เว็บทั้งหมดจะย้ายไปที่ www.2pasa.com แล้วนะครับ ตามไปที่นั่นได้เลย

หมู่บ้านเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้

หมู่บ้านเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้ - สองภาษาดอทคอม

ขอสัมภาษณ์อาจารย์อ๊อบและอาจารย์รีออกไมค์ค่ะ

ตอนแรกกะว่าจะถามเป็นการส่วนตัว แต่คิดว่าคำถามเราอาจมีประโยชน์สำหรับคนอื่นๆ จึงขออนุญาตถามออกไมค์นะคะ

 

หลายคนคงจะคุ้นเคยกับคุณพี่อ๊อบ (อรนัย) และคุณรี (MommyDearest) กันเป็นอย่างดี ไม่ว่าเราจะตั้งคำถามเรื่องอะไร 2 ปรมาจารย์นี้มักจะเป็นผู้มีอุปการะคุณเสมอ

 

วันนี้จึงขออนุญาตถามลึกถึงเบื้องหลังความสำเร็จหน่อยค่ะ (เหมือนสัมภาษณ์ดาราเลย)

ตอบเท่าที่ตอบได้นะคะ อยากรู้เพื่อนำไปพัฒนาตัวเองค่ะ

 

1. สมัยเรียน จบจากที่ไหน ด้านไหนคะ

2. เก่งภาษาอังกฤษมาตั้งแต่เด็กๆ หรือเปล่า

3.เคล็ดลับในการพัฒนาตัวเองให้เก่งภาษาอังกฤษมีอะไรบ้างคะ

4. ก่อนที่จะฝึกลูกให้เป็นเด็กสองภาษา ได้พูดภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันหรือเปล่า

 

คนอื่นๆ สามารถเข้ามาแบ่งปันประสบการณ์ได้นะคะ ไม่จำเป็นต้องเป็นพี่อ๊อบและคุณรีก็ได้ค่ะ

Views: 2248

Replies to This Discussion

เห็นด้วยค่ะ ขอผู้ใหญ่บ้านอีกคนนะค่ะ แม่บ้านด้วยค่ะ
แหะ แหะ โดนพาดพิงจนได้
ผมเขียนไว้ในหนังสือเด็กสองภาษา เล่มหนึ่งแล้ว ว่า ไม่เก่งอังกฤษครับ
เรียนสายวิทย์มา ก็เลยถนัดในการวิเคราะห์ รวบรวม ทำการทดลอง แล้วสรุปผลออกมามากกว่าครับ

จริงๆอีกคนที่น่าจะมาเล่าก็คือ ครูแพทครับ ช่วยโหวตอีกเสียง
สั้น มาก เลยคุณ บิ๊ก เอา แบบ ยาวๆ เช่นแบบว่า พบกับพี่ตุ๊ก ได้ยังไง อะไร ประมาณนี้ อิอิอิอิ แซวๆๆ
ตังโอจะให้กระทู้นี้เป็นสวีทหวานเลยเหรอจ๊ะ พี่กลัวว่าเดี่ยวเลี่ยนขึ้นมาทำงัยดี หรือว่าทุกคนเห็นด้วยโหวต
จะยาวไปไม๊อ่ะ อิ อิ
เรียนสายวิทย์มาเหมือนคุณบิ๊กเลย
ไม่ชอบภาษาอังกฤษที่สุด ถือว่า รังเกียจที่สุดว่าได้
และเป็นคนไม่เก่งภาษาเอาเสียเลย แต่ก็เลือกเรียน Hotel&Tourism Management

เพราะชอบงานด้านบริการผู้คน....

