะมาสอนภาษาอังกฤษในระดับมหาวิทยาลัย ทั้งอาจารย์ไทยและอาจารย์ฝรั่งที่มีคุณภาพหายากจริงๆค่ะ ระบบราชการบางครั้งก็เป็นข้อจำกัดทำให้คนดีๆหนีไปค่ะ เช่น ถ้าคุณเป็นลูกครึ่ง แต่สัญชาติไทย ก็ถือได้ว่าคุณไม่ได้เป็นอาจารย์ฝรั่งทั้งๆที่ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ ดังนั้นคุณเลยต้องรับเงินเดือนอัตราอาจารย์ไทย แล้วใครที่ไหนจะมาสอนหล่ะคะ

สำหรับ ฝรั่ง ใบสมัครมีมาเป็นร้อยค่ะ เนื่องจากมีฝรั่งประเภทมาเที่ยวเล่นๆแล้วลองมาสมัครขำๆแต่น้อยคนนักที่จะ อยู่ทนเพราะเงินเดือนไม่พอกิน ฝรั่งที่มาสมัครก็มีประหลาดๆค่ะเช่น บางคน กรอกใบสมัครว่าที่อยู่คือ ถนนข้าวสาร แบบไม่ให้แม้กระทั่งชื่อเกสต์เฮ้าส์น่ะค่ะ บางคนทำทรานคริปต์และปริญญาบัตรปลอมมาสมัคร บางคนมาสอแล้วเขียนภาษาอังกฤษไม่รู้เรืองก็มีถมไปค่ะ

----------------------------------------------------------------------------

พอ นักเรียนจบมหาวิทยาลัยไปทำงานและรำลึกได้ว่าตัวเองพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ เรียนต่อไม่ได้ ทำงานก็ไม่ไดเลื่อนขั้น ก็ตัดสินใจมาเรียนพิเศษภาษาอังกฤษตอนเย็น หลายๆคนเสียเงินเรียนแล้วก็ไม่มีเวลามา เพราะเหนื่อยจากการทำงาน และถึงมาเรียนก็ไม่มีเวลาทบทวน หรือทำการบ้านมาค่ะ

------------------------------------------------------------------------------

คน ส่วนใหญ่เกือบครึ่งของประเทศผ่านการเรียนการสอนแบบที่กล่าวมาตั้งแต่ต้น เจอกับคุณครูแบบที่กล่าวมาตั้งแต่ต้น และเรียนอยู่ในระบบที่กล่าวมาตั้งแต่ต้น ดังนั้น ไม่ต้องแปลกใจค่ะว่าทำไมคนไทยถึงพูดภาษาอังกฤษไม่ได้

ดิ ฉํนมองทุกคนด้วยความเห็นใจและเข้าใจค่ะ ไม่ว่าจะเป็นครูประถม มัธยม มหาลัย นักเรียน หรือผู้บริหารโรงเรียน เพียงแต่แค่คิดว่า ถ้าทุกคนเริ่มแก้ปัญหาจากตัวเองก่อน เช่นเป็นนักเรียนก็ขวนขวายอย่างเต็มที่และเป็นครูก็ให้ความสำคัญกับการสอน พอๆกับการหาเงินเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง หรือสร้างตำแหน่งทางวิชาการ ภาษาอังกฤษของนักเรียนบ้านเราก็คงน่าจะดีขึ้นบ้าง ไม่มากก็น้อย

