เว็บทั้งหมดจะย้ายไปที่ www.2pasa.com แล้วนะครับ ตามไปที่นั่นได้เลย

หมู่บ้านเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้

หมู่บ้านเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้ - สองภาษาดอทคอม

ถึงคุณแม่ไม่เจ๋งแต่กลูกเก่งอังกฤษได้แน่

แหม ถ้าได้อ่านเล่มนี้ + เด็กสองภาษา2 โอ๋คงเลือกสอนลูกบางเวลาดีกว่า

ตอนนี้fulltime speaking english mom กลับตัวทันไหมนี่

 หนังสือไม่มภาพให้ดูนะคะ หาซื้อได้ที่se-edจ้า

Views: 1147

Replies to This Discussion

อน phonics ยังไงค่ะ sing_a.song@hotmail.com

อยากทราบว่าเริ่มสอน phonics ยังไงคะ รบกวนด้วยนะคะ ไม่รู้ว่าควรจะเริ่มที่ตรงไหน

po_oq2009@hotmail.com

ราคาเล่มละเท่าไหร่ค่ะ ผู้แต่งคือ  ซีเอ็ดน่าจะมีหรือป่าวคร๊ะ...

ซื้อมาอ่านเมื่อวานนี้เอง  ราคาปกเล่มละ  175 บาท  แต่ถ้ามีบัตร  se-ed ลดอีก 10% เหลือ 157.50 บาทค่ะ

ขนาดยังอ่านไม่จบนะเนี่ย  มีกำลังฟื้นขึ้นมาอีกเพียบเลย  (ก้อคนมันไม่เก่งภาษานี่นา  ทำงัยได้)

หากทั้งพ่อและแม่ เป็นคนไทย อยู่ในประเทศไทย ก็ควรจะเลี้ยงลูกด้วยภาษาไทยค่ะ
ถ้าลองเข้าไปศึกษาในเวบเด็กสองภาษา พ่อแม่ สร้างได้ คุณจะรู้เลยว่า
การทำอะไรตามกระแส ไม่ได้ให้ผลดีเสมอไปนะคะ มีเยอะมากที่พ่อแม่เด็กมา
ตั้งคำถามในบอร์ดของเวบนี้ เกี่ยวกับคำศัพท์ หรือ ประโยคในภาษาอังกฤษ
ที่จะเอาไว้พูดกับลูก

มัน น่าเศร้านะคะ ที่เราปล่อยให้ข้อจำกัดทางภาษา มาขีดกั้น ความรักความผูกพันธ์ และความรู้สึกที่เราอยากถ่ายทอดให้ลูก บางครั้งอยากพูด อยากสอนอะไรเค้า แต่ก็พูดไม่ได้ เพราะกำหนดไว้แล้วว่าต้องพูดกับลูกด้วยภาษาอังกฤษเท่านั้น กว่าจะมาตั้งคำถามกว่าจะรอคนมาตอบ โอกาสที่จะได้สื่อสารกับลูกในสถานการณ์นั้นๆ ก็ผ่านไปแล้ว  

หรือบาง คนใช้ภาษาแบบที่ตัวเองเคยเรียนมา โดยไม่เคยมีประสบการณ์ในการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ซึ่งบริบทของภาษาที่เราเรียน กับที่คนทั่วไปใช้สื่อสารมันไม่ใช่แบบเดียวกัน กลายเป็นว่าลูกต้องเรียนรู้จากเราไปแบบผิดๆ และภาษาที่ใช้ก็ไม่เป็นธรรมชาติ

แถมพอวันเวลาผ่านไปๆ พอลูกโตขึ้น เราย่อมจำเป็นต้องอบรมสั่งสอน ต้องพูดกับเค้าให้มากขึ้น แต่ก็ทำได้ไม่เต็มที่ กลายเป็นว่า ทั้งครอบครัวพูดกันไม่รู้เรื่อง เราเองก็จะท้อใจ ลูกเองก็สับสน จะกลับลำก็ไม่ทันแล้ว เพราะพอเปลี่ยนมาพูดภาษาไทยกับลูก ลูกก็จะไม่ยอมพูด ไม่ยอมคุยด้วยเพราะเค้าปรับตัวไม่ได้ เชื่อไหมคะว่ามันเป็นจุดสำคัญที่ทำให้หลายๆครอบครัวมีปัญหาจนถึงขั้นแตกแยก มาแล้ว

