เว็บทั้งหมดจะย้ายไปที่ www.2pasa.com แล้วนะครับ ตามไปที่นั่นได้เลย

หมู่บ้านเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้

หมู่บ้านเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้ - สองภาษาดอทคอม

สืบเนื่องมาจากไดด้อ่านกระทู้ของคุณอ๋อเกี่ยวกับการทำ ไทม์เอาท์ เลยนึกขึ้นได้ว่าอยากขอความรู้หน่อยคะ  เคยทำไทม์เอาท์กับลูกชายเหมือนกันคะ ประมาณสาม สี่ครั้ง ก็ไม่นานคะ  ประมาณหนี่งนาทีเห็นจะได้ เอาไปขังในห้องนำแต่เปิดไฟไว้ไม่น่ากลัวหรอกคะ แต่ลูกกลัวมาก  พอทำผิดบอกว่าจะเอาไปขังในห้องน้ำก๊กลัวมากเลยคะ  เลยมีคำถามว่า ถ้าเขาทำผิด ขั้นร้ายแรงแล้วเราเอาเขาขังบ่อยบ่อย  คือเด็กก็ทำผิดบ่อยใช่ไหมคะ จะทำให้เขากลายเป็นกลัวห้องเเคบเเคบไปเลยหรือเปล่าคะ  แบบว่าตอบเด็กเด็กถูกแม่เอาขังในห้องน้ำบ่อยบ่อย เลยเป็นความฝังใจอะไรแบบนั้นอะคะ  พอดีที่ญี่ปุ่นเคยดูทีวีว่ามีการแกล้งกันน่ากลัวมาก   ก็เลยคิดเลยเถิดไปถึงว่าถ้าขังเขาบ่อยบ่อย  จนเขากลัวห้องแคบแคบ  เเล้วพอโตขึ้นเพื่อนรู้ว่ากลัวก็จะแกล้งอะไรแบบนั้นอะคะ  คิดมากไปหรือเปล่าไม่รู้  ขอความเห็นหน่อยนะคะ ขอบคุณล่วงหน้าคะ

Views: 4113

Replies to This Discussion

มาเก็บข้อมูลไว้ล่วงหน้าค่ะ เป็นประโยชน์มากเลยค่ะ
ขอบคุณคุณอ้อม พี่แมว คุณลี่ และท่านอื่นๆ ค่ะ เดี๋ยวอ๋อต้องไปนั่งทบทวนแล้วว่าจะทำอย่างไรต่อไป เท่าที่ผ่านมา ทำไปประมาณ 4 วัน วันละ 1-2 ครั้งติดๆ กัน ก็ไม่ค่อยจะได้ผล เขาก็ยังถีบแม่อีก ตอนนี้ขาแม่เขียวช้ำมากค่ะ สามีเห็นตกใจเลย ก่อนจะทำแต่ละครั้งก็พูดอธิบายแล้วว่าอย่าทำ แม่เจ็บ เขาก็ยิ้ม สักพักก็ทำอีก ไม่รู้จริงๆ ว่าเขาคิดยังไง พอจะ time out เราก็บอกเขาแล้วว่าถ้าทำอีกครั้งจะให้อยู่คนเดียวแล้วนะ ก็เว้นพักนึง แล้วก็ทำอีก เคยอ่านหนังสือเค้าบอกว่า เด็กก็เข้าใจว่าตะกี้ไม่ทำแล้วไงล่ะ ตอนนี้ทำอีกได้แล้ว ทำนองนั้น
มาออกความเห็นจนตลาดวายหรือเปล่าคะคุณอ้อม

เมื่อก่อนดาใช้ทามเ้อ้ากับเคทก็ได้ผลดีค่ะ หลังๆเริ่มชิน แม่เลยตีด้วย รู้สึกว่าได้ผลดีและไวกว่าเยอะเลยค่ะ... ปล.ระวังจะตีหนักไปค่ะ กะน้ำหนักพอดีๆ
ตามมาเก็บข้อมูลค่ะ
น้องไทคิน่าจะอายุไล่ๆ กับน้องภูมิ ตอนนี้น้องภูมิก็เริ่มป่วนแล้วเหมือนกันค่ะ

