หมู่บ้านเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้

หมู่บ้านเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้ - สองภาษาดอทคอม

สวัสดีค่ะ
ขอรบกวนขอความเห็นและประสบการณ์นะคะ

อันนาอายุ 2.4 ปี ที่บ้านเคยตกลงกันว่าแม่พูดอังกฤษ พ่อพูดไทย แต่ในทางปฏิบัติ พ่อไม่ค่อยอยู่บ้าน แล้วก็ชอบพูดอังกฤษกับลูก บอกว่าสนุกดี อันนาจึงแทบไม่มีโอกาสใช้ภาษาไทยเลยค่ะ อ๋อพยายามอธิบายหลายครั้งว่าต้องพูดไทย ก็ไม่เป็นผลค่ะ สุดท้ายเลยทำใจ หวังพึ่ง รร. ให้ช่วยสอนภาษาไทย

เมื่อสองอาทิตย์ที่ผ่านมา อ๋อพาอันนาไปเข้า รร. สมมติชื่อ รร.เอ นะคะ วันแรกเด็กร้องกันหลายคน ครูดูไม่ไหว
ตอนไปรับเห็นอันนาร้องอยู่ ครูดูไม่ทันหรือยังไงไม่ทราบ ก็เลยว่าจะให้หยุดก่อน ค่อยไปสัปดาห์ต่อไปซึงหวังว่าเด็กคนอื่นจะเลิกร้องกันบ้างแล้ว ให้อันนาตามไปร้องทีหลัง

สัปดาห์ถัดมา อันนาก็ได้ตามเพื่อนๆ ไปร้องที่ รร. เอ ค่ะ ครูบอกร้องเป็นพักๆ พออ๋อไปรับ เห็นแม่ก็ร้อง เข้ามาในรถก็ร่าเริงดี แต่ตาบวมๆ ดังในคลิป (ปากแข็งว่าไม่ได้ร้อง แต่วันถัดมาก็ยอมรับค่ะว่าร้อง)

พอวันที่สองของสัปดาห์เดียวกัน ก็พาอันนาไปอีก ก็ยังร้อง ตอนอ๋อไปแอบดู มี ผปค.ท่านอื่นเข้าไปเชียร์ลูกหลานถึงในห้อง อันนาเห็นเข้าก็ร้องวิ่งเข้าใส่ ผปค กลุ่มนั้น ผปค บางคนขยับตัวหนี อ๋อก็เลยต้องปรากฏตัวให้ลูกเห็น แล้วครูก็มาจับแยกไป

ตอนไปรับ ครูมาคุยด้วยบอกว่า คุณแม่น่าจะลองพาไปหาหมอ เรื่องสมาธิ เหมือนน้องเค้าไม่ค่อยนิ่ง
แล้วก็พูดแต่ภาษาอังกฤษด้วย คุณแม่ต้องพูดไทยกับน้องนะคะ

พอเล่าให้พ่ออันนาฟัง พ่ออันนาไม่พอใจอย่างมาก บอกว่างั้นก็เข้า Inter ไปสิ ส่วนอ๋อก็ไม่ไ้ด้เคืองอะไรคุณครูนะคะ ถ้าครูไม่บอกแล้วใครจะบอกล่ะ อ๋อเครียดมากกว่าว่าจะสอนไทยยังไง ตอนไหนดี อย่างไรก็ตาม เราสรุปว่าจะย้าย รร.

ความจริงเรื่องสมาธิอันนานั้น จัดว่าดี แต่เขาฟังภาษาไทยไม่รู้เรื่องต่างหาก  ครูชาวอังกฤษที่เนอรสอันนาก็ยืนยันค่ะว่าสมาธิอันนาดี แต่คนที่จะอยู่กับอันนาได้ต้องฟังเค้ารู้เรื่อง และต้องใจเย็นด้วย 
 
พ่ออันนาเสนอให้หา รร. ที่มีครูที่ฟังภาษาอังกฤษออกอยู่ด้วย เพื่อให้อันนาปรับตัวไปก่อนสักปี ซึ่งก็คือ รร. บี (นามสมมุติ อิอิ)