คนที่เอาความคิดเรื่องเลี้ยงลูกแบบสองภาษามาริเริ่ม จะชอบคิดเปรียบเทียบ
ว่าทำไมเด็กๆ ในประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านทั้งหลายจึงคล่อง
ในภาษาอังกฤษกันนัก นึกอยากให้เด็กไทยเป็นแบบนั้นบ้าง แต่จริงๆแล้ว เรา

ควร ต้องรู้ถึงสาเหตุนะคะ ที่รู้ๆกันดีก็คือเราไม่เคยเป็็นเมืองขึ้น ส่วนประเทศที่เคยเป็นเมืองขึ้นทั้งหลาย หลังจากได้รับเอกราชแล้ว แต่เค้าก็ยังคงนิยมใช้ภาษาของเจ้าอาณานิคมกันอยู่ รวมทั้งจัดให้เป็นภาษาราชการด้วยซ้ำ สิ่งแวดล้อม ทุกหนทุกแห่ง มีภาษาฝรั่งปะปนอยู่ มันจึงเป็นความคุ้นเคย เพราะซึมซับกันมาหลายชั่วคน ซึ่งเราคงจะเลียนแบบเค้าได้ยาก

คุณลองคิดดูนะคะ ถ้าหากคุณพาลูกออกไปนอกบ้าน ไปเจอสังคม แล้วคนอื่นๆ เค้าได้ยินครอบครัวของคุณพูดกันด้วยภาษาอังกฤษ เค้าจะมองคุณอย่างไร แล้วจะไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจบ้างเลยหรือ

สำหรับพ่อ แม่ ก็คงต้องเกิดความอึดอัดแน่นอน ส่วนลูก จะเกิดอาการช็อคแน่ๆค่ะ แบบที่เรียกว่า culture shock เพราะเค้าจะเรียนรู้ได้ว่า ครอบครัวอื่นๆ ไม่เป็นเหมือนครอบครัวเค้า พ่อแม่ของเพื่อนๆ ไม่ได้พูดภาษาอังกฤษกับลูกเหมือนพ่อแม่เค้า สุดท้ายเด็กจะสับสนมาก อาจก่อให้เกิดพฤติกรรม หรือบุคคลิกภาพผิดปกติได้ นอกเสียจากว่า ตลอดชั่วชีวิตนี้ คุณสามารถจัดให้ชีวิตประจำวันของคุณและลูก พบปะแต่พวกที่เลี้ยงลูกด้วยวิธีเดียวกัน ซึ่งมันคงจะเป็นไปไม่ได้

ถ้า อยากให้ลูกเก่งภาษาอังกฤษ สมัยนี้ไม่ยากแล้วค่ะ มีสื่อการเรียนรู้ ต่างๆมากมายหลายรูปแบบให้เลือก ไม่ต้องเสี่ยงกับการให้ลูก เรียนรู้และจดจำภาษาแบบผิดๆที่เราถ่ายทอดให้ เราเองก็จะสามารถชี้แนะเค้า เรียนรู้ไปพร้อมๆกับเค้าได้ โดยไม่มีอุปสรรคทางภาษามาขวางกั้น พอถึงวัยเข้าโรงเรียน สมัยนี้โรงเรียนให้ความสำคัญกับภาษาอังกฤษมากขึ้น เค้าก็จะได้ไปเรียนรู้เพิ่มเติมอยู่แล้ว

ภาษาไทยเป็นภาษาประจำชาติ ค่ะ เป็นภาษาที่พ่อแม่ซึ่งเป็นบุคคลแรกในชีวิตของลูกใช้สื่อสารกับเค้า จึงเกิดคำว่า "ภาษาพ่อ ภาษาแม่" ขึ้นมา อยากให้เลี้ยงลูกโดยให้ลูกรับรู้ว่าภาษาไทยคือภาษาของเรา ส่วนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สำคัญที่เค้าจะต้องเรียนรู้เพื่ออนาคต