เป็นเรื่องน่าปวดหัวสำหรับแม่ๆ เวลาที่ลูกดื้อ หลายครั้งก็ทำเราหัวเสีย เคยตีก้นน้องภูมิไปเพราะไม่ยอมนอน ตีแล้วก็รู้สึกไม่ดี เล่าให้คุณก๊อกฟัง เขาก็บอกว่าถ้าลูกดื้อจริงๆ ก็ตีได้ แต่อย่าตีตอนที่โมโหแล้ว T.T พูดง่ายทำยากมาก เพราะตอนที่เรายังไม่โมโหเราก็จะพยายามคิดหาวิธีรับมือกับเขาอย่างสร้างสรรค์ ไอ้ตอนที่ตีนี่คือปรี๊ดแล้วอ่ะ 555+ (เล็กใช้มือตีนะคะ ไม่ใช้ไม้ จะตีที่มือหรือก้นเท่านั้น และเล็กตีลูกได้คนเดียวคนอื่นห้ามตี 555+)

เรื่อง timeout ยังไม่เคยใช้ แต่ที่เคยหาข้อมูลมาเขาว่าต้องไม่ทำในที่ปิดนะคะ เช่นในห้องน้ำอย่างนี้อาจจะไม่เหมาะนะคะ อาจจะส่งผลถึงความรู้สึกแบบที่คุณอ้อมกังวล ลองหาที่ที่เป็นมุมดูดีไม๊คะ จริงๆ เคยคิดจะทำกับน้องภูมิ แต่ยังเล็งหามุมเหมาะๆ ไม่ได้เหมือนกัน

หรือไม่ก็ลองแบบนี้นะคะ ตะกี้เพิ่งจะเขียนแชร์ไปในคลิปของลิซซี่

สมมุติว่าน้องภูมิจะเปิดก๊อกน้ำเล่น เล็กจะบอกว่าเขาไม่เปิดนะครับ เขาก็จะมองหน้าเราแล้วก็เอามือไปเปิดอยู่ดี แบบว่าแม่พูดไรเหรอฟังไม่รู้เรื่อง พี่ก็จะเตือน 2-3 ครั้งไม่หยุด เล็กก็จะจับมือเขามาแล้วก็พูดว่า "มือนี้ดื้อใช่ไม๊ แม่บอกว่าไม่ให้เปิดน้ำเล่น" แล้วก็ตีเพี๊ยะ 1 ทีที่มือ (โดยไม่ต้องมองหน้าเขา)

ถ้าเอาเท้าเหยียบไปบนของที่มันจะเสียหายได้ ก็ทำแบบเดียวกันคือดุที่เท้า ตีที่เท้า ครูที่สอนในระบบมอนเตสเซอรรี่เขาทำอย่างนี้เล็กเลยลองเอามาใช้บ้าง ส่วนตัวแล้วรู้สึกว่าดีนะคะ เพราะลูกจะไม่รู้สึกว่าเขากับเราเป็นคู่กรณีกัน หนำซ้ำจะรู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกับแม่ด้วย เพราะบางทีเล็กจะบอกเขาว่า ลูกบอกมือด้วยอย่าดื้อนะ เดี๋ยวเแม่จะตีมือ

คุณอ้อมลองเอาวิธีนี้ไปลองดูไม๊คะ ช่วงนี้เราต้องตามให้ทันเกมเขาค่ะ ไม่งั้นหัวเสีย 555+
ไม่ได้เข้ามาหลายวันได้ความรู้เพิ่มขิ้นเยอะเลย ของคุณพี่เจ้าของกระทู้น่ะค่ะ มีคำถามแต่ไม่ได้ถามเอง ถนัดเป็นแนวร่วม อิๆๆ ตอนนี้น้องเริ่มโตแล้ว ยังพูดไม่รู้เรื่องแต่ดื้อเอาการ จะลองเอาวิธีดีๆของพวกพี่ๆไปลองใช้ดูบ้าง
เอ๋เคยทำแบบคุณแม่น้องภูมิบอกแล้วค่ะ น้องต๊อดใช้เท้าถีบแม่ แม่ก็ตีที่เท้า แล้วบอกว่าไม่ให้ถีบ ผลคือ น้องต๊อดยิ้มแล้วเห็นเอ๋เป็นจักรยาน รัวกระหน่ำ ถีบไม่หยุด เลยค่ะ ....T_T
ไม่ทราบว่าระบบ Time out เริ่มใช้ได้ตอนอายุเท่าไหร่ค่ะ
ชอบมากเลยค่ะ ไม่เครียดดี
น่ารักดีนะคะวิธีนี้เด๋วต้องลองใช้ดูบ้าง
สำหรับความเห็นส่วนตัวนุ้ยนะคะ
เด็กแต่ละคนวิธีการสอน การลงโทษมักจะไม่เหมือนกันหมด
สำหรับลูกนุ้ยแล้้ว เคยใช้ทั้งสองอย่าง
แต่ผลที่ดีที่สุดนั้นไม่ใช่ทั้งสองอย่าง เพราะเหมือนเป็นดาบสองคม
การทำไทมเอ้า เราต้องดูเวลา ตามอายุเด็กด้วย ไม่งั้นจะส่งผลทางลบให้เค้า
ส่วนเรื่องการตี ไม่ค่อยใช้กับลูกเท่าที่ควรค่ะ เพราะรู้ๆกันอยู่ว่า มันคือดาบสองคมที่ส่งผลกระทบกลับมาอย่างรวดเร็ว
ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุด ฝึกให้เด็กรู้จักการรับฟัง ดังนั้น การที่เราจะพูดให้เหตุผล ย่อมดีกว่า บทลงโทษทั้งสองอย่าง
อันนี้แล้วแต่ แต่ละบ้านนะคะ เพราะเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน
ลูกสาวยอมรับฟังเหตุผล เวลาสอนอะไร อาจจะเปลืองน้ำลายไปบ้าง พูดซ้ำซากไปบ้าง แต่ได้ผลดีค่ะ....
วิธีการฝึกวินัยให้ลูก แต่ละบ้านก็คงทำไม่เหมือนกันค่ะ ขึ้นอยู่กับแบบไหน เหมาะกับอุปนิสัยของเด็กแต่ละคน