แต่อ๋อชอบ รร. ไทยอีกแห่งมากกว่า ชื่อ รร. ซี นะคะ รร. นี้จะเปิดวันที่  15 พค.  ซึ่งถ้าจะทำให้พ่ออันนายอมให้อันนาเข้า รร. ซี ได้ เราจะต้องทำให้ภาษาไทยอันนาจะต้องดีขึ้นอย่างมาก อย่างน้อยก็ก่อนสิ้นเดือน พค.  (เดือน พค. ทั้งเดือนนี้ตั้งใจจะไปอยู่ออสเตรียกันค่ะ)

ที่จริงก็หัวเสียอยู่เหมือนกัน แทนที่จะได้ลุยภาษาอังกฤษ และภาษาจีน ซึ่งกำลังไปได้ด้วยดี กลับต้องมาสอนภาษาไทย ซึ่งควรจะพูดได้ก่อนภาษาอื่นด้วยซ้ำ แต่ก็พยายามตัดใจค่ะ ทำใจๆๆๆๆ เสียเวลาคิดเปล่า เราย้อนเวลากลับไม่ได้นี่เนอะ
 
อันนาฟังภาษาไทยรู้เรื่องระดับหนึ่ง ถ้าถามด้วยภาษาไทย ถ้าเขารู้ เขาก็ตอบเป็นภาษาไทย สั้นๆ แต่ถ้าไม่ีรู้ บางทีก็ตอบเป็นภาษาอังกฤษ บางทีก็ทำเป็นไม่ได้ยินไปเลย วันก่อนอ๋อลองคุยกับเขา อันนาพูดว่า สีม่วงได้ อ๋อดีใจแทบแย่ เพราะคำนี้เราไม่เคยสอน แต่เขาคงเคยได้ยินแล้วก็เอามาพูดได้ (อยู่เนอรสครูบอกติดแจกับครูชาวอังกฤษคนเดียว ไม่คุยกับใครค่ะ)

จากที่เล่ามาทั้งหมด (จริงๆ ไม่ค่อยจำเป็นต้องอ่านสักเท่าไหร่ อิอิ) สรุปว่า อ๋อควรจะสอนภาษาไทยอันนาเอง พึ่งพาใครไม่ได้แล้ว พ่ออันนาก็จะต้องไป ตปท อีกเร็วๆ นี้ เรามีเวลาในการทำให้ภาษาไทยอันนาแข็งแรงเท่าเด็กทั่วๆ ไป  สองเดือน

คำถามคือ จะใช้วิธีไหนดีคะ

๑. แม่พูดไทยไปเลย ให้พ่อเค้าใช้ภาษาอังกฤษไป พออันนาเข้า รร. สักพัก แม่ก็กลับมาพูดอังกฤษ พ่อพูดไทย ตอนกลับมาพูดใหม่นี่จะเป็นปัญหาอะไรมั้ยคะ ใครมีประสบการณ์บ้างช่วยทีนะคะ

๒. แม่ทำ OTOL ทุกวัน ถ้าอยู่กับลูกทั้งวัน ควรทำกี่ชั่วโมง และตอนไหนจึงจะได้ผลที่สุดค่ะ คิดว่าคงลางานสักพัก เพื่ออยู่กับลูก (ไม่มี รร. จะไป เนอรสเก่าจะปิดกิจการค่ะ)

๓. แม่ทำ OTOLแบบวันเว้นวัน ไม่ทราบว่าจะดีหรือไม่ดี
 
ถ้าต้องการให้อันนาพูดไทย แต่ทำ OTOL แล้วแกล้งไม่เข้าใจภาษาอื่นนี่ ลูกต้องงงแน่ๆ เลยใช่มั้ยคะ เพราะมันไม่เหมือน OPOL ที่เราจะแกล้งไม่เข้าใจภาษาอื่นได้ตลอดไปเลย
 
ขอความเห็นหน่อยนะคะ ขอบคุณมากๆ ค่ะ
 
ที่เล่าละเอียดเพราะอยากให้เป็นอุทาหรณ์กับคนที่อยู่้ในสภาวะคล้ายกัน พูดแต่อังกฤษ แล้วหวังพึ่ง รร. ไทย แต่ต้องดูด้วยว่าเขารับได้มั้ย รร. เอ เป็น รร. รัฐค่ะ เด็กก็เ้ยอะ ครูเอาใจเราไม่ได้เต็มที่ ตรงนั้นก็ไม่ใช่ความผิด รร. อ๋อเลือกผิดเองค่ะ