ข้อ สำคัญคือ อย่ากลัวว่าลูกจะไม่ได้อย่างคนอื่นๆ อย่าคิดว่าจะต้องแข่งขันลูกกับใคร ดูศักยภาพของคุณเอง ว่าจะสนับสนุนเค้าในทางใดได้บ้างดีกว่า กระแสผ่านมาแล้วมันก็ผ่านไป แต่สิ่งที่อยู่กับเราไปตลอดคือลูก ขอให้พ่อแม่เลี้ยงลูกแบบธรรมชาติ ดีกว่าที่จะไปยึดติดกับกระแสสังคมนะคะ

 

copy ความคิดเห็นที่เคยไปโพสไว้ในกระทู้ห้องสมุด พันทิปค่ะ

ด้วยความเคารพค่ะคุณสาธุการ

 

ดิชั้นเลี้ยงลูกเป็นเด็กสองภาษาด้วยระบบ OTOL (One Time One Language) จึงไม่มีปัญหาอย่างที่กล่าวมาเลยค่ะ

 

ก็เห็นด้วยบางส่วน (ซึ่งก็ส่วนใหญ่นะคะ) กะความเห็นนี้

ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้พูดอังกฤษตลอดเวลากะน้องเจ (เราใช้ภาษาอังกฤษกะน้องเจแบบ OTOL ค่ะ) เพราะว่าคุณพ่อน้องเจทำงานกรุงเทพฯ เราก็เลี้ยงน้องเจเอง (มีบ้างที่น้องเจจะไปบ้านอาม่า ไปเล่น ไปดูดีวีดี หรือทำกิจกรรมอย่างอื่น รวมถึงการเรียนของน้องเจ การใช้ชีวิต สอนระเบียบวินัย มารยาท .. ทุกอย่างอยู่ในมือเราคนเดียวเลย เราต้องจัดการสอนเองทุกเรื่อง 555+)

จากประสบการณ์เรื่องนึง (จากหลายเรื่อง) คือมีอยู่วันนึง วันนั้นน้องเจเล่นเป่าฟองสบู่กะอาม่า ก็เล่นสนุกเพลินเลยทีเดียวแหละ น้องเจเรียก bubbles ตลอด จนหันมาถามเราว่า bubbles ภาษาไทยนี่ว่างัยครับมะม๊า? เราตกใจมากที่ลูกรู้ว่าของเล่นนี้คืออะไรเป็นภาษาอังกฤษ เราตัดใจบอกภาษาไทยไปเลย จะรอให้คนอื่นมาบอกลูกเรา เราก็คงไม่รอ บางทีคำอื่นก็ทับศัพท์เป็นอังกฤษ บางประโยคก็ทับเป็นอังกฤษออกมาเลย (แบบแนวว่าคิดไทยไม่ออก ทำให้ติดขัดบ้าง) ทำให้เราย้อนกลับมามองการสอนของตัวเองว่าลูกเราคนไทยนะเนี่ย ภาษาไทยยังไม่ได้เลย แล้วต่อไปจะเป็นยังงัยนะเนี่ย ?!?!? (น้องเจอ่านภาษาอังกฤษเก่งดี ตอนนี้เราเริ่มสอนไทยบ้างแล้วล่ะ) ทำให้เราจัดสรรเวลาและการสอนใหม่เพื่อหาความชัดเจนให้ลูกเป็นหลัก

ที่เขียนอย่างนี้ไม่ได้ต่อต้านแนวคิดเด็กสองภาษานะ เราก็ยังคงสอนแบบ OTOL อยู่ แต่สิ่งไหนที่เราควรสอนเป็นภาษาไทย เราก็จะสอน สิ่งไหนที่เน้นคำอธิบายให้ลูกเข้าใจและปฏิบัติตามได้  เช่น เรื่องของมารยาท วินัยในการเก็บของที่ใช้แล้ว การช่วยเหลืองานบ้าน การตรงต่อเวลา ฯลฯ เราก็เลือกที่จะคุยภาษาไทยให้ลูกเข้าใจ รวมถึงวิชาการที่สอนเสริมจากที่โรงเรียน เช่น เลข เป็นต้น