เมื่อก่อนดิฉันไม่ตีลูก แต่คุณพ่อเขาตี
ที่คุณพ่อเขาตี เพราะบางทีลูกเล่นแรงเกินไป ตีพ่อเขา พ่อเขาก็จะตี หรือบางทีบอกไม่ฟัง,โยนของ ก็จะตี (ช่วงลูกอายุ 2-3 ขวบค่ะ)
แต่ก็ไม่ใช่แบบตีทันทีค่ะ เป็นแบบทนไม่ไหวแล้วตี
ไม่ตีเรื่องที่เป็นธรรมชาติของเด็ก เช่น ฉี่รดที่นอน หรือบอกฉี่ไม่ทัน ทำกางเกงเปียก
แต่ถ้าลูกชายตีดิฉัน ดิฉันไม่ตีเขา แต่จะจับมือเขาไว้แน่นๆ มองหน้าดุๆ (ที่ทำหน้าดุ เพราะโมโหค่ะ) แล้วก็บอกว่าไม่ให้ตี ตีหม่าม้าไม่ได้ ตีคนอื่นก็ไม่ได้
ผลตอบรับก็คือ ลูกชายไม่ค่อยตีดิฉัน แต่เขาก็ยังตีคุณพ่อเขาเหมือนเดิม แล้วแถมไปตีเด็กคนอื่นด้วย
แต่เดี๋ยวนี้ อาจจะเป็นเพราะเขาโตขึ้น และคุณครูที่โรงเรียนก็ช่วย เขาก็ไม่ค่อยตีใครแล้ว (แต่ก็ยังมีผลักเพื่อนบ้างค่ะ)