ปล...ขอกลับไปอ่านทุกคนก่อนนะคะ ทู้ฮ๊อตจัง
ขอกรีดดดดดดดดดดดด้วยคนอ่านแล้วประทับใจ
ขอร่วมใหวด ครูแพท กะ ผู้ใหญ่บิ๊ก อีกคนจ้า
อู้หู กระทู้นี้ท่าทางจะมาแรง ตอนแรกก่อนจะตั้งกระทู้ก็กล้าๆ กลัวๆ
กลัวว่าจะไปละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัว แต่ก็คิดว่าคุณครูที่นี่จิตใจดี ก็เลยตัดสินใจ เอาก็เอา ถ้าไม่ถามก็ไม่มีวันรู้
ขอโหวตคุณแพทด้วยคนค่ะ คุณแพร (แหม่แม่) และคุณป๊อบ (Clamp ka) ด้วยค่ะ พอจะมีเวลากันมั้ยคะ

ขออนุญาตเล่าเรื่องส่วนตัวบ้างค่ะ
อ้อก็เรียนแบบธรรมด๊าธรรมดา เรียนแบบระบบเก่า เน้นท่องจำ
สอบเอนทรานท์ได้ตอน ม.5 ไม่ได้เป็นคนเก่งค่ะ เป็นคนความจำสั้นเสียด้วยซ้ำ แต่เน้นเรื่องความขยัน
เพื่อนๆ อ่านรอบเดียวเค้าก็จำได้ แต่เราต้องอ่าน 3 รอบ
เอนท์ติดแบบงงๆ เอ..ใช่ชื่อเรารึเปล่า

ด้วยความที่เรียนจบแค่ ม.5 จึงสู้เพื่อนๆ ที่เค้าเรียนมามากกว่าเรา 1 ปีไม่ได้
เรียนแบบน้ำตาแทบจะร่วง เรียนไม่รู้เรื่องเลยค่ะ อยากจะกลับไปเรียน ม.6 จริงๆ

และแล้วก็จบมาจนได้

อ้อจบปริญญาตรีเอกภาษาฝรั่งเศส วิชาโทภาษาอังกฤษจากธรรมศาสตร์ค่ะ
เรื่องภาษาฝรั่งเศสไม่ต้องพูดถึง มันก็ 9 ปีมาแล้วที่ไม่ได้ใช้ ใครอย่ามาถามค่ะ ลืมหมดแล้วจริงๆ

ตอนนี้ก็เหลือแต่ภาษาอังกฤษที่ใช้เขียน e-mail เฉพาะเรื่องงาน
ส่วนเรื่องพูดไม่ได้เรื่องเลยค่ะ ไม่มีโอกาสได้ฝึกแม้แต่นิดเดียว เลยรู้สึกไม่มั่นใจเลยเวลาต้องพูดออกมา
ไม่มั่นใจเรื่องสำเนียง ไม่มั่นใจเรื่องศัพท์ในชีวิตประจำวัน
แต่หลังจากอ่านเรื่องของพี่อ๊อบและคุณรี พร้อมกับคนอื่นๆ แล้ว อ้อรู้สึกดีขึ้นเยอะเลยค่ะ
ขอบคุณสำหรับการแบ่งประสบการณ์นะคะ
ทุกคนต้องพยายามจริงๆ
คงฟื้นไม่ยากล่ะค่ะ พื้นดีมากๆเลยค่ะ
รีเองก็เสียใจค่ะที่ไม่ได้เรียนมอหก เก็บมาฝันเอาบ่อยๆ เหมือนจิตใจสำนึกมันนึกอยู่ตลอด ส่วนมากถ้าฝันเรื่องเรียนจะฝันเรื่องเรียนมอปลายทั้งนั้นเลย ฝันว่าสอบทั้งนั้นเลยค่ะ เหมือนคนเก็บกดเลย
โหวดครูแพท ครูป็อบ น้องแพร ด้วยค่ะ
เอาจริงๆเหรอ แต่ความจริงก็บอกไปหลายรอบแล้วนะค่ะ

1. Waikato Polytechnic, Hamilton ด้าน Information Technology ค่ะ (BIT)
เสริมนิดนึง ระหว่างเรียนไปก็ไปทำงานเป็นเด็กเสริฟตามร้านอาหารค่ะ เคยทำทั้งร้านอาหารไทย และร้านอาหารอินเดีย
จบมาได้งานที่ไม่ตรงกับวิชาเลย ไปทำงานร้านขายเครื่องประดับ ขายทั้งปลีกและส่งค่ะ ปัจจุบันไม่ได้ทำงานที่ร้านแล้วตั่งแต่มีลูก 2 คนก็ออกมาเลี้ยงลูกเอง แต่พอลูกเริ่มเข้าโรงเรียนก็ช่วยดูกิจการขายส่งตุ๊กตาให้เพื่อน พร้อมกับทำงานเป็นอาสาสมัครของ St. Vicent de Paul ค่ะ และก็ไปช่วยพี่ที่พึ่งเิปิดร้านขายของไทยทำเรื่องเอกสาร พวก Stock สินค้า