Views: 259

Replies to This Discussion

ขอบคุณค่ะ มันก็ไม่เชิงเป็นคำตอบตายตัวหรอกค่ะพี่ เป็นแนวทางคร่าวๆ น่ะค่ะ พร้อมปรับเปลี่ยนได้เสมอ
สวัสดีค่ะ คุณอ๋อ พอดีเข้ามาอ่าน อื่ม เข้าใจความรู้สึกคุณอ๋อนะคะ บางทีรู้สึกสับสนนะคะ ว่าสิ่งที่ทำอยู่จะทำให้ลูกไม่ได้ภาษาไทยรึป่าว และยิ่งน่าเป็นห่วงกว่าตรงสภาพแวดล้อมไม่เอื้อเลย เพราะอยู่เกาหลี คนโตตอนนี้ไม่ค่อยเป็นห่วงเท่าไหร่ เพราะเค้าได้แล้ว และคุณแม่ก้อทำทั้งสองแบบค่ะ OTOL and 1P2L = 1people2langauge มันเป็นเรื่องยากส์นะคะ ขออนูญาติเล่าเกี่ยวกับเรื่องราวของน้องนะคะ เฮ้อ จะเป็นห่วงก้อแต่คนเล็กเนี่ยค่ะ อายุ 2.7 yrs
น้องยูมีคนโต ตอนนี้อายุ 8.2 yrs. ตอนเล็ก ๆๆ เริ่มสอนภาษาไทยและอัง ฯ แต่ความที่ต้องสอนคนเดียวถึงสองภาษาก้ออาจจะได้น้ำหนักไม่เท่ากัน เราก้อต้องลดสัดส่วนไป คนโตได้ภาษาไทยเยอะเพราะเน้น พูดไทย แต่จะอ่านนิทาน หรือ ประโยคคำสั่งง่าย ๆๆ อาบน้ำ กินข้าว ล้างมือ ปิดไฟ ทั่ว ๆๆ ไปเป็นภาษอัง ฯ พอน้องอายุได้ 5 ขวบกว่า ๆๆ นะคะ ต้องไปคลอดน้องคนเล็กที่เมืองไทยและสามีและตัวพี่อยากให้ภาษาไทยของลูกดีขึ้น ก้อเลย ไปตั้งแต่ตั้งตั้งท้องลูกคนเล็กได้ 4 เดือนกว่า (แพ้ท้องอย่างมากกกด้วยค่ะ ไม่ไหวแล้วต้องกลับไปกินกับข้าวไทย) อื่ม ก้อส่งน้องไปเรียน summer ที่สารสาสท์นะคะ เพื่อให้น้องปรับตัว โดยมีการคุยกับทางครูก่อนนะคะว่าน้องไม่ค่อยได้ภาษาเลย ในการเขียน หรือ อ่าน นะคะ แล้วอยู่ที่เกาหลีน้องอยู่ อนุบาลสองแล้วค่ะ ก้อมีการสอบพูดภาษาไทยนิดหน่อยก่อนเข้าที่ รร นี้ น้องรู้จักเรื่องสี และรูปทรง บอกความต้องการได้บ้าง แต่โดยส่วนใหญ่เค้าพูดเกาหลีตลอด อัง ฯ ก้อน้อยเพราะเน้นภาษาไทยนะคะ