เวลาลูกงอแง พูดจาไม่รู้เรื่อง โวยวายอย่างเดียว เอาแต่ร้องไห้ ดิฉันจะให้เขาออกไปอยู่นอกห้องนอน
เขาก็ไม่ยอมไปดีๆหรอกค่ะ ก็ดันกันออกไป แล้วก็ปิดประตูล็อกเลย คือ พ่อแม่อยู่ในห้อง ลูกอยู่นอกห้อง เขาก็ร้องไห้ทุบประตูขอเข้าห้อง
บอกเขาให้เงียบ ถ้าอยากเข้ามา ก็ต้องเงียบ ก็เปิดประตูดูเป็นพักๆว่าจะเข้ามาไหม
พอเขาเข้ามาในห้อง ก็สอนให้เขาพูดว่า เขาทำผิดอะไร ทำไมต้องไปอยู่นอกห้อง
แรกๆ ลูกก็ไม่ยอมพูด ไม่ยอมรับความผิด ก็จะโดนดันออกไปนอกห้องอีก
จนกว่าเขาจะรับว่าทำผิดอะไร หยุดร้องไห้ ได้เข้ามาในห้อง และต้องไหว้ หรือกราบขอโทษคุณพ่อ คุณแม่ด้วย
สังเกตวิธีนี้ แรกๆกว่าลูกจะขอโทษพ่อแม่ ก็กินเวลาเป็นชั่วโมง หลังๆก็เริ่มที่จะใช้เวลาน้อยลงเรื่อยๆ (เพราะตัวเขายอมเร็วขึ้น)
เร็วๆนี้เอง โดนจับออกไปปุ๊บ เขาพูดทันทีเลยว่า ให้เขาเข้าห้องหน่อย เขาหยุดร้องไห้แล้ว
ดิฉันก็ไม่รู้ว่า วิธีนี้มันดีหรือเปล่า บางท่านอาจจะบอกว่าไม่ดี แต่พอดิฉันเห็นว่าเวลาที่ต้องใช้มันสั้นลงเรื่อยๆ ก็เลยมั่นใจไปเองว่าใช้ได้ผล
แต่สามีเขาไม่ค่อยชอบวิธีนี้เท่าไหร่ค่ะ เขาว่าลูกร้องไห้มากๆ แล้วจะไม่สบาย แต่เขาก็ใช้บ้าง เวลาที่ปรี๊ดแตก
วิธีนี้ ก็ใช้ยาวนานมาเป็นปีแล้ว เดี๋ยวนี้ ลูกก็ไม่ค่อยถูกทำโทษให้ออกไปนอกห้องแล้วค่ะ
วิธีนี้ ดีอยู่อย่าง ตรงที่ตอนกำลังจะปรี๊ดแตก แล้วกันลูกไว้อยู่คนละที่กับพ่อแม่ พ่อแม่จะมีเวลาสติสงบอารมณ์ตัวเองด้วย ไม่เผลอตีลูกแรงๆค่ะ แล้วปล่อยให้เด็กได้เรียนรู้ว่า ถ้าเขาทำตัวอย่างนี้ เขาก็จะไม่ได้อยู่ในห้องกับพ่อแม่

ประมาณช่วงปลายปีที่แล้ว มีเรื่องปรี๊ดแตกกับลูกสองเรื่อง
เรื่องแรก ตั้งแต่มีน้องเล็กมา ช่วงเขาอายุเกือบ 2 ปีค่ะ เขาก็เลยติดคุณพ่อมาก
ติดไม่ติดเฉยๆ แต่งอแงกับคุณพ่อด้วย กับคนอื่นไม่ค่อยงอแง
วันนั้น กลับจากโรงเรียนมา เขาก็งอแงจะหาแต่คุณพ่อ ซึ่งหาน่ะหาได้ แต่เขาร้องไห้ โวยวาย จะให้คุณพ่อไปอยู่กับเขาบนห้องนอนท่าเดียว ซึ่งตอนนั้นคุณพ่อเขาก็ยุ่งขายของอยู่
ดิฉันก็เห็นว่า ไม่ไหวแล้ว ต้องจัดการเรื่องชอบงอแงกับคุณพ่อหน่อยแล้ว วันนั้น เลยเอาตัวขึ้นไปที่ห้องชั้น 3 กัน
มีแต่ดิฉันกับเขาอยู่ด้วยกันสองคน ปล่อยเขาร้องไห้ไป ถ้าเขาจะไปหาคุณพ่อ ต้องหยุดร้องไห้ เขาก็จะออกจากห้องอย่างเดียว
ดิฉันก็ปล่อยเขาร้องไปเรื่อย ๆ นั่งดูอยู่เฉยๆ ประมาณเกินครึ่งชั่วโมงได้ จนเขายอมหยุด ยอมกราบขอโทษ
ดิฉันก็พูดกับเขาว่า ไปหาปาป๊าได้ แต่ต้องไม่ร้องไห้นะ เขาก็ยอม ก็พากันลงมาหาคุณพ่อที่ชั้นล่าง
พอเห็นหน้าคุณพ่อเท่านั้นล่ะ ร้องไห้ต่อ ดิฉันก็อุ้มหนีคุณพ่อเขา บอกให้เขาหยุด ถ้าไม่หยุดก็ไม่พาไปหา
เขาก็ยอมหยุด ก็พาไปหาอีก ก็ร้องอีก ดิฉันก็อุ้มหนีอีก บอกให้หยุดร้องไห้ เขาก็ยอมหยุด ก็พาไปหาใหม่
คราวนี้ก็ดีขึ้น ค่อยยังชั่วขึ้น ไม่ร้องแล้ว