2. ตกภาษาอังกฤษมาตลอดค่ะ ต้องสอบซ่อมทุกปี ตั้งแต่ประถมยันมัธยม

แม้กระทั่งตอน ม.4 เป็นนักเรียนเข้าใหม่ของโรงเรียนชายล้วนที่เปิดรับนักเรียนหญิงตอนม.ปลายเป็นปีแรก เป็น 1 ใน 4 นักเรียนหญิง ม.ปลายที่เข้าร่วม English Club ของโรงเรียน โดยที่สามคนเรียนสายศิลป์ แพทเรียนสายวิทย์ แต่ก็ได้รับเลือกให้เป็นประธานชมรมภาษาอังกฤษในปีนั้น (คู่แข่งคนอื่นนอกเหนือจาก ม.ปลายสายศิลป์ทั้งสามแล้วก็คือเด็กนักเรียน ม.3 ที่เก่งภาษาอังกฤษมาก สอบได้เกรด 4 ประจำ แต่ที่เค้าเลือกแพท โดยที่ไม่ทราบคะแนนสอบตอนปลายปี (ก็เลือกกันตอนต้นปีอะ และอาจารย์หัวหน้าแผนกก็ยังบอกเลยว่า "ขายหน้ามากเลยนะ ประธานชมรม สอบตกวิชาภาษาอังกฤษเองเนียะ")) เพราะตอนที่โดนบังคับให้ลงสมัคร เค้าให้พูดแนะนำตัวเอง และพูดคุยเป็นภาษาอังกฤษต่อหน้าคนทั้งชมรม สรุปโดนหลอกกันทั้งชมรมเลยนะเนียะ

3. กล้าพูด กล้าถาม กล้าแสดงออก

แพทยอมรับว่าแพทไม่ถนัดกับระบบการศึกษาของเมืองไทย ที่ให้นักเรียนท่องจำเฉยๆ จำว่าเทนส์นี้เป็นแบบนี้ แบบนั้นแล้วก็ให้ไปสอบ ถึงได้ตกทุกปี แต่ตั่งแต่ม.3 ทางโรงเรียนมีจัด Summer Course ที่สิงค์โปร คุณพ่อส่งแพทไป 1 เดือน ไปเรียนภาษาในห้องเรียนก็ช่วยอยู่จุดหนึ่งที่อาจารย์เป็นคนฝรั่ง พูดไทยได้นิดหน่อย แต่นอกเหนือจากนั้นคือสภาพแวดล้อมที่พักที่ Y.W.C.A ที่ต้องเจอต้องติดต่อกับเจ้าหน้าที่ที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลาง แพทได้เจอกับแขกที่ไปพักที่หอ ได้พูดคุยกับเค้า (เค้าชวนไปทานข้าวเย็นด้วยนะ แต่อาจารย์ไม่อนุมัติ กลัวลูกศิษย์โดนทำมิดีมิร้าย)

คิดดูว่าสมัยนั้น ฝรั่งยังไม่ชุกชุมเหมือนสมัยนี้ อายุ 15-16 ไปเดินตลาดจตุจักร ขึ้นสะพานลอย หูผึ่งเห็นฝรั่งนักท่องเที่ยวพยายามจะถามทาง หลายๆคนเดินหนีเพราะคุยไม่รู้เรื่อง ฟังไม่รู้เรื่อง แต่เราหูผึ่งแล้วปรี่เข้าไปหาเลย พูดผิดบ้างถูกบ้าง ถามเลยค่ะ มีอะไรให้ช่วยไหม จะไปไหนเหรอ แล้วก็บอกทางให้เค้า ได้ทั้งภาษา อิ่มบุญอีกต่างหากนะค่ะ