จบเมษาปั๊บก้อเรียนต่อหนึ่งเทอม เรียนแค่หนึ่งเทอม เอ่อ ลืมบอกไปว่าน้องโดนลดชั้นให้อยู่ อนุบาลสอง ซึ่งอายุของเค้าควรจะอยู่ อ สามได้แล้ว แต่ก้อจำเป็นค่ะ ช่วงนั้นก้อสงสารลูกเพราะเค้าต้องปรับครั้งใหญ่เลยยที่เดียว เด็ก ๆๆ ในห้องก้อจะเด็ก ๆ ๆกว่าเค้าทั้งนั้น เพราะเค้าเกิด มค อีก ยิ่งโตกว่าเด็กคนอื่นอืกนะคะ ปกติน้องจะชอบพูดกับแม่เป็นภาษาเกาหลี เพราะเค้ารู้ว่าเราเข้าใจ จะแกล้งไม่เข้าใจก้อคงไม่ได้ แต่ว่าก้อจะตอบเค้ากลับเป็นไทย มีบ้างที่พูดเกาหลีแล้วแต่สถาณกาณ์ตอนนั้น สภาพแวดล้อมตรงนั้น
คุณครูในห้องน้องก้อน่ารักมากกกก ๆๆ เอาใจใส่ลูกเราเป็นอย่างดี และเข้าใจว่าน้องไม่ค่อยจะได้ภาษาไทยเลย ทุกอย่างดูท่าจะไม่มีปัญหานะคะ ภาษาอัง ฯ พอมีพื้นอยู่บ้าง วิชา อัง ฯ คุณครูก้อชม น้องยกมือตอบตลอด มีความมั่นใจมากก ภาษาไทยน้องกลับมาดีขึ้น เขียนได้ อ่านได้นิดหน่อย แล้วก้อสภาพแวดล้อมที่เมืองไทย ช่วยได้มากก ๆๆ แต่น้องก้อยังพูดประโยคสลับกันตลอด คุณครูจะคอยแก้ให้
แต่ว่าเมื่อคุณพ่อเค้ามาเที่ยวหา ปรากฏว่าน้องยูมีเกิดอาการลืมภาษาเกาหลีไปชั่วขณะค่ะ ลืมไปเลย ฟังดูก้อไม่น่าจะเชื่อว่าเป็นไปได้ขนาดนั้น จากที่ภาษาเกาหลีเก่งมากแล้ว เพราะเรียนตั้งแต่เตรียมอนุบาล น่าสงสารลูก น่าสงสารจริง ๆๆ ค่ะ เค้าไม่สามารถสื่อสารกับคุณพ่อเค้าได้เลยช่วงเวลาอาทิตย์กว่าที่อยู่ด้วยกัน พ่อเค้าเองก้อเศร้า ต้องพูดภาษาอัง ฯกัน สองคนพ่อลูก และจะคอยถามคำศัพท์เกาหลีกับแม่ตลอด เพื่อที่จะพูดกับพ่อเค้า อื่ม เค้าดูอึดอัดมากก และเค้าร้องไห้ เพราะวันที่คุณพ่อเค้าจะกลับเค้ายังคุยไม่ได้เหมือนเดิม เราเริ่มคิด เอ๊ะ งั้นเราต้องพูดเกาหลีกับเค้าดีกว่าช่วงอยู่เมืองไทย แต่ที่ไม่พูดเพราะเด่วกลัวเค้าได้ภาษาไทยไม่เต็มที่ คิดไปแบบนั้น แต่เชื่อไหมคะ เด็ก ๆๆ ปรับตัวได้ค่ะ เพียงแต่ต้องใช้เวลาและคอยให้กำลังใจเค้า เด่วเค้าก้อกลับมาได้เหมือนเดิม
พอกลับมาถึงเกาหลีปลายธันวา เดือน มีนาเปิดเทอม จริง ๆ มีเวลาปรับเรื่องภาษา สองเดือนกว่า ๆๆ แต่ไม่กล้าส่งลูกเข้าปอ หนึ่ง ไม่อยากให้เค้ามีปัญหา ก้อเลยตัดสินใจส่งช้าไปหนึ่งปี แล้วก้อไปเรียนอนุบาลสามที่นี่ต่อ ผ่านไปได้สาม สี่เดือน ภาษาเกาหลีน้องก้อกลับมาเข้มแข็งเหมือนเดิมค่ะ