Views: 799

Reply to This

Replies to This Discussion

"ระบบการศึกษา" จริงๆเลย
สมัยนี้ก็ต้องขวนขวายกันเองแล้วจริงๆค่ะ พึ่งระบบการเรียนอะไรไม่ได้มาก
เมื่อไร"ระบบการศึกษา" สังคายนาใหม่ซะที
ตรงใจจริงๆ สำหรับคนที่หวนหาภาษาอังกฤษ แก้ระบบไม่ได้ ก็พัฒนลูกเราด้วยความอดทน มุ่งมั่น เป้าหมายชัดเจน
ขอบคุณสำหรับเนื้อหาดีๆครับ
เบื่อมากกับระบบการเรียนในบ้านเรา เมื่อไรจะพัฒนาสักที
ว่าไปแล้วก็สงสารเด็ก ต่างจังหวัด แถวบ้านเราจริงๆๆ นี่ถ้าเก่ง พูด ฟัง ได้เมื่อไร จะ ไปสอนเด็กแถวบ้าน ฟรีเลยค่ะ
จริงๆเลยนะคะเนี่ย
สอนฟรีจิงป่าว คนบ้านนอกอะ
ถ้าเราปลูกฝังกระบวนการทางความคิดได้ไม่ว่าวิชาไหนก็สามารถเรียนรู้ได้ รากฐานและช่วงวัยเป็นสิ่งสำคัญพยายามปรับเปลี่ยนที่ตัวเราแล้วสังคมและระบบการศึกษาจะดีขึ้นเอง จากหน่วยของครอบครัวดี ชุมชนดี ประเทศชาติจะดีตาม
สงสัยต้องเปลี่ยนมาเป็นระบบบ้านจะดีกว่ามั้งเนอะ...
ใกล้ตัวหน่อย เพื่อนเปิดสถาบันสอนภาษา แต่ตัวเองไม่ได้จบภาษาหรือจบครูมา ก็เปิด โรงเรียนได้
ครูฝรั่งที่จ้างมาสอน ก็เป็นฝรั่งที่พูดอังกฤษได้ ส่วนใหญ่มาจากออสบ้าง อัฟริกาบ้าง(แต่ขาวจั๊ว)
ไม่ได้จบครูโดยตรงหรอก มีสคลิปสอน ก็พูดตามสคลิป บางครั้งฝรั่งสอนภาษาเองก็ยังผิดเอง...

เห็นหลายที่ครูหลายคนจำใจมาสอนเนื่องจากเลือกงานไม่ได้ การเป็นครูที่ดีต้องเป็นด้วยหัวใจ ถึงจะสอนเด็กๆได้
......... แต่ก็มีหลายที่เปลี่ยนวิธีการสอนใหม่ ให้เร้าใจเด็กแต่ละวัย นั้นก็น่าเรียนมาก เช่นวัยนี้ควรใส่อะไรแทรกเข้าไปเพื่อให้เด็กสนใจ
ใช่แต่ใส่ตำราเคร่งเครียดอย่างเดียว เนอะ....
ในเมื่อเราแก้ที่ระบบไม่ได้ เราก็ต้องมาแก้ที่ตัวของเราคะ ช่วยตัวเองให้ได้ แล้วค่อยหวนไปช่วยชาติ
สู้ๆคะ ดิฉันเองก็เป็นหนึ่งในนั้น ที่เรียนอังกฤษแทบตาย แต่ก็ยังพูดไม่ได้ คิดแล้วเรื่องมันเศร้า
ก็คิดว่า ถ้าหมด ภาระเรืองลูกเมื่อไร จะชวนลูกเขยฟาหรั่ง (ที่รี หาให้ 555) ไปสอนให้เด็ก ตจว พูดอังกถษได้เสีย ที แต่ไม่รู้ว่า ตอนนั้น เด็กๆเขาคงพูดได้เยอะแล้วก็เป็นได้ เพราะ เครือข่าย 2 pasa เริ่มกระจายไป ตจว แล้วค่ะ แต่ตอนนั้น คงจะเป็นครู ที่บรรจุตัวเอง ไป ในหมู่บ้าน ที่ขาดแคลนครูภาษาอังกถษค่ะ เป็นความฝันที่ อยากจะทำ ในอนาคตค่ะ สงสารคนบ้านนอกเราจริงๆค่ะ
เพิ่มเติมอีกนิดละกันแก้ทีี่ระบบไม่ได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีทางแก้ ตอนนี้คงต้องช่วยตัวเองกันไปก่อนก้อจิงแต่อยากให้ทุกคนช่วยกันคิดช่วยกันพูดไม่ว่าที่โรงเรียนลูกเราก็ดีที่บ้านก็ดีที่ไหนก็ได้ยิ่งพูดกันมากๆเสียงก็จะยิ่งดังนะคับพอเร่ิมเข้าหูพวกท่านๆทั้งหลายที่มีหน้าที่ดูแลเขาก็จะเร่ิมหันมาดูแลใส่ใจมากขึ้น อย่างที่รู้ๆรอบบ้านเรานี้เขาไปกี่ภาษาแล้วคับ บ้านเราภาษาเดียวกันยังไม่ค่อยรู้เรื่องกันเลย555 เอาเป็นว่าขอแนะนำยิ่งพูดยิ่งดังยิ่งดี ครับช่วยกันไม่ใช่แค่ลูกเราครอบครัวเรา แต่เป็นสังคมเราประเทศเราด้วยคับ

RSS

--oO--

สแกนโค้ด แอดไลน์ @2pasa แล้วลุ้นของรางวัลรวมคลิปเวิร์กช็อปทั้งหมด

Events

หนังสือในชุดเด็กสองภาษา



© 2019   Created by ผู้ใหญ่บิ๊ก.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service