หลังจากนั้นก็ขอข้ามมาตรงที่มาเรียนต่อที่นิวซีแลนด์เลยนะค่ะ ก็มาด้วยกันกับน้องชาย ขานี้ก็อังกฤษเกรด 4 เหมือนกัน แต่มาถึงใบ้รับประทาน ของเราตกแต่คุยกับฝรั่งรู้เรื่อง ฝรั่งก็งงเหมือนกันว่าทำไมน้องเราคะแนนก็ดีแต่พูดไม่ได้เลย

ก็มาถึงถิ่นแล้ว ภาษาไทยก็อดค่ะ พูดได้แต่กับคนไทยซึ่งในโรงเรียนไม่มีเลยซักคน ถ้านั่งเป็นใบ้คงแย่แน่ๆ แถมชีวิตหอพักก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแพทอยู่หอปีแรกค่ะ ตอนหลังถึงได้ไปพักกับครอบครัวฝรั่ง มาเรียนก็ Form 6 แล้วแต่โดนเด็กแกล้ง โดนหลอกให้ล้างจาน (เด็กโตไม่ต้องทำ) โดนขโมยยกทรง ดีกางเกงในไม่ใหาย เค้าเอาไปแกว่งเล่นกัน นั่งทานข้าวก็โดนนินทาซึ่งหน้า เค้าคิดว่าเราฟังไม่ออก ตอนนั้นนะฟังออก แต่ตอบไม่ทัน คุยกับเพื่อนก็แปลไม่ทัน คือฟังแล้วก็แปลในหัวเป็นภาษาไทย นึกคำตอบแล้วก็แปลเป็นภาษาอังกฤษก่อนที่จะพูดออกมา สรุปเค้าเปลี่ยนเรื่องคุยกันไปแล้วค่ะ เลยคิดว่าไม่ได้การแล้วละ คุยไม่ทันเค้า ต้องหัดคิดเป็นภาษาอังกฤษให้ได้ คิดปุ๊ป พูดปั๊ป หลายท่านอาจจะสงสัยว่า อ้าวก็ไหนว่าคุยกับฝรั่งรู้เรื่องงัย ก็แหมผู้ใหญ่ คนดูแลเค้ารู้ว่าเราพึ่งมา เค้าก็พูดช้าๆ ชัดๆ รอฟังคำตอบ แต่เด็กฝรั่งเค้าไม่รอเราหรอกค่ะ เค้าก็คุยของเค้าไป เธอเข้ากับกลุ่มฉันไม่ได้ เค้าก็ไม่สนใจ ถ้าเข้ากันไม่ได้มากๆ ตามเค้าไม่ทันก็ทานข้าวคนเดียวละค่ะ

สรุปก็ต้องพยายามฟังให้เยอะ คิดเรื่อยเปื่อยเป็นภาษาอังกฤษ นึกภาพนึกสถานการณ์ต่างๆว่าถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น เราจะต้องตอบว่ายังงัย ที่โดนเค้าแกล้ง เค้่านินทาซึ่งหน้า ก็จำมันไว้ว่าเค้าพูดว่ายังงัยบ้าง นึกว่าคราวหน้าฉันต้องตอบว่ายังงัย ฝึกไว้ให้คล่อง พอเค้าพูดมาอีกก็ตอบด้วยความมั่นใจและรวดเร็ว ได้ผลค่ะ หน้าหงายกันไปเลย เห็นปกติเราไม่พูดไม่โต้ตอบ ก็บอกไปเลยว่าที่ฉันไม่พูดไม่ใช่เพราะฉันฟังเธอไม่ออกหรอกนะ ที่โดนแกล้งเอายกทรงไปเหวี่ยงเล่นก็ตามไปทวงคืน พูดใหรู้กันไปเลยว่าเด็กใหม่ไม่ใช่ว่าแกล้งได้นะ แล้วถามจริงเหอะ เอาไปนะใส่ได้เหรอ(ยะ)