มาเรื่องที่สอง
ลูกชายเกือบ 3 ขวบแล้วค่ะ วันนั้นเป็นวันอาทิตย์ ดิฉันปรอทแตก ฟาดลูกไม่ยั้ง ขนาดยึดทฤษฎีไม่ตีลูกนะนี่
คือว่าตอนเย็น เล่นที่สนามเด็กเล่นเสร็จ ลูกก็ตัวเปื้อน ก็เลยว่าพากันไปอาบน้ำก่อน แล้วค่อยมากินข้าวแล้วกัน
พออาบน้ำเสร็จ จะออกไปร้านอาหาร ลูกชายคนโต ก็ลีลา ท่านู้น ท่านี้ ร้องไห้ มีปัญหาตลอดทางจนถึงร้านอาหาร
ดิฉันก็ทั้งเหนื่อย ทั้งหิวข้าว แต่อารมณ์โมโหมากกว่า ก็บอกสามีว่า ข้าวไม่กินแล้ว กลับบ้านเลย โมโหจนน้ำตาไหล
เจ้าลูกชายก็ร้องไห้ตลอดทางจนกลับบ้าน พอเข้าห้องนอนเสร็จ หยุดร้องไห้ปั๊บ (เหมือนการแสดงจบแล้ว)
แล้วหันมาพูดกับดิฉันว่า มาม้าไม่ร้องไห้นะ น้องซัน(ชื่อเจ้าลูกชายค่ะ)หยุดร้องไห้แล้ว
เท่านั้นแหละ ดิฉันฟาดไม่ยั้ง (เพราะตลอดทางบอกให้หยุดร้อง ก็ไม่ยอมหยุด)
ดิฉันก็พูดว่า มาม้าใจดีไม่ชอบ ชอบมาม้าใจร้าย จากนั้นอีกประมาณครึ่งชั่วโมงถึงสงบศึก พ่อเขาต้องมาช่วยออกไป
จากนั้นมา ก็เลยกลายเป็นคุณแม่มือฟาดไปเลย (ไม่ใช่ค่ะ ไม่ใช่ขนาดนั้น แค่พูดเล่นค่ะ)
คือจากเหตุการณ์นั้น ก็เลยรู้เลยว่า ทำไมเขาถึงห้ามไม่ให้พ่อแม่ตีลูก
เพราะยิ่งตี ยิ่งโมโห ยิ่งโมโห ก็ยิ่งตี ถ้าระงับอารมณ์ไม่ได้ ลูกก็อาจจะได้รับอันตรายได้

เดี๋ยวนี้ เลยกลายเป็นคุณแม่มือไว ถ้าลูกเขาเล่นแรง บางทีเล่นกระโดดทับ เล่นเอาดาบโฟมมาตี ทำดิฉันเจ็บๆ ก็จะตีเขา
แต่ก่อนตี ก็บอกเขาแล้วว่าไม่ให้ทำแบบนี้ บอกเขาว่าถ้าทำมาม้าเจ็บอีก ก็จะตีเขานะ แล้วพอเขาทำจริงๆ ก็เลยตีเขาเลย
กับตีเวลาบอกไม่ให้เล่นปลั๊กไฟ สายไฟ ถ้าเห็นเขาทำ ก็จะตีมือเลย พ่อเขาก็จะพูดว่า โดนตีเจ็บไหม ไฟช็อตเจ็บกว่านี้อีก

แต่ดิฉันไม่ได้ตีลูกตลอดเวลานะคะ ถ้าเป็นเรื่องที่แกดื้อ แกซน ตามประสาเด็ก ก็แค่พูด แค่บอก ไม่ได้ตี
สามีกับดิฉันตกลงกัน เวลาพ่อแม่พูดอะไร ก็ต้องทำตามนั้น ไม่มีคำสัญญากับลูก เพราะถือว่าคำพูดพ่อแม่สำคัญและเป็นจริงเท่ากับคำสัญญาอยู่แล้ว
ถ้าบอกลูกแล้วว่าอันนี้ไม่ให้ทำ ถ้าทำต้องถูกทำโทษ ถ้าแกทำ ก็ต้องทำโทษจริงๆ (ทำโทษก็มีหลายระัดับค่ะ)
และเราจะไม่ขู่ลูกค่ะ ไม่ขู่ว่า ถ้าทำแบบนี้ เดี๋ยวตุ๊กแกมากินตับนะ อะไรทำนองนี้ค่ะ
มี CD ปรับพฤติกรรมเด็ก อยู่แผ่นนึงดูแล้วคิดว่าดีมากค่ะ ใช้หลักจิตวิทยาในการจัดการกับเด็กดื้อ โดยนักจิตวิทยาเด็ก เป็นของต่างประเทศ เคยเอามาฉายใน UBC เค้าจะอธิบายสาเหตุพฤติกรรมเด็กให้ฟังด้วย ซึ่งส่วนใหญ่ก็มาจากพ่อแม่นี่แหละค่ะ ถ้าลูกดื้อส่วนใหญ่ก็ต้องแก้ที่พ่อแม่ค่ะ เคยดูที่ลูกดื้อแบบสุดยอดเลยนะ เราดูแล้วยังคิดว่าโอ้โหเด็กอะไรเนียะ พอเค้าเข้ามาอธิบายสาเหตุพฤติกรรมเด็กให้ฟ้ง และให้แม่ปรับทัศนคติบางอย่าง แค่ 1-2 อาทิตย์เด็กกลายเป็นคนละคนเลย (ซึ่งเค้าก็อธิบายไว้อย่างชัดเจนว่าเพราะอะไร) เราว่าดีนะ เสียดายจังที่ ไม่มีมาฉายที่บ้านเรา รายการดีๆ rating ไม่ค่อยดี ต้องละครไทยตบจูบ rating ดี