คนเล็กนี่ก้อกลัวจะไม่ได้ภาษาไทยเท่าพี่สาว เพราะพูดอัง ฯ กับเค้ามากกว่า ทำ OTOL กับเค้า จะเลิกสอนไปเลยก้อเกิดความเสียดายเพราะคนเล็กเริ่มได้อัง ฯ ไปบ้างแล้ว ไทยนี่ได้น้อยมากกๆๆ ใน สามภาษา แต่ว่าจะคุยภาษาไทยกับเค้าตลอด และคิดว่าเค้าคงได้ยินพี่สาวตอบโต้เป็นภาษาไทยน่าจะช่วยได้อีกแรง มันไม่ใช่เรื่องง่ายจริง ๆ ๆเลยค่ะ เลยอยากจะบอกว่าเข้าใจความรู้สึกของคุณอ๋อค่ะ

ไม่ทราบว่าเขียนมายาว ในส่วน ปสก ตัวเอง พอจะช่วยอะไรได้บ้างรึป่าวนะคะ อยากจะบอกว่า เด็ก ๆๆ ที่ต้องรู้ ต้องพูดหลาย ๆ ภาษาก้อจะมีปัญหาในเรื่องของการปรับตัวอย่างมาก และครูก้อมีส่วนสำคัญที่จะคอยให้กำลังใจ และใจเย็น เข้าใจปัญหาของเด็ก ตัวคุณแม่เองก้อต้องใจเย็นและเข้าใจความรู้สึกของเค้าและคอยให้กำลังใจ รร ที่เค้ามีเด็กเยอะ ๆๆ เค้าอาจจะไม่ค่อยสนใจลูกเรา พี่คิดว่าคุณครูมีส่วนอย่างมากแล้วนิสัยของคุณครูนะคะ บางทีก้อไม่เกี่ยวกับ รร เนอะ ขอเป็นกำลังใจให้นะคะ คงต้องให้เวลาน้องในการปรับตัวซักหน่อย เดี่ยวเค้าก้อได้เองค่ะ ภาษาไทย อืม ยิ่งสภาพแวดล้อมที่มีแต่เพื่อน ๆๆ ในห้อง นี่ยังไม่ทราบเลยว่าคุณเล็กจะออกมาเป็นแบบไหน เพราะลองเลี้ยงต่างกันไป อื่ม กำลังคิดเหมือนกันว่าคิดผิดไหมที่สอนอัง ฯ มากไป เน้นไทยก่อน เพราะเห็นที่เกาหลีมีความจำเป็นมากกภาษาอัง ฯ และค่าเรียนพิเศษอัง ฯ ก้อแพงมั๊กมากก เลยลองดู ยังไม่รู้ผลเลยค่ะ ต้องคอยดูกันต่อไป สู้ ๆๆ นะคะ คุณอ๋อ ^^
ขอมาออกความเห็นบ้าง มาช้าไปนะเนี่ยภา เค้าไปไหนต่อไหนกันละ 555...
คือภามีปัญหาเดียวกันเรื่องพูดไทย อังกฤษเนี่ย และรู้สึกว่าน่าจะเหมือนพี่อ๋อ ที่ลูกอยู่กับแม่ 2 คนซะส่วนใหญ่ใช่มั้ยคะพี่อ๋อ แต่ภาแตกต่างตรงเจ้าขาพูดไทยเก่งก่อน และค่อยได้เริ่มอังกฤษ แต่แม้จะเป็นยังงั้น ภาก็ว่า ในความคิดภา ไม่อยากให้ไปฝากอะไรไว้กับรร.เลยค่ะ เพราะเค้าอยู่กับลูกเราน้อยกว่าเรามากๆ ความใกล้ชิดแบบตัวต่อตัว ไม่ว่ารร.จะดูแลดีแค่ไหน เด็กน้อย เด็กมาก แต่ความรัก ความเข้าใจ ความใกล้ชิดแบบตัวต่อตัว ก็ไม่ได้ครึ่งของเรานะคะภาว่า ดังนั้น ทุกวันนี้ภาจึงทำตัวเหมือนรร.สองภาษาค่ะ พี่อ๋อ ยังทำได้ไม่ค่อยดี แต่พยายามทำอยู่ และขอบอกว่าเหนื่อยและมึนพอสมควร หุหุ

ถ้าภาเป็นพี่อ๋อ ซึ่งพี่อ๋อ ก็คงต้องปรับที่เหมาะสมกับพี่อ๋อนะคะ แต่ขอสิงร่างแป๊บนึง 555...อันนี้ใช้ประสบการณ์ส่วนตัวที่ผ่านการสอนทั้ง OTOL และ OPOL มา ภาว่า เด็กปรับตัวเร็วไม่ต้องกังวลอะไรทั้งนั้น ช่วงไหนเน้นอะไรก็ทำไปเลย งง งง นิดหน่อย ตอนแรก เดี๋ยวก็เปลี่ยนตามได้ อย่างเน้นไทย ก็พูดไทยเยอะหน่อย ไม่ต้องคิดช่วงเวลาไหน อะไรที่ต้องเน้น เรื่องพื้นฐานที่คุยกับคนอื่นก็เน้นไป เค้าอาจตอบเป็นอังกฤษช่วงแรกก็ถามเค้าก็ได้ เอ๋ ภาษาไทยว่ายังไงหนา คือมันอาจจะผิดกฎการแปล แต่ก็อาจจะช่วยซักซ้อมภาษาไทย ภาเห็นเด็กลูกครึ่งเค้าก็ทำกันประมาณนี้ แต่ถ้าเค้าไม่พูดทันทีก็อาจจะไม่ต้องถึงกับฟังไม่รู้เรื่อง เอาเป็นว่าให้เค้าเข้าใจ พอไปอยู่รร.เค้าก็ต้องพยายามปรับตัวว่า พูดกับคนนี้ ต้องพูดภาษาไทย แต่ก็คงต้องให้ครูเข้าใจนิดนึง ภาก็ไม่เห็นด้วยกับรร.ที่ไม่พยายามปรับตัวตามเด็ก แต่จะให้ที่บ้านและเด็กปรับตัวตาม ภาว่าต้องทั้ง 2 ฝ่าย ครูก็ต้องพยายามฟังเด็กให้ออก แม่ก็ต้องช่วยให้ลูกสื่อสารกับครู เด็กก็ต้องพยายามปรับตัว และให้เวลา เด็กร้องไห้ไปรร.ตอนแรก ก็คงเป็นปกติ มีหลายอย่างเปลี่ยนแปลง และบางทีไปรร.นี้ตอนแรก ไม่ร้องเลย อยู่ไปอีกหลายเดือนร้องไม่มีสาเหตุแบบน่าตกใจก็มี (อันนี้เจ้าขาเคยเป็นค่ะ)