ทั้งนี้ทั้งใครใคร่ใช้วิธีไหน ก็ตามแต่ความสะดวก โอกาส เวลา และความรู้ที่ตัวเองมี และค้นหาเพิ่ม

สำหรับเรา เราเลือกแล้วคือที่เล่าไปข้างต้น >>> ความรักความผูกพันก็เลยไม่ได้ถูกจำกัดแค่การใช้ภาษา หรือ อยากจะพูดอะไรกับลูก อยากจะสื่ออะไร ก็ทำได้ และบางครั้งสิ่งที่สอนลูกไป ไม่คิดว่าจะมีผลลัพธ์กลับมาดี เพราะเค้ายังเด็ก แต่เราก็ได้ยินลูกพูดภาษาอังกฤษกับเราอย่างเป็นธรรมชาติดี (คุณพ่อเค้าก็อดยิ้มไม่ได้ ที่บางทีคุยภาษาไทยกันอยู่ดี ๆ น้องเจพูดเป็นภาษาอังกฤษให้ฟังได้อย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งที่ไม่ใช่เด็กสองภาษา 100% แต่ก็ภูมิใจที่ลูกก็ยังสามารถใช้ภาษาต่างประเทศได้ในระดับนึง และการใช้ภาษาไทยของน้องเจ ก็ออกเสียงชัดดีค่ะ)

 

หวัดดีค่ะ คุณสาธุการ

  ส่วนตัวคิดว่า  เราต้องหาจุดที่เหมาะสมกะครอบครัวเราให้ได้พอดีค่ะ   ถ้าเราไม่รู้ภาษาอังกถษ ทุกคำ  ก็ไม่ผิดอะไรที่จะตอบไทยไป ทั้งประโยค      แล้ว ถ้าเราอยากก้าวหน้าทางด้านภาษาไม่ว่าจะตัวเองหรือลูก ถ้าไม่รู้คราวหน้าก็ต้องกลับไปหาคำตอบให้ได้  มีหลายๆวิธี   ในการได้มาซึ่งความรู้ตรงนี้  ไม่น่าจะถึงกะเครียดเกินไปในเรื่องนี้  มันก็เหมือนกะเราพูดไทย ทุกอย่าง มันค่อยๆเกิดการเรียนรู้ ซึมซับ  สะสม ทีละเล็กละน้อย  ไม่ได้เอาเป็นเอาตายค่ะ  ส่วนตัวคิดว่ายังไงก็คุ้มสุดๆที่ได้เดินตามแนวคิดเด็กสองภาษาพ่อแม่สร้างได้  และอีกอย่าง  เราทำหน้าที่ประคองการใช้ภาษาของลูก แบบ 2 way communicate เพื่อฝึกลูกได้คิด  ตอบโต้ แบบภาษาไทย  แต่มันไม่ใช้ อย่างเดียวที่เราสอนลูกค่ะ  เรามีสื่อควบคู่เหมือนกัน   แม่ไม่เก่ง ลูกอาจจะแซง เนื่องจาก เขาได้ยินได้ดู สื่อ  ที่เราจัดให้ โดยสม่ำเสมอ ในบางช่วงเวลาในแต่ละวัน    สำเนียงก็ได้จากสื่อ  และถ้ากลัวไป ว่าโตขึ้นลูกจะสำเนียงเพี้ยนนี่ ส่วนตัวสำหรับบ้านเราว่า  ไม่น่ากลัว  เท่าไร เพราะ เขา จะได้ใกล้ชิดจากสือ หรือ สวล ที่เราจัดให้ และเขาจะชินฟังภาษาอังกถษ มากกว่า ภาไทย ซึ่งถ้าโตขึ้น  เขาก็ ฟังภาษาอังกถษ จากสื่อ หรือ หนังsound tract ได้ดีกว่าการไม่ถูกฝึกค่ะ  ตอนนี้ถ้าแม่เผลอไปเปิด ภาษาไทยลูกจะขอให้เปลี่ยนโหมดเลยตลอดค่ะ 