ส่วนเรื่องการ time out เป็นวิธีสุดท้ายที่เค้าจะใช้ค่ะ ซึ่งลูกต้องดื้อมากๆ ไม่เชื่อฟังคำสั่ง (ต้องแน่ใจว่าเป็นคำสั่งที่เด็กทำได้นะคะ) จะให้โอกาสลูกโดยการเตือน 2 ครั้ง ถ้าไม่เชื่อฟังจึงจะ time out 1 นาที ต่อ 1 ขวบปี ถ้าลูก 2 ขวบก็ 2 นาทีค่ะ

และจะทำในที่ๆ คิดว่าปลอดภัยนะคะ และต้องไม่มีของเล่น เป็นห้องที่น่าเบื่อยิ่งดีค่ะ (แต่สำหรับเรา ห้องน้ำ หรือห้องเก็บของ เราว่าไม่ปลอดภัยนะคะ) หลังจากครบเวลาให้คุยกับลูกว่าถ้าลูกไม่เชื่อฟังก็ต้องโดนแบบนี้อีกนะ และถ้าลูกทำตัวดีให้ชมลูกด้วยค่ะ

มีแนวคิดนึงที่เราว่าดีก็คือ การส่งเสริมพฤติกรรมดีของลูกค่ะ นักจิตวิทยาคนนี้ให้ข้อคิดว่า เด็กต้องการความสนใจจากพ่อแม่ค่ะ แต่ถ้าเค้าทำตัวดีแล้วพ่อแม่ไม่ได้ให้ความสนใจเค้า เค้าก็ต้องเรียกร้องความสนใจโดยการดื้อค่ะ สังเกตุดูสิค่ะ ถ้าลูกดื้อหรือวีนทุกคนในบ้านจะเข้ามาดุบ้าง ว่าบ้าง แต่เค้าก็ได้รับความสนใจนะคะ

หลักการง่ายๆคือ สนใจเมื่อทำตัวดี (โดยการเข้าไปพูดคุย กอด ชม) การนั่งเล่นเงียบๆ ก็เป็นการทำตัวดีนะคะ กินข้าวเรียบร้อยก็คือทำตัวดีค่ะ ไม่จำเป็นต้องท่องศัพท์ได้ 10 ตัว ร้องเพลงชาติได้ แล้วค่อยชมลูก มันน้อยเกินไปค่ะ อยากให้เค้าทำตัวแบบไหนก็ชมเค้ากอดเค้าเวลาที่เค้าทำตัวแบบนั้น

ไม่สนใจเมื่อทำตัวไม่ดี ถ้าลูกทำตัวไม่ดีก็แค่ไม่ต้องสน เดี๋ยวก็เลิกเองค่ะ ถ้าไม่ชอบให้ลูกทำอะไร ต้องไม่สนใจ เมื่อเค้าทำตัวแบบนั้นค่ะ แต่ถ้าเค้าเริ่มทำตัวดีให้ชมเค้าเลยค่ะ โอ้!! ลูกทำตัวแบบนี้น่ารักจัง

RSS

--oO--

สแกนโค้ด แอดไลน์ @2pasa แล้วลุ้นของรางวัลรวมคลิปเวิร์กช็อปทั้งหมด

Events

หนังสือในชุดเด็กสองภาษา



© 2022   Created by ผู้ใหญ่บิ๊ก.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service