อย่างของภานะ เจ้าขาสนุกกับการทำกิจกรรมพ่อธีร์แล้วตอนนี้ แต่พอลองถามว่าเลขอะไร ให้ตอบเป็นไทยปุ๊บ ทำอึกอัก ทั้งๆที่เลข 1-10 ง่ายๆ แต่ถามภาษาอังกฤษ นี่ได้ถึง 100 แบบไม่ต้องคิด ภาก็เริ่มกังวลนิดๆ ก็แหงล่ะ พูดกันเป็นอังกฤษซะจนชิน ตอนหลังก็พยายามปรับมาให้ไทยเยอะกว่า(เรื่องคณิต) เพราะยังไงก็ต้องเรียนไทย แต่ภายังคงพูดภาษาอังกฤษสื่อสารกัน เพราะเราต่างเคยชินกันแบบนี้ แต่เรื่องที่ตั้งใจจะสอน ก็พูดไทย

ภาชอบคิดว่า ถ้าเค้าเกิดไม่สนุกในห้องเค้าจะไม่ชอบเรียน ต้องให้เค้าเข้าใจมากๆไปก่อน พอไปเรียนทำได้ก็สนุก ก็เลยกลายเป็นรร. 2 ภาษา ครูคนเดียว อ่านโจทย์ไทย ให้เค้าทำแบบฝึกหัดบ้าง อ่านโจทย์อังกฤษ เค้าก็ได้ฝึกอังกฤษ อ่านนิทานไทย อ่านหนังสือเกี่ยวกับเรื่องที่ถาม why why วัฎจักร ยากๆโน่นนี่ ทั้งไทยอังกฤษ แต่ไม่ได้ให้ตรงกัน(เหมือนแปล) คนละเรื่อง คนละฉบับ แต่ maintain ทั้ง 2 ภาษาให้ได้ใกล้เคียงกัน ภาว่าเรื่องพูดไม่น่ามีปัญหา ท้ายสุด แต่เรื่องความเข้าใจ และเรื่องที่ยากขึ้น ถ้าครอบครัวที่ไม่มีใครช่วยสอนไทยด้วย เป็นเรื่องที่ต้องคิดค่ะ