สถานการณ์ในห้องเรียนก็เหมือนกัน กล้าพูด กล้าแสดงออก กล้าท้วงคุณครู ตอนแรกก็หงิมๆ เห็นครูเขียน(เลข)ผิดก็ยกมือแบบกลัวๆ บอกแบบเบาๆว่าผิดค่ะ ครูบอกว่าเก่งมาก ขอบคุณมากที่บอก นักเรียนที่เหลือสงสัยหลับกันหมด ตั่งแต่นั้นอิฉันก็คอยจ้องเลยค่ะ สนุกมาก ชอบเลขอยู่แล้ว แข่งคณิตคิดไวกะฝรั่งมันส์ไปเลย วิชาที่ชอบบวกกะวิชาที่ตกมันก็เลยช่วยเหลือซึ่งกันและกันค่ะ

4. ใช้ค่ะ เพราะมาอยู่ต่างประเทศและเด็กๆก็เกิดกันที่นี่ ตอนนี้ต้องบังคับให้ใช้ภาษาไทยกันที่บ้าน เพราะลูกสาวติดพูดภาษาอังกฤษไปแล้ว ต้องใช้ไม้ "แม่ไม่รู้เรื่อง" ซึ่งก็โกหกกันไม่ได้เหรอว่าไม่รู้เรื่อง แต่เค้าก็เข้าใจว่าแม่จะให้พูดภาษาไทยนะ แต่ความรู้ก็ไม่มีวันหมดจริงๆ เพราะถึงแม้ว่าจะเรียนที่นี่ อยู่ทั้งหอพักนักเรียน อยู่ทั้งบ้านHome Stay แตพอมีลูก ภาษาก็ต่างไป เวลาที่ใช้กับเด็กอ่อน อยู่บ้านอาจจะไม่ต้องใช้ก็จริง แต่เวลาหาหมอ หาพยาบาล (ที่นี่เค้าดูแลดีมากค่ะ มีพยาบาลมาหาที่บ้านบ่อยมากในช่วงเดือนแรกๆ และก็ต้องไปให้เค้าตรวจเช็คค่อนข้างบ่อย) เราต้องอธิบายทั้งเวลาให้นม เปลี่ยนผ้าอ้อม อึเด็ก อาหารการกิน ป่วยไม่สบาย ก็ต้องค่อยๆเรียนรู้ไปพร้อมกับเรียนรู้เรื่องการเลี้ยงลูก ตอนนี้ลูกเข้าโรงเรียนแล้ว ก็ยังต้องเรียนรู้เรื่องต่างๆที่เกี่ยวกับการเรียน และกิจกรรมของเด็ก

แพทใช้ภาษาเวลาออกไปนอกบ้าน ติดต่องานเล็กน้อย และที่หาเรื่องใส่ตัวคือยอมรับเป็นเลขาของกลุ่ม St Vincent de Paul คอยบันทึกการประชุมของกลุ่ม (เค้าน่ารักมาก โยนงานมาให้เราทำ และเราก็กล้าๆกลัวๆ แต่ก็รับทำเพื่อฝึกภาษาของเราเอง ผิดถูกเค้าก็ช่วยเราแก้ไข) หรืองานเรื่องสินค้าของที่ร้าน ก็ต้องเรียนรู้ชื่อเรียกของสินค้าแต่ละชนิด ที่สำคัญก่อนที่ภาษาอังกฤษจะไม่ขยับ ภาษาไทยก็ถดถอย ก็ได้เวปหมู่บ้านสองภาษานี่แหละค่ะ พัฒนาทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทยไปพร้อมๆกัน

ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการเรียนรู้และปฏิบัติค่ะ หมั่นฝึกฝนและปฏิบัติ คอยหาความรู้เพิ่มเติม เพราะการเรียนรู้ไม่มีวันจบสิ้น

ยาวไปไหนค่ะเนียะ

RSS

--oO--

สแกนโค้ด แอดไลน์ @2pasa แล้วลุ้นของรางวัลรวมคลิปเวิร์กช็อปทั้งหมด

Events

หนังสือในชุดเด็กสองภาษา



© 2024   Created by ผู้ใหญ่บิ๊ก.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service