   ถ้าไม่เริ่มฝึกปรับปรับ ณวันนี้  วันข้างหน้าก็ไม่เกิดค่ะ  แต่เราจะค่อยๆทำไปไม่ต้าน  ใช้ วิธีซึมซับ  หลายๆอย่างให้เหมาะกะลูกตัวเองค่ะ

   ภาษาไทย ตั้งแต่ย้ายมา ตจว  ลูกๆ พูดได้เยอะมากๆ โดยเฉพาะข้าวปั้น  แต่เขาไม่ทิ้งอังกถษเลยนะคะ ถามภาษาไหนตอบภาษานั้น   แหลพ แป้ง พูดอังกถษลดลง ไทยมากๆขึ้น ก็ไม่เป็นไร ไม่บังคับ ลูก แต่เรา ต้องพูดกะลูกต่อไป  ประมาณ แม่ถามอังกถษ ลูก ไทยกลับ  ตอบโต้ แบบนี้  ก็ ให้โอกาสลูก ฝึกภาษไทยได้อีกค่ะ  เขาตอบถูก นั่นก็แปลว่า เขายังมีความเข้าใจในภาษาอังกถษ  แต่อยู่ ใน สวลเปิด ของภษาไทยมากขึ้น เป็นเร่องปกติ ที่เด็ก เองก็ อยาก จะฝึกภาษาไทย เหมือนคนรอบตัวยกเว้นแม่และพี่สาวที่พูดอังกถษด้วย   ถ้าเรามองระยะยาว  เขาก็ยังคงได้ฟังได้คิด ภาษาอังกถษ อยู่ทุกวันนั่นเอง  เพราะ ฉะนั้น  เขาเหมือนได้ไม่มากก็น้อยทุกวันล่ะค่ะ  บางทีเขนึกอยากพูดเองภาษาอังกถษ เขาก็พูด  เพราะ เรายังคงสร้างคลังอังกถษ ให้ เขาทุกวัน  มันซึมซับค่ะ  เขาจะพูดได้คล่อง เพราะ ได้ยิยทุกวัน   ผลพลอยได้  แถมมา  แม่ก็พัฒนาภาษอังกถษ ได้ อย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งเดิม ฟังการ์ตูนลูกไม่รู้เรื่อง เลย ผ่านมา 1 ปี กว่า ฟังได้ อย่างเหลือ เชื่อค่ะ  โอ้ ดีจริงๆ  ไม่เสียเวลาเปล่า  

  ส่วนภาษาไทย  อย่างอบรม อย่างสอนลูก ก็ พูดได้ ไม่เห็นเสียหายอะไรมากเลยค่ะ    ก็เราไม่เก่ง  เราจึงพูดได้จำกัด  แต่เนื่องจากเราไม่เก่ง เพื่อลูก เราเอง ต้องฝึกฝนสรรหา ความรู้ให้ตัวเองด้วยสิคะ  มันถึงควบคู่กัน 

  นี่ไม่ได้ตามกระแสเลยนะคะ  แต่เป็นความโชคดี ที่วิธีการธรรมดา ง่ายๆ  ใช้หลักการสื่อสารแบบ แม่หัดพาลูก พูด ไทย ยังไงยังงั้น   แต่มาเปลี่ยนโหมด  แต่เราคิดไม่ออก  แต่มีคนคิดได้ อุตส่าห์ มาบอกวิธี  นี่โชคดี เหลือ หลาย ไม่สายเกินไป ที่จะเอามาใช้กะลูก  คิด ว่าโชคที่ได้ อ่านหนังสือ เล่มนั้นมากๆเลยค่ะ  จริงๆ แล้ว สมควร ที่จะขอบพระคุณ ผู้เผยแพร่ผู้แต่งหนังสือมากๆเลยล่ะค่ะ  เพราะ ไม่ได้อุปไว้คนเดียว  อุตส่าห์ เอามาบอกต่อให้ พ่อแม่ท่านอื่นได้ทำบ้าง

 