ในความเห็นภา พี่อ๋อจะปรับพูดไทยเยอะก่อน หรือพูดอังกฤษเหมือนเดิม แต่เน้นสอนสิ่งสำคัญภาว่าไม่แตกต่าง เพราะเด็กปรับตัวไปมาง่าย เรื่องที่กลัวสำเนียงหาย อะไร ภาว่าเด็กๆเก่งค่ะ ให้เค้าผ่านช่วงเวลานี้ไปก่อนอย่างมีความสุข แล้วเรื่องอื่นๆก็ค่อยๆปรับไป แบบสบายๆทุกฝ่ายดีกว่าค่ะ ภาช่วยอะไรได้บ้างมั้ยคะเนี่ย หุหุ
ข้าวปั้นก็เป็นแบบนี้ค่ะ ตอนเข้า รร ไทย ครูไม่รู้เรื่องที่ลูกพูด และลูกก็ มาแอนตี้กะการพูดอังกถษของแม่ ขนาดช่วงนั้น กำลังจะเริ่ม2 ภาษานะคะ แต่ลูกดูการ์ตูนอังกถษ และเลียนแบบพูดตามการ์ตูน อยู่ กลายเป็น เข้าปั้น ไม่ แฮปปี้ กะ รร เลย เลย ย้าย555 มีครูไทย1 ครูต่างชาติ1 เข้าปั้น มีความสุขมาก ปัจจุบัน ครูต่างชาติบอกว่าถ้าปั้นไม่มา รร ไม่มีคนเถียงค่ะ มันก็เลยดี แต่แม่ก็พูดอังกถษเหมือนเดิมนะ พี่อ๋อ พ่อ ก็พูดไทย เหมือนไม่ได้พูด วันๆก็พูดน้อยอยุ๋ แล้ว แต่ปั้นพูดไทยเก่งขึ้นจาก เพื่อน นักเรียน ในห้องนั่นล่ะค่ะ พาพูดไทย หัวดำกันหมดค่ะ
เพื่อนมีอิทธิพลมากพี่อ๋อ อันนายังเล็กอยู่ ต้องหา รร ที่เข้าใจในตัวแบล็กกราวน์อันนาก่อนก็จะดี ส่วนไทย สักหน่อยได้แน่นอน ข้าวปั้น ไม่ได้เรียนภาษาไทยเลยค่ะ เปลืองตังค์ แม่ว่ามันง่าย แม่จะสอนเอง กะจะสอนเค้าอนุบาล2 นี่ล่ะ ค่ะ เด็กๆ เค้าอยู่ด้วยกัน ก็จะปรับตัวเข้าหากัน และสื่อสารกันรู้เรื่องในที่สุด พี่อ๋อ จริงๆน่าจะกังวล เรื่อง ครูอาจจะไม่รู้ จักลูกเรา ที่มาที่ไป ของเรา มากกว่า ต้องคุยให้ ครู รร นั้นๆ ที่ลูกจะเข้าไป ให้รู้เรื่องก่อนค่ะ นักเรียนเยอะก็ไม่ดีเท่าไร ครุจำไม่ได้หมด ในรายละเอียด และก็เพิ่งเปิดเทอมใหม่ด้วยพี่อ๋อ อาจต้องทำความเข้าใจ หรือ อาจให้ โอกาส ครู ที่เจตนาตั้งใจดี อีกสักครั้ง( ที่อื่น555)
พี่อ๋อขา ทำไงดีเอ๋ก็ยังสับสนตัวเอง เพราะก่อนหน้านี้ก็สอนภาษาอังกฤษลูกแต่แบบว่าไทยมั่งอังกฤษมั่ง ไม่ได้เหมือนตอนนี้และตอนนั้นยังไม่รู้จักwebนี้เลย แบบว่าทำงานอย่างเดียวไม่ค่อยได้รับข้อมูลข่าวสารอะไรเพราะงานยุ่งมากในแต่ละวัน บวกกับไม่ค่อยได้อยู่กับเค้า น้องเรนจะอยู่กับคุณย่าเป็นหลัก เอ๋ทำงานประจำแต่ก่อนนี้ทำงาน 6วันเลิก3ทุ่ม กลับมาบางทีลูกก็หลับแล้ว เพิ่งพูดไทยรู้เรื่องตอน2ขวบเองค่ะ พอได้เริ่มระบบOPOLอย่างจริงจัง ตอนออกมาเปิดร้านเอง เค้าอยู่กับเอ๋เกือบจะทั้งวัน น้องเรนมีพัฒนาการไปเร็วมากอย่างเห็นได้ชัดค่ะ จำผลไม้ต่างๆที่ไปตลาดด้วยกันได้ เห็นนก สุนัข แมว พูดเป็นภาษาอังกฤษตั้งแต่เดือนแรก เข้าเดือนที่สองเริ่มโต้ตอบyes no มีเถียงเวลาเอ๋ตอบเค้าไม่โดนใจเช่นเห็นแมวแต่ตอบว่าเสือ เอ๋จะแก้ให้เค้า แต่เค้าก็จะtiger ไปเรื่อยๆแล้วก็หัวเราะ ท่องa-zได้ 1-20ได้ เริ่มเข้าใจวันต่างๆ
แต่ปัญหาคือเค้ายังพูดไม่ชัดทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ตอนนี้ครบสองเดือนเรนสามารถบอก i don't know เวลาไม่รู้จะบอกว่ายังไง
peepee poopooได้ เริ่มเข้าเตรียมความพร้อมที่โรงเรียนแล้ว แต่ยังไม่เห็นว่าครูว่ายังไงนะคะ ปัญหาคือเอ๋ควรจะเดินหน้าOPOL 100%เหมือนเดิมดี หรือแบ่งเวลาสอนดีค่ะ คือกลับจากโรงเรียนเอ๋ก็รับเค้ามาอยู่ด้วยที่ร้านจนปิดนะค่ะ พอเราเห็นพัฒนาการเค้าแล้วเราก็อยากเดินหน้าเต็มที่ แต่ก็กลัวเรื่องภาษาไทยเหมือนกัน เพราะคุณพ่อเค้าก็ไม่ค่อยว่าง ตอนกลางคืนก็อยู๋กับเอ๋เป็นหลักเหมือนกันค่ะ พี่อ๋อว่ายังไงดีคะ ลืมบอกไปตอนนี้เอ๋ท้องได้สองเดือนแล้วค่ะ พี่อ๋อได้โรงเรียนหรือยังค่ะ แบบว่าคงต้องดูจำนวนเด็กกับครูด้วยนะคะ เพราะโรงเรียนของเรนมีเด็กประมาณ 30 คนต่อห้องแต่มีคุณครูพี่เลี้ยงบวกครูฟิลิปปิน5คน ครูnative speaker 1 คน
ครูเนอส สงสัยไม่เคยเรียนจิตวิทยาเด็ก เจอลูกเราแค่ 3 วันมีสิทธิ์อะไรมาว่าลูกเราสมาธิสั้นต้องไปหาหมอ จริงๆแล้วเขาไม่มีความอดทนต่อการร้องให้ของเด็ก ไม่รู้วิธีปลอบ หลอกล่อเด็ดให้หยุดร้องให้ คือ อยากทำงานสบายนั่นเอง แล้วมาพูดทำให้เราเครียด เหนื่อย จากประสบการณืของตัวเองนะคะ ครูที่โรงเรียนของลูกจะบอกแม่เลยว่า เด็กจะร้องให้ทุกวันเพราะเขาไม่เคยจากอกแม่ สิ่งแวดล้อมใหม่เขาไม่เคยชิน คุณแม่ต้องใจแข็ง 7 วันเท่านั้น พอผ่านไป 7 วัน เขาคุ้นแล้ว เขาจะหนุดร้องเอง ผ็ปกครองส่วนใหญ่ใจไม่แข็งพอเห็นลูกร้องได้ 3 วัน ก็เอากลับ เพราะสภาพน่าเวทนาจริงๆ พอไปส่งที่โรงเรียนเริ่มร้องตั้งแต่ประตู ส่งเสร็จจะกลับ วิ่งตาม กอดขา ร้องให้ แม่ขาไม่เอาหนูไม่อยู่กลับด้วย แม่ก็จะร้องไห้ไปด้วย ต้องใจแข็งจริงๆค่ะ อุ้มไปส่งให้คุณครู บอกว่า เดี๋ยวคุณแม่มารับ ไม่ได้ทิ้งไปไหน วันที่ 6,7 ก็เริ่มร้องน้อยลง วันที่ 8 ไม่ร้องจริงๆ เพราะเค้าเริ่มคุ้นแล้วว่าต้องมาทุกวัน มีเพื่อนมีครู มีของเล่น แล้วแม่ก็ไม่ได้ทิ้งไปไหน กลับมารับทุกวัน เขาก็อุ่นใจขึ้น บางคน(ส่วนน้อย)ก็อาจมีนานกว่านี้ 2 อาทิตย์ หรือ 1 เดือน แล้วก็คุ้นเคยไปเอง ครูก็ไม่เคยบ่น แต่โดยเฉลี่ย คือ 7 วัน ถ้ายังไม่ถึง 7 วันแล้วมาพูดว่าลูกเราอย่างนั้นอย่างนี้ คนที่มีปัญหาคือครูค่ะ ย้ายดีกว่า เรื่องอื่นมิบังอาจให้คำแนะนำนะคะ เพราะไม่มีประสบการณืจริงๆ

RSS

--oO--

สแกนโค้ด แอดไลน์ @2pasa แล้วลุ้นของรางวัลรวมคลิปเวิร์กช็อปทั้งหมด

Events

หนังสือในชุดเด็กสองภาษา



© 2019   Created by ผู้ใหญ่บิ๊ก.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service