  อย่างไรก็ตาม แต่ละท่านก็มองได้หลายแง่มุม ก็แชร์กันไปเป็นเรื่องที่ต้องฟังและพิจจารณาส่วนบุคคลไป แต่ส่วนตัว  ขอเลือกเส้นทางสองภาษานี้เป็นของขวัญ ที่วิเศษสุดให้ลูกๆ เท่าที่แม่คนนึงจะทำได้ค่ะ  ถึงแม้ใครจะมองว่ามัน ยังไม่ดีที่สุดมันเพี้ยน  คิดว่าคนเราต้องพยายามต่อไปเรื่อยๆจนกว่าจะสำเร็จค่ะ  

สู้ๆค่ะ

ไม่เห็นจะเป็นแบบที่คุณสาธุการบอกเลย เลี้ยงลูกโดยการสอนแบบไม่ต้องสอน คุ้มสุดคุ้ม  แล้วก็ไม่ได้หวังให้ไปแข่งกับลูกใครด้วยค่ะ ลูกใครลูกมัน สูตรใครสูตรมันค่ะ ขอบคุณคุณบิ๊กด้วยค่ะ

เห็นด้วยค่ะ รู้สึกว่าโชคดีมากๆๆๆ ที่วันนั้นหยิบหนังสือเด็กสองภาษาพ่อแม่สร้างได้ขึ้นมาเปิดดูและซื้อโดยไม่รีรอ...

 

ทุกวันนี้ก็สอนลูกค่ะได้มากได้น้อยดีกว่าไม่ได้เลย..และไม่เคยคิดไปเปรียบเทียบกับลูกใครๆค่ะเพราะแต่ละคนแต่ละครอบครัวมีศักยภาพต่างกัน ทั้งเรื่องความรู้พื้นฐานจากตัวพ่อแม่ ด้านฐานะเงินทอง ทัศนคติ เวลาที่มีในการเลี้ยงลูก..รวมไปถึงศักยภาพตัวลูกด้วยค่ะ เอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้เลย..แต่ละคนมีสิ่งแวดล้อมที่ต่างกัน..แตที่ทุกคนมีเหมือนกนคือหัวใจของพ่อแม่ที่รักลูก..อยากมอบสิ่งดีๆให้ลูก...ความตั้งใจที่อยากพัฒนาตนเองเพื่อมาสอนลูก..ซึ่งตอนที่เราเรียนเองยังไม่ขยันเท่านี้เลยยยจริงๆค่ะ...

 

ส่วนลูกจะรับได้มากน้อยแค่ไหน แม่ก็ดีใจแล้วค่ะ..ไม่กดดัน...และการที่เป็นเด็กสองภาษาก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นเด็กไม่มีมารยาทนี่ค่ะ ..ในโหมดไทยก็อบรม.สอนทุกอย่างค่ะ..ถูกที่ถูกเวลา..กาลเทศะค่ะ

ขอบคุณ..คุณบิ๊กและน้องเพ่ยเพ่ย..จริงๆค่ะที่เป็น..จะเรียกว่าอะไรดีค่ะ..เอาเป็นว่า Super Hero ดีกว่าค่ะรวมทุกๆคำได้หมด..ขอบคุณค่ะที่แนะนำแนวทาง.สร้างแสงสว่างทางปัญญาให้ลูกค่ะ

เป็นความเชื่อและความศรัทธาของแต่ละบุคคล

คุณแม่ทั้งหลายที่มารวมกันในเว็ปนี้ล้วนแต่ต้องการ

พัฒนาภาษาทั้งของตนเองและของลูก

ที่จริงสมองของคนเรามีเนื้อที่เหลือเฟือและมีกำลังที่จะพัฒนาได้อย่างมหาศาล

แต่ทุกวันนี้เราใช้ประโยชน์แค่ไม่กี่เปอร์เซนตื

ไม่มีความว่าผิดหรอกค่ะ  สำหรับความรักที่อยากให้ลูกพูดภาต่างประเทศได้

ยังดีกว่าแม่อีกหลายคนที่ลืมช่วงเวลาทองคำที่จะพัฒนาลูก

ปล่อยผ่านไปอย่างน่าเสียดายค่ะ

 

คุณสาธุการคะ

ดิฉันเลี้ยงลูกเอง สอนภาษาเองและทำงานด้วย ถึงแม้มีเวลาน้อยแต่สอนตามแนวฉบับคุณบิ๊กที่วางไว้นะคะ ไม่ได้มีปัญหาอะไรสำเนียงผิดก็พัฒนตัวองด้วยจากการฟังให้มากและมาพูดกับลูกให้เป็นธรรมชาติ เหมือนพูดภาษาไทยเพียงปรับมาเป็นภาษาอังกฤษ ไม่มีใครตามกระแส ถ้าเรามีสติเข้าใจและใช้บนวิถีธรรมชาติ ไม่ใช่สอนแบบกดดันเพื่อให้เป็นเด็กสองภาษา ถึงแม่บางคนเจอคนรอบข้างว่า อยุ่เมืองแม่ก็ต้องใช้ภาษาแม่ให้ได้ก่อน แต่ถามว่าทุกวันนี้เราใช้ภาษาแม่แต่ ทำไมเราสื่อสารกับคนต่างชาติไม่ได้เลย เรียนจบมาพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ เกิดอะไรขึ้น ในเวปสองภาษานี้ มีหลายครอบครัวประสบความสำเร็จในการสอนให้ลุกเราเป็นเด็กสองภาษาได้ แต่เราใช้ในตามแบบที่คุณบิ๊กได้วางไว้หรือป่าว

ส่วนตัวดิฉัน สอน 3 ภาษาให้ลุก ไทย อังกฤษ จีน คนเดียวเอง ทำงานด้วย ไม่ได้กดดัน ลุกพูดไทยได้ เราสอนลูกตั้งแต่ 2 ขวบ นี่ผ่านมา ปีกว่าแล้วถามอิงตอบอิง พูดไทยเวลาอบรมนิสัยและมารยาท จีนต้องฝึกฟังเสียงเพลงจีนบ่อยๆ

เด็กมีศักยภาพมากกว่าที่เราคิดข้อจำกัด คือคนไทยบางคนชอบปิดกั้นตัวเองที่จะเรียนรุ้อะไรใหม่ๆ และไม่ชอบลองกลัวนู๊น กลัวนี้ กลัวคนรอบข้างไม่ยอมรับ กลัวสารพัด ฯลฯ

ที่สำคัญการได้พุดกับลูกเป็นภาษาต่างๆ เป็นการสร้างความสัมพันธ์กับลุกมากขึ้น ไม่ได้มีข้อจำกัดอะไรเลย คนบางคนเหนื่อยชอบยัดเหยียด ให้ไปเรียนที่ ร.ร.สองภาษาสอนแทน เลยเป็นปัญหาข้อจำกัดในการสื่อสารความคิดของลุกการพุดคุย เป็นเพราะว่าเราไม่ได้สร้างความสัมพันธ์กับลูกและไม่ได้ให้เวลากับลูกบ่อยเพียง10-15 นาทีในการสอนภาษาหรือพูดคุยเป็นภาษาอังกฤษมีความหมายแล้วและบ่อยๆร่วมทำกิจกรรมกับลูกและทุกคนต้องแบ่งเวลามาให้กับลุก ไม่มีข้ออ้างว่าไม่มีเวลา เป็นความคิดที่เห็นแก่ตัวมากๆๆคะ

 

 

ที่สำคัญ เราไม่ได้แข่งกับใคร เราสอนแบบสบายๆ คุ้มกว่าคุ้มมากด้วย เพราะว่าเราไม่ได้มาจากครอบครัวที่มีเงินทอง จะจ้างคนมาสอนภาษา ต่อมีเงินมาสอนแต่ความผุกพันพ่อแม่ลูกในครอบครัวไม่มีก็ไม่เกิดประโยชน์

RSS

--oO--

สแกนโค้ด แอดไลน์ @2pasa แล้วลุ้นของรางวัลรวมคลิปเวิร์กช็อปทั้งหมด

Events

หนังสือในชุดเด็กสองภาษา



© 2024   Created by ผู้ใหญ่บิ๊ก.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service